☢️ในการประชุมระดมความเห็นภายในงาน SOLAR & STORAGE LIVE 2026 อาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ท่านหนึ่งสนับสนุนการบรรจุ Small Modular Reactor(SMR) ในร่าง PDP ใหม่โดยเห็นว่าเป็นก้าวสำคัญในการมุ่งสู่ Net Zero และเสริมความมั่นคงพลังงาน แม้จะมีความท้าทายด้านต้นทุนเริ่มต้นและการยอมรับของสังคม โดยมีฉากทัศน์ “Nuclear-Max” ปี ค.ศ. 2050 ที่มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานนิวเคลียร์เป็น 60% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด

☢️ในการประชุม แม้จะมีความเห็นว่าน่าจะเป็นไปได้ยากที่จะเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้านิวเคลียร์ให้ถึง 60% ในปี ค.ศ. 2050 และต่อไปนี้คือความเห็นของผม

☢️ข้อเสนอให้ไทยไปสู่ “นิวเคลียร์ 60% ของการผลิตไฟฟ้าในปี 2050” ถูกเล่าเหมือนเป็นทางเลือกเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมั่นคง แต่เมื่อมองด้วยสายตาคนจ่ายค่าไฟ นี่คือการวางอนาคตประเทศไว้บนการผลิตไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูงที่สุดชนิดหนึ่งพร้อมหนี้ลงทุนและความเสี่ยงล่าช้าระดับเมกะโปรเจกต์แล้วเรียกมันว่าความมั่นคงทางพลังงาน

☢️เริ่มจากความจริงข้อแรกที่ผู้เสนอแผนมักหลบเลี่ยงคือ ปี 2050 ฐานระบบไฟฟ้าไทยจะใหญ่กว่าวันนี้มาก ไม่ใช่ใหญ่ขึ้นนิดหน่อย เพราะการลดคาร์บอนทำให้ไฟฟ้าไปแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลในหลายภาคส่วน ตั้งแต่รถยนต์ อุตสาหกรรม ไปจนถึงระบบความเย็น เมื่อฐานใหญ่ขึ้น 60% จึงไม่ใช่ 60% ของวันนี้ แต่เป็น 60% ของระบบไฟฟ้าที่ขยายตัวหลายเท่า

☢️ลองแปลงเป็นตัวเลขแบบคนธรรมดาเข้าใจ ปี 2024 ไทยผลิตไฟฟ้าในประเทศราว 201 เทราวัตต์ชั่วโมง(TWh) หรือ 201 พันล้านหน่วย(kWh) หากไปตามเส้นทางสู่ระบบไฟฟ้าคาร์บอนต่ำระดับปี 2050 อาจต้องผลิตไฟเพิ่มขึ้นราว 4.1 เท่า นั่นหมายความว่าไฟฟ้ารวมปี 2050 อาจแตะราว 824 เทราวัตต์ชั่วโมง(TWh) /ปี และถ้านิวเคลียร์ต้องเป็น 60% ก็ต้องผลิตให้ได้ 494 เทราวัตต์ชั่วโมง(TWh)/ปี จากนิวเคลียร์

☢️แล้วนี่ต้องสร้าง รฟฟ.นิวเคลียร์กี่โรง? ถ้าสมมติให้นิวเคลียร์เดินเครื่องดีมาก (ประมาณ 90% ของเวลา) กำลังผลิตที่ต้องมีจะอยู่ราว 63 กิกะวัตต์ (GW) ถ้าเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ระดับ 1.2 GW ต้องสร้างเตาปฏิกรณ์มากกว่า 50 เตา ถ้าเป็น SMR 300 MW ต้องสร้างมากกว่า 200 หน่วย จะผสมแบบไหนก็หนีไม่พ้นการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระดับทั้งประเทศกลายเป็นประเทศนิวเคลียร์ภายในเวลาประมาณ 25 ปี

☢️ซึ่งหมายถึงต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ปีละ 2 โรง หรือ SMR ปีละ 8 โรง ซึ่งไม่มีประเทศในโลกทำได้

☢️ทีนี้มาถึงความจริงข้อที่สองคือต้นทุน

☢️โลกพลังงานวันนี้ไม่ใช่ยุคที่นิวเคลียร์เป็นคำตอบเรื่องราคาอีกต่อไป ต้นทุนโซลาร์และแบตเตอรี่ลดลงต่อเนื่อง และในหลายประเทศ โซลาร์+ระบบกักเก็บกลายเป็นแพ็กเกจที่ถูกและสร้างได้เร็ว ขณะที่นิวเคลียร์ใหม่ยังถูกกดด้วยต้นทุนลงทุนสูง ระยะเวลาก่อสร้างยาว ความเสี่ยงงบบาน และต้นทุนการเงินที่หนีไม่พ้น รายงานอย่าง Lazard (2025) ยังสะท้อนว่า LCOE ของนิวเคลียร์ใหม่อยู่ในช่วงสูงเมื่อเทียบกับพลังงานหมุนเวียนที่ถูกกว่าอย่างชัดเจน และงานวิเคราะห์ BNEF ก็ชี้ไปทางเดียวกันว่า สำหรับประเทศไทยนิวเคลียร์(รวม SMR) แพงกว่าพลังงานหมุนเวียนที่เสริมด้วยระบบกักเก็บอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่โซลาร์และโซลาร์+แบตเตอรี่มีแนวโน้มต้นทุนลดลงต่อ

☢️อย่าให้คำว่า SMR มาลดทอนความจริงเรื่องราคา SMR ไม่ใช่ไม้กายสิทธิ์ ในหลายสมมติฐานต้นทุนปัจจุบัน SMR ไม่ได้ถูกกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ต่อหน่วยกำลังผลิต แถมมีความเสี่ยงด้านการทำให้เกิดจริงสูงกว่า เพราะต้องพัฒนากรอบกำกับดูแล อนุญาต มาตรฐานความปลอดภัย ห่วงโซ่อุปทาน และบุคลากรจำนวนมาก

☢️ความจริงข้อที่สามคือเรื่องเวลาซึ่งเป็นจุดตายของ Nuclear-Max ไทยยังไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แม้แต่เป้าหมายระดับเริ่มต้นอย่าง 600 MW ภายในปี 2037 ยังถูกประเมินว่ามีโอกาสไม่ทันเพราะการตั้งระบบกำกับดูแลนิวเคลียร์(nuclear regulatory framework)ให้ครบถ้วนกินเวลา เป็นสิบปี

☢️แล้วคำถามง่ายๆ คือถ้า 0.6 GW ยังไม่แน่จะทำได้ตามเวลา ใครจะรับผิดชอบต่อคำสัญญา 60+ GW ภายในปี 2050?

☢️นี่คือแก่นแท้ของปัญหา นิวเคลียร์ 60% ไม่ใช่แผนพลังงานสะอาด แต่คือ แผนซื้อเวลาด้วยโครงการใหญ่ที่มีแนวโน้มลากยาวและกินงบ ขณะเดียวกันมันเบี่ยงความสนใจจากสิ่งที่ควรทำทันทีคือเร่งสร้างของที่ราคาสมเหตุสมผลและเร็ว โซลาร์ ลม ระบบกักเก็บ การจัดการความต้องการใช้ไฟ (demand response) และที่สำคัญที่สุดคือโครงข่ายไฟฟ้า(grid) และกติกาตลาดเพื่อความยืดหยุ่นของระบบ

☢️หาก PDP ใหม่อ้างว่าสอดคล้อง NDC จริง นโยบายควรยึดหลักเดียวคือ คุ้มค่า เร็ว ลดความเสี่ยงค่าไฟ และทำได้จริง หาใช่ยึดภาพฝันเมกะโปรเจกต์ที่เมื่อผิดพลาดแล้วคนไทยทั้งประเทศต้องจ่าย

☢️สรุปตรงๆ คือนิวเคลียร์ 60% ภายในปี 2050 คือภาพลวงตาของการวางเดิมพันบนไฟฟ้าต้นทุนสูงและความเสี่ยงล่าช้าสูง และหากรัฐบาล(ใหม่)จริงใจเรื่องการลดคาร์บอนและค่าไฟที่เป็นธรรม คำตอบควรเป็น “พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและเป็นธรรม+ระบบกักเก็บ+กริด+ความยืดหยุ่น” หาใช่ Nuclear-Max ที่ทำให้เราติดหล่มไปอีก 25 ปี

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading