Taragraphies — Header Component
เรียบเรียงจาก https://thebulletin.org/2025/06/united-states-attacks-iranian-nuclear-facilities-raising-the-possibility-of-iranian-retaliation-sprint-for-nuclear-weapons/#post-heading

สหรัฐอเมริกาได้ทิ้งระเบิดใส่สถานที่นิวเคลียร์ของอิหร่าน 3 แห่งเมื่อวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นการแทรกแซงที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงท่าทีว่าจะรออีกสองสัปดาห์ก่อนตัดสินใจว่าจะดำเนินการทางทหารหรือไม่ รายงานระบุว่าเครื่องบินรบและเรือดำน้ำของสหรัฐฯ โจมตีสถานที่นิวเคลียร์ในเมืองฟอร์โด นาทานซ์ และอิสฟาฮาน โดยทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวว่าการโจมตีครั้งนี้คือ “ความสำเร็จทางทหารที่น่าตื่นตา” และได้ “ทำลายสิ้นซากอย่างสมบูรณ์” ต่อสถานที่เสริมสมรรถนะนิวเคลียร์หลักของอิหร่าน

ทรัมป์ไม่ได้แสดงหลักฐานใด ๆ เพื่อสนับสนุนคำกล่าวอ้างของเขา และมีผู้สังเกตการณ์บางรายตั้งข้อสงสัยว่าจะสามารถประเมินความเสียหายจากการโจมตีได้โดยละเอียดภายในเวลาที่ทรัมป์แถลงได้อย่างไร ริชาร์ด เนฟิว นักวิจัยอาวุโสจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียและอดีตผู้อำนวยการฝ่ายอิหร่านแห่งสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ โพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ Bluesky ว่า “ขอแนะนำทุกคน ตอนนี้ยังเป็นกลางดึกในอิหร่าน เรายังไม่มีข้อมูลการประเมินความเสียหายจากการสู้รบ เรามีแค่ทวีต เราจะรู้ข้อมูลเพิ่มเติมในไม่ช้า แต่อาจจะยังไม่รู้ทั้งหมดในเร็ว ๆ นี้ การตั้งคำถามนั้นถูกต้อง แต่คำตอบยังคงไม่แน่นอน ความเห็นฉับพลันอาจเร้าใจแต่ไม่ได้ให้ข้อวินิจฉัยที่แท้จริง”

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์อ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งโดยไม่เปิดเผยชื่อว่า “เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 จำนวนหกลำ ได้ทิ้งระเบิดเจาะบังเกอร์ขนาด 30,000 ปอนด์จำนวน 12 ลูกใส่ไซต์นิวเคลียร์ฟอร์โดซึ่งอยู่ลึกใต้ดิน และเรือดำน้ำของกองทัพเรือได้ยิงขีปนาวุธครูซ TLAM จำนวน 30 ลูกใส่เป้าหมายที่เมืองนาทานซ์และอิสฟาฮาน เครื่องบิน B-2 หนึ่งลำยังได้ทิ้งระเบิดเจาะบังเกอร์อีกสองลูกใส่นาทานซ์ด้วย”

รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน อับบาส อารักจี กล่าวว่า ประเทศของเขา “สงวนสิทธิ์ทุกทางเลือกในการป้องกันตนเองจากการโจมตีของสหรัฐฯ ต่อสถานที่นิวเคลียร์” พร้อมระบุว่าการโจมตีดังกล่าวคือ “การกระทำที่เลวร้ายและจะส่งผลลัพธ์ที่ยาวนาน” ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์

การโจมตีของสหรัฐฯ ขัดแย้งกับความปรารถนาที่ทรัมป์เคยประกาศไว้หลายครั้งว่าไม่ต้องการ “สงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น” และได้ก่อให้เกิดความเป็นไปได้ที่น่ากังวลหลายประการในอนาคต เช่น การตอบโต้ของอิหร่านต่อกองกำลังสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง หรือการที่อิหร่านจะเร่งเดินหน้าเพื่อสร้างอาวุธนิวเคลียร์

ในการแถลงที่ทำเนียบขาวเมื่อวันเสาร์ ทรัมป์กล่าวว่า “อิหร่าน ซึ่งเป็นอันธพาลแห่งตะวันออกกลาง จะต้องหันมาสู่สันติภาพเดี๋ยวนี้ หากไม่ทำเช่นนั้น การโจมตีในอนาคตจะรุนแรงกว่านี้มาก และง่ายกว่านี้มากด้วย” ในคำปราศรัยสั้น ๆ นี้ ทรัมป์ยังขอบคุณและแสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลว่า “เราทำงานร่วมกันเป็นทีมได้อย่างยอดเยี่ยม อาจไม่เคยมีทีมไหนทำได้แบบนี้มาก่อน” ซึ่งเนทันยาฮูก็กล่าวชื่นชมตอบอย่างเต็มที่ด้วย

คำกล่าวของผู้นำทั้งสองที่ว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดนั้น ถือเป็นการเปลี่ยนท่าทีต่อสาธารณชนเกือบสิ้นเชิงของรัฐบาลทรัมป์ ก่อนหน้านี้ ในช่วงต้นของปฏิบัติการทางทหารล่าสุดของอิสราเอลต่อโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามอย่างมากที่จะตีตัวออกห่างจากการโจมตีของอิสราเอล โดยเมื่อเพียงเก้าวันก่อน รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก ได้กล่าวว่า “เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีอิหร่าน และสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุดคือการปกป้องกองกำลังอเมริกันในภูมิภาคนี้”

ทั้งก่อนและหลังการโจมตีเมื่อวันเสาร์ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกล่าวว่า การที่สหรัฐฯ ใช้กำลังทหารโดยตรงน่าจะทำให้ความหวังในการเจรจาเพื่อยุติโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านแทบจะหมดไป และอาจผลักดันให้อิหร่านตัดสินใจเดินหน้าโครงการอาวุธนิวเคลียร์อย่างรวดเร็วและลับ ๆ เจมส์ แอคตัน ผู้อำนวยการโครงการนโยบายด้านนิวเคลียร์แห่งมูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ เขียนว่า “ความหวังใด ๆ ต่อการทูตได้จางหายไปแล้วในตอนนี้ (ซึ่งก่อนการโจมตีของสหรัฐฯ ยังไม่ใช่เช่นนั้น)”

ปฏิกิริยาต่อการโจมตีเมื่อวันเสาร์ในสภาคองเกรสแบ่งออกตามแนวพรรคอย่างชัดเจน โดยพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ชื่นชมการโจมตีว่าเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อยับยั้งอิหร่านไม่ให้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่พรรคเดโมแครตวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่าไม่ขออนุมัติจากสภาคองเกรสก่อนดำเนินการทางทหาร

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading