เรื่องราวของการเปลี่ยนผ่านของเดนมาร์กจากการเผาขยะไปสู่ Zero Waste

เรียบเรียงจาก https://zerowasteeurope.eu/2014/01/the-story-of-denmarks-transition-from-incineration-to-zero-waste/ เดนมาร์กถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในโลก แต่เป็นเช่นนั้นจริงหรือ? นอกเหนือจากกังหันลมและเลนจักรยานของเดนมาร์กแล้ว ยังมีความลับที่ไม่ได้ถูกปกปิดนักของประเทศที่ดูเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแห่งนี้ นั่นคือความหลงใหลในการเผาขยะ! ความหลงใหลในการเผาขยะนี้ได้รับการนำเสนออย่างกว้างขวางจากสื่อระดับนานาชาติ เช่น The New York Times และ National Geographic ซึ่งมักให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากไม่ได้เจาะลึกในรายละเอียดมากนัก แต่กลับหลงใหลไปกับภาพลักษณ์อันสวยงามของ greenwashing ที่ถูกออกแบบมาอย่างดี ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเดนมาร์กคือ ประเทศนี้เป็นหนึ่งในสมาชิกสหภาพยุโรปที่สร้างขยะต่อหัวสูงที่สุด และยังเป็นผู้นำระดับโลกในการเผาขยะในครัวเรือน โดยเผาขยะมากถึง 80% เพื่อเปรียบเทียบ เมื่อหักลบขยะที่ถูกรีไซเคิลออกไป เดนมาร์กเผาขยะมากกว่าปริมาณขยะที่ถูกสร้างขึ้นในประเทศอย่างสาธารณรัฐเช็ก เอสโตเนีย บัลแกเรีย หรือโปแลนด์เสียอีก แบบนี้เรียกว่าสีเขียวจริงหรือ? ตรงกันข้ามกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในภาคส่วนนี้ ขยะในครัวเรือนส่วนใหญ่ในเดนมาร์กไม่ได้ถูกแยกประเภทก่อน ทำให้อัตราการรีไซเคิลอยู่ในระดับต่ำเพียง 22% ขยะอินทรีย์ส่วนใหญ่ ซึ่งมีน้ำเป็นองค์ประกอบถึง 90% ก็จบลงที่เตาเผาแทนที่จะถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ ขยะมากคือดี ขยะน้อยคือแย่ ฟังดูเหมือนขัดแย้งกัน แต่ในเดนมาร์ก ระบบถูกออกแบบมาในลักษณะที่สิ่งที่แย่ที่สุดที่คุณสามารถทำได้คือการลดขนาดถังขยะของคุณ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เพราะทุกเมืองในเดนมาร์กมีโรงเผาขยะเป็นของตัวเอง และส่วนใหญ่เป็นของรัฐ นั่นหมายความว่าประชาชนเป็นเจ้าของเตาเผาเหล่านี้โดยตรง หากมีขยะเข้าสู่กระบวนการเผาน้อยลง—เนื่องจากถูกลดการใช้, นำกลับมาใช้ซ้ำ หรือรีไซเคิล—โรงเผาขยะจะทำงานต่ำกว่ากำลังการผลิตสูงสุด ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการผลิตความร้อนและพลังงานลดลง อย่างไรก็ตาม […]

ยกเลิกการใช้พีวีซี ทางออกคือการผลิตที่สะอาด

สิ่งที่อุตสาหกรรมพีวีซีอยากให้เราเชื่อคือผลิตภัณฑ์ของเขาจำเป็นสำหรับสังคมยุคใหม่ซึ่งมีการใช้พลาสติกพีวีซีทุกหนทุกแห่ง ทั้งนี้ไม่ใช้เพราะผลิตภัณฑ์นั้นมีคุณภาพมากกว่าแต่มันสามารถใช้ทดแทนวัสดุที่เราเคยใช้ในราคาที่ถูกกว่าเท่านั้น แต่หากมองลึกเข้าไปถึงมูลค่าแท้จริงที่จะต้องจ่าย มากกว่าแค่ราคาที่ต้องจ่ายตอนซื้อผลิตภัณฑ์พีวีซี เราจะพบว่ามูลค่าที่แท้จริงของวัสดุธรรมชาติที่เราเคยใช้นั้นจะถูกกว่าในระยะยาว บริษัท องค์กรท้องถิ่น และสถาบันที่มีวิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้า ได้ตระหนักมากขึ้นถึงผลกระทบที่จะเกิดจากการใช้พีวีซี และองค์กรเหล่านั้นจำนวนมากได้เริ่มปฎิบัติการในทางปฏิบัติ ในปี 2530 หลังจากมีการทำประชาพิจารณ์ คณะกรรมการเมือง Bielefeld ในเยอรมนี ได้ประกาศห้ามใช้พีวีซีในอาคารสาธารณะ ทั้งนี้หลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ในอาคารสนามโบว์ลิ่งและเกิดเถ้าสารพิษไดออกซินออกมาจำนวนมาก ซึ่งต่อมีการสรุปว่าไดออกซินที่เกิดขึ้นเกิดจากเฟอร์นิเจอร์และสายไฟพีวีซีในอาคารนั่นเอง สองปีต่อมา เมืองBielefeld มีการใช้วัสดุทดแทนพีวีซีมากถึง 90 ร้อยละในภาคก่อสร้าง ทำให้เมืองและองค์กรท้องถิ่นมากกว่า 60 แห่งในเยอรมนีดำเนินตามประสบการณ์ของ Bielefeld หากจะมีสิ่งที่น่าเสียใจสำหรับองค์กรท้องถิ่นใน Bielefeld สิ่งเดียวก็คือน่าจะทำเร็วกว่านี้ ไม่ใช่เรื่องที่มีการกล่าววอ้างว่าการใช้วัสดุทดแทนนั้นแพงกว่าและทำได้ยากกว่า การรณรงค์หาทางเลือกแทนการใช้พีวีซีได้ลดกระแสการโฆษณาว่าพีวีซีมีคุณภาพดีกว่าและประหยัดค่าใช้จ่ายการซ่อมมากกว่าลงไป ปัจจุบันมีองค์กรท้องถิ่นกว่า 60 แห่งในเยอรมันที่ประกาศยกเลิกการใช้พีวีซีในอาคาร ในปี 2533 รัฐบาลสวีเดนได้ทำข้อตกลงกับอุตสาหกรรมที่จะให้มีการห้ามใช้พีวีซีในการบรรจุอาหารและเครื่องดื่มโดยสมัครใจ ทำให้การใช้พีวีซีในงานบรรจุภัณฑ์จะลดลงบ้างแต่ก็ยังไม่ทั้งหมด ปี 2534 ในสวิสเซอร์แลนด์ ได้มีการประกาศห้ามใช้วัสดุที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกในการบรรจุอาหาร ซึ่งทำให้พีวีซีถูกห้ามใช้ ในเยอรมนี เครือข่ายห้างค้าปลีก Tengelman ได้ตัดสินที่จะเลิกใช้พีวีซีท่ามกลางแรงกดดันของอุตสาหกรรมพีวีซีที่เรียกร้องให้มีการทบทวนนโยบายนี้เสีย บรรจุภัณฑ์พีวีซีส่วนใหญ่ถูกแทนที่ด้วยบรรจุภัณฑ์ที่ทำมาจากพีพี (Polypropylene) ในออสเตรีย สองในเก้ารัฐได้ประกาศห้ามใช้พีวีซีในอาคารสาธารณะ และเมืองหลวงของภูมิภาคสามแห่งได้ประกาศห้ามใช้พีวีซี ในกรุงเวียนนา […]

การเมืองเรื่องโลกร้อน (5) : ชั้นเชิงของผู้มีความสงสัย

ตั้งแต่แรกสุด ประเด็นที่กลุ่มผู้มีความสงสัยใช้เพื่อโต้เถียง คือ เรื่องความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์ แต่เรื่องที่เป็นแก่นสาระของวิทยาศาสตร์ก๊าซเรือนกระจกนั้นได้มีการยืนยันมานับทศวรรษแล้ว เช่น ความเห็นร่วมในการคาดการณ์ว่า หากความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า อุณหภูมิจะเพิ่มเป็นเท่าใด เป็นต้น แต่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นงานที่มีความซับซ้อนและหลากหลาย จึงไม่ยากที่จะหยิบเอาจุดอ่อนบางประการในงานวิจัยชิ้นใดชิ้นหนึ่งขึ้นมาโจมตี นอกจากนี้ กฎเกณฑ์ทั้งหลายนั้นมีข้อยกเว้นเสมอ เช่น การที่ธารน้ำแข็งขยายตัวเพิ่มขึ้น หรือพื้นที่บางแห่งมีอุณหภูมิลดลง เป็นต้น กลุ่มผู้มีความสงสัยจะใช้ความไม่แน่นอนและข้อยกเว้นดังกล่าวเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่า องค์ความรู้ทั้งหมดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นจะพังครืนไม่เป็นท่าในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ การหยิบเอาประเด็นย่อยมาโต้เถียงเรื่องโลกร้อนนั้น เป็นวิธีการเชิงโวหารอันยอดเยี่ยม ซึ่งเราอาจเห็นได้จากทนายความหรือนักการเมืองที่มีชั้นเชิงสูง นอกเหนือจากประเด็นเล็กๆ น้อยๆ แล้ว กลุ่มผู้มีความสงสัยได้พัฒนาการวิพากษ์วิจารณ์ของตนอย่างเป็นระบบ ซึ่งเราอาจได้ยินข้อวิพากษ์บางข้อเหล่านี้อยู่ในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น “…บรรยากาศโลกไม่ได้ร้อนขึ้น และถ้ามันร้อนขึ้น ก็มีสาเหตุมาจากความผันแปรของธรรมชาติ ถ้าเป็นความผันแปรของธรรมชาติ มันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร แต่ถ้ามันเป็นเรื่องสำคัญขึ้นมา มันก็มีผลดีมากกว่าผลเสีย แต่ถ้ามันมีผลเสีย เราก็มีเทคโนโลยีช่วยแก้ปัญหา และถ้าไม่มีเทคโนโลยีเหล่านั้น เราก็ไม่ควรทำให้เศรษฐกิจล่มจมเพื่อแก้ปัญหาเพราะยังมีความไม่แน่นอนในทางวิทยาศาสตร์…” ในปี 2001 นักรัฐศาสตร์ชาวเดนมาร์กชื่อ บียอห์น ลอมบอร์ก (Bjorn Lomborg) ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยทำงานให้กับกรีนพีซ ได้ออกหนังสือชื่อ ‘นักสิ่งแวดล้อมช่างสงสัย (The Skeptical Environmentalism)’ […]