Taragraphies — Header Component

ทำไมน้ำท่วมในรัฐเท็กซัสจึงรุนแรงถึงขั้นคร่าชีวิตผู้คนมากมาย?

เป็นผลมาจากการผสมผสานกันของปัจจัยทางภูมิศาสตร์ ปริมาณฝนมหาศาลในระดับหายนะ และการขาดความพร้อมรับมือ มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คนจากเหตุอุทกภัยครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกาในรอบศตวรรษ ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องถาโถมเข้าท่วมเขตเคอร์ (Kerr County) ในตอนกลางของรัฐเท็กซัส เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 4 กรกฎาคม ในบรรดาผู้เสียชีวิต มีเด็กผู้หญิงและเจ้าหน้าที่ 27 คนที่ถูกกระแสน้ำพัดพาออกไปจากค่ายฤดูร้อนคริสเตียน ขณะนี้มีการคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักเพิ่มขึ้นอีกในสัปดาห์นี้ แผนภูมิและแผนที่ด้านล่างนี้จะแสดงให้เห็นว่าสาเหตุใดที่ทำให้น้ำท่วมครั้งนี้อันตรายถึงเพียงนี้ ส่วนหนึ่งของสาเหตุมาจากปริมาณฝนที่ทำลายสถิติซึ่งตกลงมาในพื้นที่ที่เปราะบางเป็นพิเศษของรัฐ ที่สถานีวัดอากาศอินแกรม (Ingram) ใกล้ค่ายมิสติก (Camp Mystic) ซึ่งเด็กผู้หญิงพักอยู่ มีฝนตกมากกว่า 13 เซนติเมตร (5 นิ้ว) ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งเกือบสองเท่าของค่าเฉลี่ยรายเดือนตามประวัติศาสตร์ ในบางพื้นที่ใกล้เคียงในเขตเคอร์ ปริมาณฝนอาจสูงถึง 25 เซนติเมตรภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ตำแหน่งที่เกิดฝนตกหนัก—บริเวณต้นแม่น้ำกวาดาลูป (Guadalupe River)—ยิ่งเพิ่มความรุนแรงของผลกระทบ ระหว่างเวลา 2.30 น. ถึง 5.10 น. ของวันที่ 4 กรกฎาคม ระดับน้ำในแม่น้ำที่จุดวัดน้ำใกล้ค่ายมิสติกสูงขึ้นเกือบ 9 เมตร (29 […]

แถลงการณ์แนวร่วม Fossil Free Thailand : การนำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลวจากโครงการอแลสกา แอลเอ็นจี ทำให้ไทยยิ่งติดหล่มพลังงานสกปรก ค่าไฟไม่แฟร์ และซ้ำเติมวิกฤตโลกเดือด

การเปลี่ยนผ่านพลังงานและนโยบายสภาพภูมิอากาศของไทยมาถึงจุดพลิกผันอีกครั้งจากกรณีที่กลุ่มบริษัท ปตท. และ Glenfarne Group ผู้พัฒนาหลักโครงการ Alaska LNG ได้ลงนามในข้อตกลงร่วมศึกษาการจัดหาก๊าซฟอสซิลเหลว(LNG) ระยะยาวจำนวน 2 ล้านตันต่อปีเป็นเวลา 20 ปี [i] ข้อมูลที่รวบรวมโดย Global Energy Monitor[ii] และ Friends of the Earth (FoE)[iii] ระบุว่า โครงการดังกล่าวจะส่งก๊าซฟอสซิลเหลว 3.5 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันจากแหล่งก๊าซ North Slope ของรัฐอะแลสกาผ่านท่อส่งก๊าซ Alaska LNG Pipeline(AKLNG) ยาว 800 ไมล์ไปยังสถานีแปรรูปก๊าซเป็นของเหลว(Liquefaction Facility) โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อการส่งออกไปยังทวีปเอเชีย โครงการดังกล่าวและโครงข่ายระบบท่อส่งก๊าซ นอกจากจะเป็นโครงการด้านพลังงานขนาดใหญ่ที่ล่าช้ามาเป็นเวลากว่าหนึ่งทศวรรษเนื่องจากความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจและมีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของทวีปอเมริกาเหนือยังเกี่ยวข้องกับเรื่องอื้อฉาวจากผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมในอะแลสกาอีกด้วย [iv] การขนส่งก๊าซฟอสซิลโดยเรือเดินสมุทรยังเป็นสาเหตุของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากก๊าซจะถูกอัดให้เป็นของเหลวด้วยอุณหภูมิติดลบ 160 องศาเซลเซียสซึ่งใช้พลังงานมหาศาลราวร้อยละ 10 ของก๊าซฟอสซิลที่จ่ายเข้าไปและต้องใช้สารทำความเย็นที่ทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศ กระบวนการทำให้ก๊าซฟอสซิลเป็นของเหลว(liquefaction) การขนส่งทางเรือและการแปรสภาพก๊าซฟอสซิลเหลว(regasification) จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 ถึง 21 ในช่วงกรอบเวลา 20 ปี [v] กัญจน์ ทัตติยกุล ผู้ประสานงานแนวร่วม Fossil Free […]

สหรัฐฯ โจมตีสถานที่นิวเคลียร์ของอิหร่าน จุดชนวนความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะตอบโต้และเร่งเดินหน้าโครงการอาวุธนิวเคลียร์

เรียบเรียงจาก https://thebulletin.org/2025/06/united-states-attacks-iranian-nuclear-facilities-raising-the-possibility-of-iranian-retaliation-sprint-for-nuclear-weapons/#post-heading สหรัฐอเมริกาได้ทิ้งระเบิดใส่สถานที่นิวเคลียร์ของอิหร่าน 3 แห่งเมื่อวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นการแทรกแซงที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงท่าทีว่าจะรออีกสองสัปดาห์ก่อนตัดสินใจว่าจะดำเนินการทางทหารหรือไม่ รายงานระบุว่าเครื่องบินรบและเรือดำน้ำของสหรัฐฯ โจมตีสถานที่นิวเคลียร์ในเมืองฟอร์โด นาทานซ์ และอิสฟาฮาน โดยทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวว่าการโจมตีครั้งนี้คือ “ความสำเร็จทางทหารที่น่าตื่นตา” และได้ “ทำลายสิ้นซากอย่างสมบูรณ์” ต่อสถานที่เสริมสมรรถนะนิวเคลียร์หลักของอิหร่าน ทรัมป์ไม่ได้แสดงหลักฐานใด ๆ เพื่อสนับสนุนคำกล่าวอ้างของเขา และมีผู้สังเกตการณ์บางรายตั้งข้อสงสัยว่าจะสามารถประเมินความเสียหายจากการโจมตีได้โดยละเอียดภายในเวลาที่ทรัมป์แถลงได้อย่างไร ริชาร์ด เนฟิว นักวิจัยอาวุโสจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียและอดีตผู้อำนวยการฝ่ายอิหร่านแห่งสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ โพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ Bluesky ว่า “ขอแนะนำทุกคน ตอนนี้ยังเป็นกลางดึกในอิหร่าน เรายังไม่มีข้อมูลการประเมินความเสียหายจากการสู้รบ เรามีแค่ทวีต เราจะรู้ข้อมูลเพิ่มเติมในไม่ช้า แต่อาจจะยังไม่รู้ทั้งหมดในเร็ว ๆ นี้ การตั้งคำถามนั้นถูกต้อง แต่คำตอบยังคงไม่แน่นอน ความเห็นฉับพลันอาจเร้าใจแต่ไม่ได้ให้ข้อวินิจฉัยที่แท้จริง” หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์อ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งโดยไม่เปิดเผยชื่อว่า “เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 จำนวนหกลำ ได้ทิ้งระเบิดเจาะบังเกอร์ขนาด 30,000 ปอนด์จำนวน 12 ลูกใส่ไซต์นิวเคลียร์ฟอร์โดซึ่งอยู่ลึกใต้ดิน และเรือดำน้ำของกองทัพเรือได้ยิงขีปนาวุธครูซ TLAM จำนวน 30 […]

ความเสี่ยงจากรังสีของโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน — ไม่ว่าจะมีการโจมตี Fordow หรือไม่ก็ตาม

เรียบเรียงจาก https://thebulletin.org/2025/06/the-radiation-risks-of-irans-nuclear-program-with-or-without-a-strike-on-fordow/ เขียนโดย François Diaz-Maurin | June 20, 2025 หมายเหตุบรรณาธิการ: เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่าสหรัฐอเมริกาได้โจมตีเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านรวมถึงที่ฟอร์โดว์ นาทานซ์ และอิสฟาฮาน บทความนี้จะมีการอัปเดตเพิ่มเติมเมื่อมีรายละเอียดเพิ่มเติม นับตั้งแต่การโจมตีโดยไม่ให้สัญญาณล่วงหน้าเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน อิสราเอลดำเนินการโจมตีทางอากาศหลายระลอกต่อสถานที่นิวเคลียร์ทั่วอิหร่าน การโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญกับเครื่องปฏิกรณ์วิจัย โรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และศูนย์นิวเคลียร์อื่นๆ ซึ่งความเสียหายสามารถมองเห็นได้จากภาพถ่ายดาวเทียมพร้อมกับความกังวลถึงการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีหรือสารเคมี ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการใหญ่องค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) กล่าวต่อที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อวันศุกร์ว่า “ไม่มีการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน” อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าการโจมตีของอิสราเอลต่อศูนย์นิวเคลียร์ของอิหร่าน “ได้ทำลายความปลอดภัยและความมั่นคงด้านนิวเคลียร์ลงอย่างมาก” โดยตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน ศูนย์นิวเคลียร์หลักของอิหร่านหลายแห่งได้รับความเสียหาย รวมถึงโรงงานเสริมสมรรถนะสองแห่งที่นาทานซ์ อาคารสี่หลังในอิสฟาฮาน และเครื่องปฏิกรณ์วิจัยที่คอนดาบ แม้ไม่มีการวัดพบระดับกัมมันตภาพรังสีที่สูงขึ้นภายนอกสถานที่ แต่ภายในโรงงานโดยเฉพาะโรงงานใต้ดินที่นาทานซ์อาจมีการกระจายของสารเคมีเป็นพิษหรือสารปนเปื้อนรังสี ตามข้อมูลของ IAEA ปริมาณยูเรเนียมเสริมสมรรถนะทั้งหมดของอิหร่าน ณ วันที่ 17 พฤษภาคม อยู่ที่ประมาณ 9,250 กิโลกรัม ประกอบด้วยก๊าซยูเรเนียมเฮกซะฟลูออไรด์ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings