ไฟป่าที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมากกว่า 1 สัปดาห์ ในพื้นที่แคลิฟอร์เนียทางตอนเหนือ ดูเหมือนว่าจะบรรเทาลงอยู่ในสถานการณ์ที่สามารถควบคุมได้อันเนื่องมาจากกระแสลมที่อ่อนลง อุณหภูมิในอากาศลดต่ำลงและปฏิบัติการดับไฟป่าที่เข้ามาช่วยเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าของรัฐแคลิฟอร์เนีย อย่างไรก็ตาม ไฟป่ายังคงทิ้งร่องรอยเผาไหม้ในพื้นที่

ภาพด้านบนแสดงร่องรอยพื้นที่เผาไหม้จากเหตุการณ์ไฟป่าที่ใหญ่ที่สุดสองเหตุการณ์ซึ่งทีมดับไฟป่าเรียกว่า August Lightning Siege of 2020 โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดฟ้าผ่าและทำให้เกิดไฟลุกขึ้นนับร้อยจุดทั่วแคลิฟอร์เนียทางตอนเหนือ ภาพทั้งสองบันทึกในวันที่ 26 สิงหาคม 2563 ด้วยเครื่องมือ Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ขององค์การนาซา จุดสีแดงแสดงการตรวจพบไฟ(fire detections) หรือจุด(pixels)ในเครื่องมือตรวจวัดและอัลกอริทึมของคอมพิวเตอร์ระบุว่าเป็นจุดที่มีไฟเกิดขึ้น ภาพ false-color ที่ใช้การรวมกันของแสงที่เห็นด้วยตาเปล่าและแสงอินฟาเรด(MODIS bands 7,2,1) เพื่อให้เห็นพื้นที่เดผาไหม้ผ่านควันไฟป่า พืชพรรณที่ถูกเผาไหม้จะปรากฏเป็นสีน้ำตาลและพืชพรรณที่ไม่ถูกเผาไหม้จะปรากฏเป็นสีเขียวอ่อน

ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2563 ไฟป่าเผาไหม้ครอบคลุมพื้นที่ 1 ล้านเอเคอร์ (4,000 ตารางกิโลเมตร) ทำลายโครงสร้างต่างๆ มากกว่า 2,000 แห่ง และมีผู้เสียชีวิต 7 ราย ไฟป่าที่ the LNU Lightning Complex ใกล้ Santa Rosa และไฟป่าที่ the SCU Lightning Complex ใกล้ San Jose มีพื้นที่เผาไหม้มากกว่า 360,000 เอเคอร์ (140,000 ตารางกิโลเมตร) จนถึงวันที่ 27 สิงหาคม ถือเป็นไฟป่าที่มีขนาดใหญ่อันดับสองและสามเมื่อเทียบในเชิงพื้นที่ในประวัติศาสตร์ของรัฐแคลิฟอร์เนีย

August 25, 2020 PNG

แผนที่ด้านบนแสดงความเข้มข้นของอนุภาคแบลกคาร์บอน(black carbon particulates หรือรุ้จักกันทั่วไปว่า เขม่า(soot) ในวันที่ 25 สิงหาคม Black carbon คือ อนุภาคหรือผงเขม่าที่เกิดจากกระบวนการเผาไหม้ต่างๆ อันได้แก่ การเผาเศษวัสดุชีวมวลจำพวกเศษวัชพืชและต้นไม้ (Biomass burning) การเผาเชื้อเพลิงแข็ง (ถ่าน ไม้ ฟืน) เพื่อการประกอบอาหารหรือกิจกรรมอื่นๆ และการเผาไหม้เชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ (Engine combustion) โดยเฉพาะไอเสียการจากเผาไหม้ของน้ำมันดีเซล เป็นต้น ความสำคัญของผงฝุ่นเขม่าดำในปัจจุบัน คือ เป็น 1 ใน 3 ของสารกลุ่ม Short-Lived Climate Forcers (SLCFs) (เขม่า (black carbon), ก๊าซโอโซนในชั้นบรรยากาศ (Tropospheric ozone) and ก๊าซมีเทน (methane)) ที่เป็นกลุ่มสารมลพิษที่มีความสำคัญต่อภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ตลอดจนทำให้เกิดผลกระทบด้านต่างๆ ในสิ่งแวดล้อม

แผนที่กากระจายตัวของ black carbon มาจากแบบจำลอง GEOS forward processing (GEOS-FP) ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งจากดาวเทียม อากาศยาน และระบบการสังเกตการณ์ภาคพื้นดิน ในกรณีนี้ GEOS-FP เก็บรวบรวมข้อมูลการสังเกตุการณ์ไฟป่าและละอองลอยด้วยข้อมูลอุตุนิยมวิทยารวมถึง อุณหภูมิอากาศ ความชื้น กระแสลมเพื่อคาดการณ์พฤติกรรมและขนาดของแนวควันไฟป่า

อ้างอิงจาก NASA Earth Observatory images by Lauren Dauphin and Joshua Stevens, using MODIS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview and GEOS-5 data from the Global Modeling and Assimilation Office at NASA GSFC. Story by Kasha Patel.

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading