Taragraphies — Header Component

การวิเคราะห์การครอบงำของจีนในอุตสาหกรรมแร่และโลหะแรร์เอิร์ธ

การพึ่งพาทางเศรษฐกิจของโลกตะวันตกต่อประเทศจีนนั้นกลายเป็นประเด็นที่น่ากังวลมากขึ้น เนื่องจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์หลายประการที่ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการค้าขายที่เสรีและราบรื่นในอนาคต จีนจัดหาวัตถุดิบ การผลิต และบริการทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่โลกต้องพึ่งพา รวมถึงแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth Elements: REE) ดังที่รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็น โลกพึ่งพาจีนอย่างมากทั้งในด้านการทำเหมืองและการแปรรูปแร่เหล่านี้ ซึ่งมีความจำเป็นต่อการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงแทบทุกชนิด ตั้งแต่ระบบอาวุธที่สำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติไปจนถึงยานยนต์ไฟฟ้า เมื่อบรรยากาศทางการเมืองทั่วโลกทวีความตึงเครียด ธุรกิจระดับโลกจำเป็นต้องตระหนักถึงความเสี่ยงจากการกระจุกตัว (concentration risk) ของอุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธในจีน และเข้าใจว่าการดำเนินการทางการเมืองอาจสร้างความปั่นป่วนให้กับระบบที่เปราะบางนี้ได้อย่างไร เอกสารวิจัยฉบับนี้มุ่งนำเสนอการวิเคราะห์ภาพรวมเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการครอบงำตลาดแรร์เอิร์ธของจีน เนื้อหาต่อไปนี้จะเจาะลึกประเด็นวงจรชีวิตของห่วงโซ่อุปทานแร่และโลหะ การนำเข้า–ส่งออกของจีน กลไกทางกฎหมายและแบบอย่างทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับภาษีและมาตรการคว่ำบาตร รวมถึงการวิเคราะห์ความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน (SCRM) อย่างเฉพาะเจาะจง ผลการศึกษา วงจรชีวิตของห่วงโซ่อุปทานแร่แรร์เอิร์ธ วงจรชีวิตของวัตถุดิบแร่แรร์เอิร์ธ (ดูรูป) สามารถแบ่งออกได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็น 7 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ ขั้นตอนแรกคือการระบุแหล่งแร่ธรรมชาติหรือพื้นที่ที่มีความเข้มข้นของโลหะสูง ซึ่งมักดำเนินการผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อจัดทำการสำรวจทางธรณีวิทยา การสำรวจเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับกระบวนการสกัดและเก็บเกี่ยววัตถุดิบและสินแร่จากธรรมชาติ บริษัทเหมืองแร่ทั้งของรัฐและเอกชนจะดำเนินการขุดเจาะและสกัดสินแร่จากใต้ดินอย่างเป็นระบบ โดยต้องปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับในท้องถิ่น เมื่อแร่ถูกนำขึ้นจากพื้นดินแล้ว วัตถุดิบเหล่านี้จำเป็นต้องผ่านกระบวนการกลั่นและแปรรูปเพิ่มเติมก่อนจะสามารถนำไปใช้ในขั้นตอนต่อไปของการผลิตและการสร้างผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ใช้ปลายทางได้ ชุดกระบวนการกลางเหล่านี้เรียกรวมกันว่า “กระบวนการกลั่น (Refinement Processes)” ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนที่ 3 ถึง 5 ในช่วงของกระบวนการกลั่นหลายขั้นตอนนี้ สินแร่ดิบจะถูกแยกและคัดออกเป็นวัสดุที่ใช้ได้จริงผ่านกระบวนการทางเคมีและกายภาพหลายแบบ เช่น […]

จีน: ผู้ผลิตแร่หายากรายใหญ่ของโลก

การเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลกไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงและเศรษฐกิจสีเขียว แร่ธาตุหายาก (Rare Earth Elements: REEs) กลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการผลิตอุตสาหกรรมสมัยใหม่และกลายเป็นปัจจัยใหม่ของอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ ในปี 2008 ผู้นำเข้าแร่หายากรายใหญ่คือยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น รวมกัน 78,000 ตัน โดยราว 90% มาจากจีน จนถึงปัจจุบัน จีนผลิตและควบคุมห่วงโซ่อุปทานแร่หายากของโลกทำให้จีนมีอิทธิพลสูงต่อกลไกตลาด ปี 2006 จีนเริ่มลดการส่งออกแร่หายาก เนื่องจากความต้องการใช้ภายในประเทศเพิ่มขึ้นและมีความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในการจัดหาวัตถุดิบแก่ภาคอุตสาหกรรมสำคัญทั่วโลก เช่น ยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ราคาพุ่งสูงขึ้นตลอดปี 2009 จนถึงสามไตรมาสแรกของปี 2011 บริษัทหลายแห่งที่พึ่งพาแร่หายากอย่างมากจึงเลือกย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศจีน เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้วัตถุดิบราคาถูกและมีเสถียรภาพ เดือนกันยายน 2010 จีนระงับการส่งออกแร่หายากไปญี่ปุ่น ภายหลังเหตุพิพาททางทะเลใกล้หมู่เกาะเซนกากุ/เตี้ยวอวี่ ส่งผลให้ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เริ่มพยายามลดการพึ่งพาและความเปราะบางต่อการควบคุมของจีน โดยหันไปสำรวจและทำเหมืองใต้ทะเล แม้บางพื้นที่จะเป็นเขตพิพาท ซึ่งอาจยิ่งเพิ่มความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออก ตั้งแต่ปี 2010 จีนได้กำหนดโควต้าการส่งออกแร่หายากอย่างเข้มงวด สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรปได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อองค์การการค้าโลก (WTO) โดยกล่าวหาว่าจีนใช้ความได้เปรียบด้านทรัพยากรเพื่อควบคุมราคาและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน จีนตอบโต้ว่าไม่ต้องการแบกรับต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมจากการผลิตแร่หายากให้กับโลกอีกต่อไป ปี 2013 จีนจำกัดการส่งออกไว้ที่ 93,800 ตัน […]

รัฐบาลไทยต้องชาญฉลาดในฐานะที่ประเทศเป็นทางผ่านของห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิร์ทอันสลับซับซ้อนเพื่อต่อกรกับวิกฤตมลพิษข้ามพรมแดน กก-รวก-สาย-โขง

ตามที่มีการ post ว่า “ไทยขึ้นแท่นอันดับ 6 ของโลกด้านการผลิตแร่หายาก กลายเป็นดาวรุ่งแห่งเอเชียในสนามเทคโนโลยีโลก” การ post โดย simplify ข้อมูลอย่างไม่รอบคอบทำให้การนำเสนอดังกล่าวอาจสร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณะได้โดยง่าย แหล่งข้อมูลที่มีการอ้างถึงมาจาก Investing News Network ที่ระบุว่า “…การผลิตแร่หายากของประเทศไทย(Thailand’s rare earth production) ในปี 2024 อยู่ที่ 13,000 ตัน เพิ่มขึ้นถึง 261 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การผลิตแร่หายากของประเทศเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2018 ประเทศไทยผลิตได้เพียง 1,000 ตันเท่านั้น แม้จะมีข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมแร่หายากของประเทศไทยไม่มากนัก แต่ไทยถือเป็นแหล่งนำเข้าแร่หายากสำคัญของจีน ในส่วนของผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ บริษัท Neo Performance Materials (TSX: NEO) มีบริษัทย่อยชื่อ Neo Magnequench ซึ่งดำเนินกิจการโรงงานผลิตวัสดุแม่เหล็กจากแร่หายากในจังหวัดนครราชสีมา ขณะเดียวกัน BYD บริษัทรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ของจีน (OTC Pink: BYDDF, […]

ข้อสังเกต : วิกฤตมลพิษน้ำกกมาจากเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ(Rare Earth) ที่กำลังขยายตัว

จากการติดตามและแลกเปลี่ยนกับผู้รู้** ผมตั้งข้อสังเกตว่า มลพิษข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำกกในเขตรัฐฉานมาจากเหมืองแรร์เอิร์ทที่กำลังขยายตัว นอกเหนือจากเหมืองแร่ชนิดอื่นๆ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ จากการวิเคราะห์ภาพดาวเทียมเบื้องต้น แบบแผนการทำเหมืองแร่ในลุ่มน้ำกกเป็นการสะกัดแร่ด้วยวิธีชะละลาย ณ แหล่งแร่ (In situ leaching) แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในรัฐกะฉิ่นติดพรมแดนจีนซึ่งมีปรากฏการณ์บูมของเหมืองแรร์เอิร์ธ การสะกัด Rare Earth ด้วยวิธีชะละลาย ณ แหล่งแร่ (In situ leaching) ได้รับความนิยมมากกว่าการทำเหมืองแบบเปิด เนื่องจากไม่ต้องใช้ต้นทุนเริ่มต้นจำนวนมาก วัสดุพื้นฐาน เช่น สารเคมีสำหรับชะละลาย ท่อ และถังเก็บ รวมถึงเทคโนโลยีอย่างเครื่องสูบน้ำ ล้วนไม่แพงหรือขนส่งยาก แตกต่างจากการทำเหมืองแบบเปิดที่ต้องมีการขุดเจาะขนาดใหญ่ (รวมถึงการใช้เครื่องจักรหนัก) การถางป่าและเคลียร์พื้นที่ขนาดใหญ่ และยังก่อให้เกิดกากแร่ปริมาณมากที่ต้องจัดการอย่างต่อเนื่อง แต่ In situ leaching นั้นมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของดินและน้ำใต้ดินจากสารชะละลาย การสูบน้ำและสารเคมีเข้าสู่ชั้นดินเหนียวเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดดินถล่ม ทั้งการทำเหมืองแบบเปิดและ In situ leaching ต่างก็สามารถก่อให้เกิดน้ำเสียจำนวนมาก เนื่องจากต่างก็ต้องใช้น้ำในการสกัดแร่แรร์เอิร์ธจากชั้นดินเหนียว ข้อมูลจาก Global Witness ซึ่งเปิดเผยก่อนหน้านี้ถึงความเฟื่องฟูของการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธหนัก (HREE) ในเขตปกครองพิเศษกะฉิ่นที่ 1 ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มติดอาวุธที่ภักดีต่อกองทัพเมียนมา […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings