Taragraphies — Header Component

ไฟป่าเดือนสิงหาคมทิ้งร่องรอยเผาไหม้ในแคลิฟอร์เนีย

ไฟป่าที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมากกว่า 1 สัปดาห์ ในพื้นที่แคลิฟอร์เนียทางตอนเหนือ ดูเหมือนว่าจะบรรเทาลงอยู่ในสถานการณ์ที่สามารถควบคุมได้อันเนื่องมาจากกระแสลมที่อ่อนลง อุณหภูมิในอากาศลดต่ำลงและปฏิบัติการดับไฟป่าที่เข้ามาช่วยเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าของรัฐแคลิฟอร์เนีย อย่างไรก็ตาม ไฟป่ายังคงทิ้งร่องรอยเผาไหม้ในพื้นที่ ภาพด้านบนแสดงร่องรอยพื้นที่เผาไหม้จากเหตุการณ์ไฟป่าที่ใหญ่ที่สุดสองเหตุการณ์ซึ่งทีมดับไฟป่าเรียกว่า August Lightning Siege of 2020 โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดฟ้าผ่าและทำให้เกิดไฟลุกขึ้นนับร้อยจุดทั่วแคลิฟอร์เนียทางตอนเหนือ ภาพทั้งสองบันทึกในวันที่ 26 สิงหาคม 2563 ด้วยเครื่องมือ Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ขององค์การนาซา จุดสีแดงแสดงการตรวจพบไฟ(fire detections) หรือจุด(pixels)ในเครื่องมือตรวจวัดและอัลกอริทึมของคอมพิวเตอร์ระบุว่าเป็นจุดที่มีไฟเกิดขึ้น ภาพ false-color ที่ใช้การรวมกันของแสงที่เห็นด้วยตาเปล่าและแสงอินฟาเรด(MODIS bands 7,2,1) เพื่อให้เห็นพื้นที่เดผาไหม้ผ่านควันไฟป่า พืชพรรณที่ถูกเผาไหม้จะปรากฏเป็นสีน้ำตาลและพืชพรรณที่ไม่ถูกเผาไหม้จะปรากฏเป็นสีเขียวอ่อน ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2563 ไฟป่าเผาไหม้ครอบคลุมพื้นที่ 1 ล้านเอเคอร์ (4,000 ตารางกิโลเมตร) ทำลายโครงสร้างต่างๆ มากกว่า 2,000 แห่ง และมีผู้เสียชีวิต 7 ราย ไฟป่าที่ […]

หมอกควันจากไฟป่าและการเผาในที่โล่งลอยได้สูงและไกลแค่ไหน?

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก https://earthobservatory.nasa.gov/images/144658/how-the-smoke-rises หมอกควันมีความลับอยู่มากมายที่ซ่อนเร้นไปจากสายตาของมนุษย์ หมอกควันสามารถลอยได้สูงและไกลแค่ไหน? มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อเคลื่อนตัว? ในหมอกควันมีองค์ประกอบของอนุภาคขนาดเล็กใดอยู่บ้าง? คำถามข้างต้นกลายมาเป็นเรื่องด่วนมากขึ้นเมื่อฤดูกาลไฟป่าเพิ่มความเข้มข้นและยาวนานขึ้นอันเนื่องมาจากผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังกรณีไฟป่าที่เกิดขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ในขณะที่เกิด ไฟป่า ลุกลามขยายตัวทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนียเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ปี พ.ศ.2561 ดาวเทียม Terra ได้เก็บข้อมูลภาพของกลุ่มหมอกควันไฟ และภาพจากเครื่องมือตรวจวัด Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) ดาวเทียมแสดงให้เห็นถึงกลุ่มหมอกควันขนาดใหญ่ลอยตัวอยู่เหนือบริเวณเกิดไฟ(ภาพบนซ้าย) กล้อง MISR(Multi-angle Imaging SpectroRadiometer) ที่ติดตั้งบนดาวเทียม Terra แสดงถึงแนวหมอกควันไฟที่ลอยตัวขึ้นไปสูง 2-3 กิโลเมตร (ภาพบนขวา) เหนือพื้นที่ พอที่จะทำให้หมอกควันจากการเผายกตัวขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์ที่เรียกว่า free troposphere ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้หมอกควันกระจายตัวกว้างขวางออกไป กลุ่มหมอกควันได้ค่อยๆ ลดตัวลงลอยสูงจากพื้นราว 1 กิโลเมตรเมื่อเคลื่อนตัวไปทางด้านใต้และตะวันตก และออกสู่มหาสมุทร(แปซิฟิก) แผนภาพด้านล่างแสดงถึงระดับความสูงของกลุ่มหมอกควันในระยะทางต่างๆ จากแหล่งกำเนิดที่มาจากไฟป่าและการเผาในที่โล่ง ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่บางอันไม่ได้มาจากการวิเคราะห์ภาพใดภาพหนึ่งหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่มาจากการรวบรวมข้อมูลจากหลายร้อยหลายพันเหตุการณ์ของของหมอกควันที่บันทึกภาพด้วยเครื่องวัดต่างๆ เช่น MISR ทีมงานวิจัยทำการรวมรวมฐานข้อมูลมาเป็นเวลาหลายปีในเรื่องนี้ ในปี พ.ศ.2553 […]

ละอองลอยสัญชาติอเมริกันในปารีส

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2560 ผู้คนแถบแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ(ในอเมริกาเหนือ) ตื่นขึ้นจากเถ้าที่ตกลงมาจากท้องฟ้าเหมือนหิมะ แต่ถึงแม้เถ้าจะตกลงสู่พื้น ไฟป่าที่ลุกโชนไปทั่วแถบตะวันตกของสหรัฐอเมริกาและแคนาดาก็ปล่อยละอองลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ บางส่วนก็ลอยไปถึงยุโรป ภาพรวมการเดินทางข้ามทวีปของละอองลอยแสดงในแผนที่ด้านบน ซึ่งเป็นข้อมูลที่เก็บรวบรวมตั้งแต่วันที่ 4-7 กันยายน 2560 โดย Ozone Mapping Profiler Suite (OMPS) บนดาวเทียม Suomi NPP แผนที่แสดงความเข้มข้นของละอองลอยสัมพัทธ์ โดยมีความเข้มข้นต่ำกว่าในเฉดสีเหลืองและความเข้มข้นสูงกว่าในเฉดสีส้ม-น้ำตาลเข้ม ละอองลอยที่มีความเข้มข้นสูงเกิดขึ้นจากแหล่งกำเนิดในแถบแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ กระแสลมพัดละอองลอยขึ้นสูงและพัดพาไปทางตะวันออกข้ามทวีป เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2560 ดูเหมือนว่าละอองลอยจะมาถึงแถบมิดเวสต์ของสหรัฐฯ และในวันที่ 5 กันยายน 2560 ละอองลอยก็มาถึงนิวฟันด์แลนด์ ภายในวันที่ 6 กันยายน 2560 กลุ่มละอองลอยมองเห็นได้ชัดเจนเหนือใจกลางมหาสมุทรแอตแลนติก Colin Seftor นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศที่ทำงานให้กับ Goddard Space Flight Center ของ NASA กล่าวว่า “คุณจะเห็นได้ว่ากลุ่มละอองลอยในวันที่ 6 กันยายนเป็นส่วนหนึ่งของกระแสละอองลอยที่หลุดออกมาจากแถบแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ […]

ปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศและความหวัง

ธารา บัวคำศรี แม้การถอนตัวของสหรัฐอเมริกาจากความตกลงปารีสจะมีผลสะเทือนไปทั่วโลก แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความมุ่งมั่นของประชาคมโลกลดทอนไป ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างยืนยันต่อคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้อย่างแข็งขันในการปฏิบัติการเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสและมุ่งพยายามควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส (เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม) ผลสะเทือนสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นเป็นข้อตกลงระหว่างสหภาพยุโรปและจีนที่เน้นถึงความมุ่งมั่นมากขึ้นภายใต้ความตกลงปารีส เรียกว่าเป็นการตลบหลังสหรัฐอเมริกาหลังจากการประกาศ ของประธานาธิบดีทรัมป์ก็ว่าได้ บิล แฮร์(Bill Hare) นักวิทยาศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่มีประสบการณ์อย่างลึกซึ้ง กว้างขวางและยาวนานได้วิเคราะห์ประเด็นสำคัญต่อเรื่องนี้ไว้ดังนี้ สหรัฐอเมริกาไม่เคยเรียนรู้ความผิดพลาดของตนเองในอดีต การประกาศถอนตัวจากความตกลงปารีสของประธานาธิบดีทรัมป์ในวันที่ 2 มิถุนายน มีความละม้ายคล้ายคลึงกับที่อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ประกาศไม่ลงสัตยาบัน ในพิธีสารเกียวโตในปี พ.ศ.2548 จากการกดดันของกลุ่มผลประโยชน์อุตสาหกรรม เชื้อเพลิงฟอสซิลโดยเฉพาะ อย่างยิ่งเอ็กซอน(Exxon) บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ ถึงแม้ว่าพิธีสารเกียวโตจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการปฏิบัติการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และไม่ได้บรรลุเป้าหมายเต็มศักยภาพอันเป็นผลมาจากการที่สหรัฐอเมริกาไม่เข้าร่วม แต่บรรดาประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมอย่างแข็งขันเพื่อทำให้เป็นไปตามเจตนารมย์ของ พิธีสารเกียวโตนั้นไม่เพียงแต่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ยังอยู่ในสถานะที่ดีกว่ามากในการใช้ประโยชน์จากกลไกของพิธีสารในการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรอบนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นตัวบทกฎหมายของสหภาพยุโรปนั้นมีลักษณะที่ครอบคลุมและรอบด้านมากที่สุดในโลก สหภาพยุโรปมีเครื่องมือและกลไกทุกอย่างที่จำเป็นในการลดโลกร้อนอย่างมุ่งมั่นมากขึ้น ส่วนจีน เกาหลีใต้ เม็กซิโก ชิลีและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ รวมถึงไทย มีระบบการซื้อขายใบอนุญาตการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(emissions-trading systems) เป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจในการลดก๊าซเรือนกระจกที่คุ้มค่าในอนาคต สหรัฐอเมริกาอาจถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง Bill Hare มองว่า ทั้งจีนกับอินเดียกำลังคว้าอนาคตไว้ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings