Taragraphies — Header Component

จากการติดตามและแลกเปลี่ยนกับผู้รู้** ผมตั้งข้อสังเกตว่า มลพิษข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำกกในเขตรัฐฉานมาจากเหมืองแรร์เอิร์ทที่กำลังขยายตัว นอกเหนือจากเหมืองแร่ชนิดอื่นๆ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

จากการวิเคราะห์ภาพดาวเทียมเบื้องต้น แบบแผนการทำเหมืองแร่ในลุ่มน้ำกกเป็นการสะกัดแร่ด้วยวิธีชะละลาย ณ แหล่งแร่ (In situ leaching) แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในรัฐกะฉิ่นติดพรมแดนจีนซึ่งมีปรากฏการณ์บูมของเหมืองแรร์เอิร์ธ

https://globalwitness.org/en/campaigns/transition-minerals/fuelling-the-future-poisoning-the-present-myanmars-rare-earth-boom/
ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่า จำนวนแหล่งเหมืองในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มขึ้นมากกว่า 300 แห่ง เพิ่มขึ้นกว่า 40% ระหว่างปี 2021 ถึง 2023 จนกระจายแน่นหนาไปทั่วภูมิประเทศรอบเมืองชายแดนปางวา รวมๆ กันมีขนาดเท่าๆ กับพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร
แผนที่แสดงการกระจายตัวของเหมืองแร่น้ำกก/น้ำสายในเขตรัฐฉาน (ที่มา : ดร.สืบสกุล กิจนุกร)

การสะกัด Rare Earth ด้วยวิธีชะละลาย ณ แหล่งแร่ (In situ leaching) ได้รับความนิยมมากกว่าการทำเหมืองแบบเปิด เนื่องจากไม่ต้องใช้ต้นทุนเริ่มต้นจำนวนมาก วัสดุพื้นฐาน เช่น สารเคมีสำหรับชะละลาย ท่อ และถังเก็บ รวมถึงเทคโนโลยีอย่างเครื่องสูบน้ำ ล้วนไม่แพงหรือขนส่งยาก แตกต่างจากการทำเหมืองแบบเปิดที่ต้องมีการขุดเจาะขนาดใหญ่ (รวมถึงการใช้เครื่องจักรหนัก) การถางป่าและเคลียร์พื้นที่ขนาดใหญ่ และยังก่อให้เกิดกากแร่ปริมาณมากที่ต้องจัดการอย่างต่อเนื่อง แต่ In situ leaching นั้นมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของดินและน้ำใต้ดินจากสารชะละลาย การสูบน้ำและสารเคมีเข้าสู่ชั้นดินเหนียวเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดดินถล่ม ทั้งการทำเหมืองแบบเปิดและ In situ leaching ต่างก็สามารถก่อให้เกิดน้ำเสียจำนวนมาก เนื่องจากต่างก็ต้องใช้น้ำในการสกัดแร่แรร์เอิร์ธจากชั้นดินเหนียว

ข้อมูลจาก Global Witness ซึ่งเปิดเผยก่อนหน้านี้ถึงความเฟื่องฟูของการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธหนัก (HREE) ในเขตปกครองพิเศษกะฉิ่นที่ 1 ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มติดอาวุธที่ภักดีต่อกองทัพเมียนมา ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่า จำนวนแหล่งเหมืองในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มขึ้นมากกว่า 300 แห่ง เพิ่มขึ้นกว่า 40% ระหว่างปี 2021 ถึง 2023 จนกระจายแน่นหนาไปทั่วภูมิประเทศรอบเมืองชายแดนปางวา

รายงานจาก Global Witness ระบุ พื้นที่เหมืองรุกล้ำเข้ามาใกล้เมืองชิปเว (ချီဖွေမြို့) ศูนย์กลางการปกครองของอำเภอชิบเวและเขตชิปเว ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเอ็นไมที่ไหลลงแม่น้ำอิระวดี (กองทัพเอกราชกะฉิ่น (KIA) ได้เข้ายึดเมืองชิปเวคืนได้ในช่วงเย็นของวันที่ 30 กันยายน 2024) ชาวบ้านเคยบรรยายว่าชิปเวเคยเป็นเมืองที่ล้อมรอบด้วยกล้วยไม้และสัตว์ป่า มีแปลงนาและไร่เผือกเล็กๆ ปลูกอยู่ริมลำธาร ตอนนี้น้ำกลายเป็นสีขุ่น และมีกลิ่นเหมือนโลหะ บ้านที่อยู่ใกล้ริมน้ำต้องย้ายออกไปเพราะทนกลิ่นสารเคมีไม่ไหว

การสะกัด Rare Earth ด้วยวิธีชะละลาย ณ แหล่งแร่ (In situ leaching) กรณีรัฐคะฉิ่น เมียนมา

แร่แรร์เอิร์ธแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ “แร่หนัก” และ “แร่เบา” โดยเมียนมาเป็นแหล่งสำคัญของแร่แรร์เอิร์ธประเภท “หนัก” โดยเฉพาะเทอร์เบียมและดิสโพรเซียม ซึ่งเมียนมาถือเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลกในปัจจุบัน แร่ธาตุเหล่านี้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตแม่เหล็กถาวรที่ใช้ในเทคโนโลยีหลากหลายประเภท เช่น สมาร์ตโฟน กังหันลม และรถยนต์ไฟฟ้า

แร่แรร์เอิร์ธสามารถสกัดจากพื้นดินได้หลายวิธี แต่วิธีที่พบมากที่สุดคือการทำเหมืองแบบเปิดหน้าดิน (open pit mining) และวิธี “การชะละลาย ณ แหล่งแร่” (in situ leaching)

การทำเหมืองแบบเปิดหน้าดิน จะเกี่ยวข้องกับการขุดหน้าดินออกแล้วขุดดินเหนียวที่มีแร่แรร์เอิร์ธ (หรือระเบิดหากแข็งเกินไป) จากนั้นนำดินเหนียวมาผสมกับสารเคมีและน้ำเพื่อชะล้างแร่แรร์เอิร์ธออกมา วิธีนี้ก่อให้เกิดของเสียจำนวนมากทั้งในรูปของของแข็ง (ดินเหนียวที่เหลือเรียกว่า tailings) และน้ำเสียที่มีสารเคมีตกค้างและสารปนเปื้อนอื่นๆ ลักษณะทางธรณีวิทยาของรัฐกะฉิ่นที่มีเนินเขาสูงชันเอื้อต่อการใช้ in situ leaching ซึ่งเป็นวิธีที่บริษัทเหมืองแร่ในพื้นที่นำมาใช้

วิธีนี้เริ่มจากการเจาะท่อผ่านชั้นหน้าดินลงไปยังชั้นดินเหนียวที่อยู่บนเนินเขาซึ่งมีแร่แรร์เอิร์ธอยู่ จากนั้นจะสูบสารละลายชะละลาย เช่น แอมโมเนียมคลอไรด์หรือแอมโมเนียมซัลเฟตผสมน้ำ ลงไปในดินเหนียว สารละลายนี้จะไหลลงตามแรงโน้มถ่วงและละลายแร่แรร์เอิร์ธออกมา ระหว่างกระบวนการจะมีการสูบน้ำจำนวนมากเข้าไปเพื่อดันสารละลายให้ไหลผ่านดินเหนียว จากนั้นน้ำที่ปนเปื้อนจะถูกรวบรวมไว้ในถังเก็บขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านล่างของเนินเขา

ในถังเก็บน้ำเหล่านี้จะมีการเติมสารเคมีเพื่อให้แร่แรร์เอิร์ธที่ละลายอยู่ตกตะกอนเป็นของแข็ง เมื่อเกิดตะกอนแล้ว น้ำส่วนใหญ่จะถูกระบายออก และตะกอนเปียกจะถูกตักออกมาเพื่อนำไปยัง “พื้นที่เผา” ซึ่งจะมีการเผาตะกอนในเตาขนาดใหญ่ โดยใช้เวลาสูงสุดถึง 48 ชั่วโมง โดยตะกอนเปียก 3–4 ถุงจะให้ฝุ่นแร่แห้งเพียง 1 ถุง หลังจากนั้นฝุ่นแร่จะแพ็คใส่ถุงเตรียมส่งออกไปยังประเทศจีนเพื่อเข้าสู่กระบวนการกลั่นแร่เพิ่มเติม

สภาพการทำงาน คนงานจะลากถุงกรดไปยังบ่อรวมน้ำชะละลายที่เหมือง กวนกรดลงในน้ำด้วยไม้ โดยมีเพียงเสื้อกันฝนและถุงมือเป็นอุปกรณ์ป้องกัน บางครั้งต้องใช้ถุงพลาสติกห่อมือแทนเพราะกรดรุนแรงเกินไป เหมือนกรดในแบตเตอรี่ เปรี้ยวจี๊ด แม้จะใส่หน้ากากอยู่ใกล้ๆ จะรู้สึกแสบคอและไอหนักมาก

คนงานทำงานกับกรดออกซาลิก — สารเคมีพิษที่ใช้ในการแปรสภาพแร่แรร์เอิร์ธหลังจากถูกชะละลายจากภูเขาแล้ว กระบวนการนี้เริ่มจากจุดสูงเหนือบ่อรวมน้ำ โดยมีการฉีดแอมโมเนียมซัลเฟตลงสู่พื้นดินผ่านเครือข่ายท่อ เมื่อสารละลายไหลลงมาตามแนวลาด มันจะละลายธาตุแรร์เอิร์ธออกมาด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม

ในประเทศจีน ซึ่งเป็นที่แรกที่พัฒนาวิธีนี้หรือที่รู้จักกันในชื่อ in-situ leaching ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 มีรายงานจำนวนมากเกี่ยวกับแหล่งน้ำและพื้นที่เพาะปลูกที่ปนเปื้อน รวมถึงการทำลายพืชพรรณอย่างกว้างขวาง ปัจจุบัน จีนยังคงอนุญาตให้ใช้วิธีนี้ได้ แต่มีข้อกำหนดเข้มงวด เช่น โควต้าการผลิต มาตรฐานทางเทคนิค และการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่รวมถึงมาตรการป้องกันการรั่วไหลของกรด แต่ในเมียนมากลับไม่มีข้อบังคับในลักษณะนี้ปรากฏให้เห็น

ในทางตรงกันข้าม การสกัดแร่หายากชนิดหนัก (HREE) ถูกให้ความสำคัญสูงสุด เหมืองใหม่ๆ ผุดขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีการใช้สารเคมีจำนวนมากเพื่อเพิ่มผลผลิตให้มากที่สุด ข้อมูลการค้าระบุว่า สารเคมีส่วนใหญ่เหล่านี้นำเข้าจากจีนเอง โดยในปี 2023 จีนส่งออกแอมโมเนียมซัลเฟตไปยังเมียนมามากถึง 1.5 ล้านตัน (เพิ่มขึ้นจาก 93,000 ตันในปี 2015) และกรดออกซาลิกอีก 174,000 ตัน (เพิ่มขึ้นจาก 342 ตันในปี 2015)

รายงานการสืบสวนเกี่ยวกับกระแสการเฟื่องฟูของการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธหนักในเมียนมา โดย Global Witness พบว่า

คำถามปิดท้าย

แม้จะเป็นเรื่องยาก ละเอียดอ่อนและสลับซับซ้อนสำหรับรัฐบาลไทยต่อกรณีมลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองแรร์เอิร์ธ แต่นี่คือคำถามสำคัญ

  1. รัฐบาลไทยจะแสดงบทบาทอย่างไรทั้งต่อรัฐบาลเมียนมา รัฐบาลจีนและกลุ่มกองกำลังว้าเพื่อยุติการดำเนินการทำเหมือง โดยตระหนักว่านี่เป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงและละเมิดมาตรฐานสากล ทุกแห่งดำเนินการโดยไม่มีกรอบกฎหมายที่ชัดเจน และส่วนใหญ่ผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้ง
  2. รัฐบาลไทยจะจัดการกับบริษัทที่มีแร่แรร์เอิร์ธหนักในห่วงโซ่อุปทานที่มาจากเหมืองในลุ่มน้ำกก/น้ำสายอย่างไร แนวทางหนึ่งคือการนำกรอบ OECD ว่าด้วยการตรวจสอบสถานะอย่างรอบด้านของห่วงโซ่อุปทานแร่จากพื้นที่ขัดแย้งและความเสี่ยงสูง (OECD Due Diligence Guidance) รวมถึงแนวปฏิบัติของ OECD สำหรับบรรษัทข้ามชาติว่าด้วยความรับผิดชอบทางธุรกิจและหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนมาใช้และบังคับใช้จริง
กรอบ 5 ขั้นตอนของ OECD เมื่อจัดหาผลิตภัณฑ์หรือแร่แรร์เอิร์ธหนัก:
1) ทำแผนที่ห่วงโซ่อุปทานแร่แรร์เอิร์ธ ระบุผู้แปรรูปทั้งหมด และติดตามย้อนกลับไปยังเหมือง
ระบุความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน เงินทุนสนับสนุนความขัดแย้ง สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ ในห่วงโซ่อุปทาน
2) มีส่วนร่วมกับซัพพลายเออร์และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำแผนที่ห่วงโซ่อุปทานและการจัดการความเสี่ยง
3) พัฒนาและดำเนินแผนจัดการความเสี่ยง
4) รายงานอย่างละเอียดเกี่ยวกับการตรวจสอบสถานะห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการวิเคราะห์ ความเสี่ยงที่พบ และมาตรการป้องกัน/บรรเทา/เยียวยา อย่างน้อยปีละครั้ง หากพบว่ามีความเสี่ยงอย่างมีเหตุผลต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงหรือเงินทุนสนับสนุนความขัดแย้ง บริษัทควรระงับหรือยุติความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์นั้น

จากวิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนที่ชาวเชียงรายต้องเผชิญ ในบริบทปัจจุบัน เป็นไปไม่ได้เลยที่จะจัดหาแร่แรร์เอิร์ธหนักจากเมียนมาอย่างมีความรับผิดชอบ ดังนั้น หนทางเดียวยุติการดำเนินการทำเหมือง

ที่มา :

https://globalwitness.org/en/campaigns/transition-minerals/fuelling-the-future-poisoning-the-present-myanmars-rare-earth-boom/

https://warwick.ac.uk/fac/arts/schoolforcross-facultystudies/research/projects/rare_earth_mining_myanmar/briefing_paper_2_the_rare_earth_mining_process_in_myanmar.pdf

** ขอขอบคุณ ดร.สืบสกุล กิจนุกร-มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และคุณภาสกร จำลองราช-สำนักข่าวชายขอบ สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูล

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading