Taragraphies — Header Component

ฉากทัศน์ “Nuclear-Max” ปี ค.ศ. 2050 – ชัวร์หรือมั่วนิ่ม

☢️ในการประชุมระดมความเห็นภายในงาน SOLAR & STORAGE LIVE 2026 อาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ท่านหนึ่งสนับสนุนการบรรจุ Small Modular Reactor(SMR) ในร่าง PDP ใหม่โดยเห็นว่าเป็นก้าวสำคัญในการมุ่งสู่ Net Zero และเสริมความมั่นคงพลังงาน แม้จะมีความท้าทายด้านต้นทุนเริ่มต้นและการยอมรับของสังคม โดยมีฉากทัศน์ “Nuclear-Max” ปี ค.ศ. 2050 ที่มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานนิวเคลียร์เป็น 60% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ☢️ในการประชุม แม้จะมีความเห็นว่าน่าจะเป็นไปได้ยากที่จะเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้านิวเคลียร์ให้ถึง 60% ในปี ค.ศ. 2050 และต่อไปนี้คือความเห็นของผม ☢️ข้อเสนอให้ไทยไปสู่ “นิวเคลียร์ 60% ของการผลิตไฟฟ้าในปี 2050” ถูกเล่าเหมือนเป็นทางเลือกเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมั่นคง แต่เมื่อมองด้วยสายตาคนจ่ายค่าไฟ นี่คือการวางอนาคตประเทศไว้บนการผลิตไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูงที่สุดชนิดหนึ่งพร้อมหนี้ลงทุนและความเสี่ยงล่าช้าระดับเมกะโปรเจกต์แล้วเรียกมันว่าความมั่นคงทางพลังงาน ☢️เริ่มจากความจริงข้อแรกที่ผู้เสนอแผนมักหลบเลี่ยงคือ ปี 2050 ฐานระบบไฟฟ้าไทยจะใหญ่กว่าวันนี้มาก ไม่ใช่ใหญ่ขึ้นนิดหน่อย เพราะการลดคาร์บอนทำให้ไฟฟ้าไปแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลในหลายภาคส่วน ตั้งแต่รถยนต์ อุตสาหกรรม ไปจนถึงระบบความเย็น เมื่อฐานใหญ่ขึ้น 60% จึงไม่ใช่ 60% ของวันนี้ แต่เป็น […]

การผลักดันพลังงานนิวเคลียร์ครั้งใหม่ กำลังนำความเสี่ยงเดิมกลับมา — และมากกว่าที่เคย

เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์และคีร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ลงนามในข้อตกลงเพื่อเร่งขยายพลังงานนิวเคลียร์ในสหราชอาณาจักร ราคาหุ้นพลังงานนิวเคลียร์ก็พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่กระแสคึกคะนองนี้กลับเพิกเฉยต่อหลักฐานมากมายที่ชี้ชัดว่าพลังงานนิวเคลียร์เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในสหรัฐฯ เพียงสองหน่วยที่สร้างขึ้นในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา คือ Vogtle หน่วยที่ 3 และ 4 มีต้นทุนรวมกว่า 35,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้กลายเป็นไฟฟ้าที่แพงที่สุดในโลก ค่าใช้จ่ายบานปลายมหาศาลยังทำให้โครงการ NuScale ซึ่งเป็นความพยายามเดียวของสหรัฐฯ ในการพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กเชิงพาณิชย์ ต้องล้มเหลวเช่นกัน แม้เช่นนั้น ความคลั่งไคล้พลังงานนิวเคลียร์ก็ยังทวีความรุนแรงขึ้น ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูง การกำกับดูแลนิวเคลียร์ที่อ่อนแอลง การส่งเสริมพลังงานนิวเคลียร์อย่างไม่รอบคอบ และการโจมตีพลังงานหมุนเวียนโดยรัฐบาลกลาง ได้ก่อให้เกิด “พายุสมบูรณ์แบบ” ที่ผลักดันกระแสขยายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อดีตผู้กำกับดูแลเตือนว่าขณะนี้คณะกรรมาธิการกำกับพลังงานนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ (NRC) ถูกบ่อนทำลาย และพายุดังกล่าวอาจพาเราไปสู่หายนะ ความหลงตัวเองของวงการนิวเคลียร์ถึงขั้นที่ NASA ประกาศว่าจะติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์บนดวงจันทร์ภายในปี 2030 แต่ในเมื่อกลไกกำกับดูแลถูกยกเลิกไปแล้ว เราควรเป็นห่วงมากกว่ากับการป้องกันไม่ให้โลกกลายเป็น “ดวงจันทร์นิวเคลียร์” เสียเอง สัญญาณอันตรายประการหนึ่งคือการฟื้น “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซอมบี้” — การนำเครื่องปฏิกรณ์เก่าที่เลิกใช้แล้วกลับมาเดินเครื่องใหม่ แม้บางแห่งเคยถูกปิดเพราะเหตุผลด้านความปลอดภัย เช่น โรงไฟฟ้า Palisades ในรัฐมิชิแกน […]

บทบาทของ Rosatom ต่อแผนการนิวเคลียร์ของพม่า

ในข้อตกลงระหว่างรัฐบาลสหพันธรัฐรัสเซียและรัฐบาลสาธารณรัฐสหภาพเมียนมาว่าด้วย “หลักการความร่วมมือในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กบนดินในเขตสาธารณรัฐสหภาพเมียนมา” ซึ่งลงนามที่กรุงมอสโกวันที่ 4 มีนาคม 2568 คู่ภาคีจะร่วมมือกันในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กบนดิน (ซึ่งจะเรียกว่า “АСММ”) ในเขตสาธารณรัฐสหภาพเมียนมา มีกำลังการผลิตไม่น้อยกว่า 110 เมกะวัตต์ ข้อตกลงดังกล่าวระบุว่าจะใช้เครื่องปฏิกรณ์น้ำแรงดัน(Pressurized Water Reactor)ของรัสเซียและในมาตรา 4 ของข้อตกลง เราจะเห็นตัวละครที่มีบทบาทสำคัญโดยฝ่ายรัสเซียคือ Rosatom และ Rostekhnadzor(หน่วยงานกำกับดูแลนิวเคลียร์-nuclear regulatory authority) ฝ่ายเมียนมาคือ คณะกรรมการโครงการนิวเคลียร์แห่งชาติและกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี Rosatom (Государственная корпорация по атомной энергии «Росатом» หรือ State Atomic Energy Corporation “Rosatom”) คือรัฐวิสาหกิจที่เป็น “แขนขาด้านนิวเคลียร์” ของรัสเซียทั้งในเชิงเศรษฐกิจ พลังงานและการทูต ภายในประเทศ Rosatom ผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ประมาณ 20% ของความต้องการไฟฟ้ารัสเซีย ระหว่างประเทศ Rosatom ใช้ “การทูตนิวเคลียร์” เป็นเครื่องมือสร้างอิทธิพลโดยทำสัญญาและก่อสร้างโรงไฟฟ้าในหลายประเทศ คาดว่าเครื่องปฏิกรณ์น้ำแรงดัน(Pressurized Water […]

สหรัฐฯ โจมตีสถานที่นิวเคลียร์ของอิหร่าน จุดชนวนความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะตอบโต้และเร่งเดินหน้าโครงการอาวุธนิวเคลียร์

เรียบเรียงจาก https://thebulletin.org/2025/06/united-states-attacks-iranian-nuclear-facilities-raising-the-possibility-of-iranian-retaliation-sprint-for-nuclear-weapons/#post-heading สหรัฐอเมริกาได้ทิ้งระเบิดใส่สถานที่นิวเคลียร์ของอิหร่าน 3 แห่งเมื่อวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นการแทรกแซงที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงท่าทีว่าจะรออีกสองสัปดาห์ก่อนตัดสินใจว่าจะดำเนินการทางทหารหรือไม่ รายงานระบุว่าเครื่องบินรบและเรือดำน้ำของสหรัฐฯ โจมตีสถานที่นิวเคลียร์ในเมืองฟอร์โด นาทานซ์ และอิสฟาฮาน โดยทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวว่าการโจมตีครั้งนี้คือ “ความสำเร็จทางทหารที่น่าตื่นตา” และได้ “ทำลายสิ้นซากอย่างสมบูรณ์” ต่อสถานที่เสริมสมรรถนะนิวเคลียร์หลักของอิหร่าน ทรัมป์ไม่ได้แสดงหลักฐานใด ๆ เพื่อสนับสนุนคำกล่าวอ้างของเขา และมีผู้สังเกตการณ์บางรายตั้งข้อสงสัยว่าจะสามารถประเมินความเสียหายจากการโจมตีได้โดยละเอียดภายในเวลาที่ทรัมป์แถลงได้อย่างไร ริชาร์ด เนฟิว นักวิจัยอาวุโสจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียและอดีตผู้อำนวยการฝ่ายอิหร่านแห่งสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ โพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ Bluesky ว่า “ขอแนะนำทุกคน ตอนนี้ยังเป็นกลางดึกในอิหร่าน เรายังไม่มีข้อมูลการประเมินความเสียหายจากการสู้รบ เรามีแค่ทวีต เราจะรู้ข้อมูลเพิ่มเติมในไม่ช้า แต่อาจจะยังไม่รู้ทั้งหมดในเร็ว ๆ นี้ การตั้งคำถามนั้นถูกต้อง แต่คำตอบยังคงไม่แน่นอน ความเห็นฉับพลันอาจเร้าใจแต่ไม่ได้ให้ข้อวินิจฉัยที่แท้จริง” หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์อ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งโดยไม่เปิดเผยชื่อว่า “เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 จำนวนหกลำ ได้ทิ้งระเบิดเจาะบังเกอร์ขนาด 30,000 ปอนด์จำนวน 12 ลูกใส่ไซต์นิวเคลียร์ฟอร์โดซึ่งอยู่ลึกใต้ดิน และเรือดำน้ำของกองทัพเรือได้ยิงขีปนาวุธครูซ TLAM จำนวน 30 […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings