ขั้นตอนการขุดแร่หายากจากรัฐกะฉิ่นส่งออกไปยังจีน

การทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในเมียนมากระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ของรัฐกะฉิ่นใกล้ชายแดนจีน รอบ ๆ ชิปเว (Chipwe) และเมืองชายแดนปางหวา (Pangwa) พื้นที่นี้อยู่ห่างจากเมืองหลวงของรัฐกะฉิ่น คือ มิตจินา (Myitkyina) ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 125 กิโลเมตร พื้นที่นี้อยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังติดอาวุธที่เรียกว่า กองทัพประชาธิปไตยใหม่กะฉิ่น (New Democratic Army-Kachin: NDA-K) ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองทัพเมียนมา แรร์เอิร์ธทั้งหมดที่ขุดได้จากพื้นที่นี้จะถูกส่งออกไปยังประเทศจีน ผ่านด่านชายแดนสำคัญสองแห่งที่ปางหวาและกันไพก์ตี้ (Kan Paik Ti) ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมร่วมกันของกองทัพเมียนมาและ NDA-K ยังมีการทำเหมืองแรร์เอิร์ธในปริมาณที่น้อยกว่าในนข่องพ่า (Nhkawng Pa) ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาในอำเภอบาโม (Bhamo District) บริเวณชายแดนติดจีนทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองชายแดนไห่จาอาง (Mai Ja Yang) เหมืองเหล่านี้อยู่ภายใต้การควบคุมขององค์การเอกราชกะฉิ่น (Kachin Independence Organisation: KIO) ซึ่งทำสงครามกับกองทัพเมียนมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1960 (แม้ว่าจะมีการหยุดยิงระหว่างปี 1994 ถึง 2011) แรร์เอิร์ธทั้งหมดจากภูมิภาคนี้ถูกส่งออกไปยังจีนผ่านด่านชายแดนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ KIO ที่ไห่จาอาง อุตสาหกรรมเหมืองแรร์เอิร์ธดำเนินงานในลักษณะคล้ายกันในแต่ละพื้นที่ แต่ก็มีความแตกต่างที่สำคัญ โดยเฉพาะวิธีที่บริษัทได้รับอนุญาตให้ทำเหมือง […]

ต้นทุนสิ่งแวดล้อมของการสะกัด Rare Earth ด้วยวิธีชะละลาย ณ แหล่งแร่ (In situ leaching) ในจีน

เรียบเรียงจาก https://www.chinawaterrisk.org/wp-content/uploads/2016/07/CWR-Rare-Earths-Shades-Of-Grey-2016-ENG.pdf กานโจวเป็นที่ตั้งของฐานการผลิตแร่หายากและฐานการใช้ประโยชน์แบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดของมณฑล โดยมีกำลังการผลิตแม่เหล็กนีโอไดเมียม-เหล็ก-โบรอน (NdFeB), วัสดุเรืองแสง และวัสดุเซรามิก คิดเป็น 20%, 40% และ 50% ตามลำดับของกำลังการผลิตทั้งประเทศ เมืองนี้ยังรองรับความสามารถในการจัดการของเสียจากแร่หายากแบบครบวงจรถึง 70% ของทั้งประเทศอีกด้วย ทั้งด้านสว่างและด้านมืดของอุตสาหกรรมแร่หายากในจีนปรากฏให้เห็นชัดเจนในกานโจว มีโครงการฟื้นฟูเหมืองขนาดใหญ่หลายแห่งในพื้นที่นี้ กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) ระบุว่า รัฐบาลกลางได้จัดสรรงบฟื้นฟูเหมืองในกานโจวมากกว่า 1 พันล้านหยวนในช่วงสามปีที่ผ่านมา ซึ่งยังถือว่าเป็นเพียงหยดน้ำในมหาสมุทร เมื่อเทียบกับการประเมินอย่างอนุรักษ์นิยมของ MIIT ในปี 2555 ที่ระบุว่า ต้องใช้เงินฟื้นฟูรวมถึง 38,000 ล้านหยวน ตามรายงานของ China Environmental News เมื่อเดือนเมษายน 2555 คณะทำงานจากหลายกระทรวงที่ตรวจสอบการทำเหมืองแร่หายากในกานโจวพบว่า มีเหมืองแร่หายากที่ถูกทิ้งร้างถึง 302 แห่ง โดยมีดินหางแร่สะสมมากถึง 191 ล้านตัน และพื้นที่ดินที่ถูกทำลายรวม 97.34 ตารางกิโลเมตร รายงานยังระบุว่า การฟื้นฟูดินหางแร่จำนวน 190 ล้านตันนี้ อาจต้องใช้เวลาถึง 70 […]

ข้อสังเกต : วิกฤตมลพิษน้ำกกมาจากเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ(Rare Earth) ที่กำลังขยายตัว

จากการติดตามและแลกเปลี่ยนกับผู้รู้** ผมตั้งข้อสังเกตว่า มลพิษข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำกกในเขตรัฐฉานมาจากเหมืองแรร์เอิร์ทที่กำลังขยายตัว นอกเหนือจากเหมืองแร่ชนิดอื่นๆ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ จากการวิเคราะห์ภาพดาวเทียมเบื้องต้น แบบแผนการทำเหมืองแร่ในลุ่มน้ำกกเป็นการสะกัดแร่ด้วยวิธีชะละลาย ณ แหล่งแร่ (In situ leaching) แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในรัฐกะฉิ่นติดพรมแดนจีนซึ่งมีปรากฏการณ์บูมของเหมืองแรร์เอิร์ธ การสะกัด Rare Earth ด้วยวิธีชะละลาย ณ แหล่งแร่ (In situ leaching) ได้รับความนิยมมากกว่าการทำเหมืองแบบเปิด เนื่องจากไม่ต้องใช้ต้นทุนเริ่มต้นจำนวนมาก วัสดุพื้นฐาน เช่น สารเคมีสำหรับชะละลาย ท่อ และถังเก็บ รวมถึงเทคโนโลยีอย่างเครื่องสูบน้ำ ล้วนไม่แพงหรือขนส่งยาก แตกต่างจากการทำเหมืองแบบเปิดที่ต้องมีการขุดเจาะขนาดใหญ่ (รวมถึงการใช้เครื่องจักรหนัก) การถางป่าและเคลียร์พื้นที่ขนาดใหญ่ และยังก่อให้เกิดกากแร่ปริมาณมากที่ต้องจัดการอย่างต่อเนื่อง แต่ In situ leaching นั้นมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของดินและน้ำใต้ดินจากสารชะละลาย การสูบน้ำและสารเคมีเข้าสู่ชั้นดินเหนียวเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดดินถล่ม ทั้งการทำเหมืองแบบเปิดและ In situ leaching ต่างก็สามารถก่อให้เกิดน้ำเสียจำนวนมาก เนื่องจากต่างก็ต้องใช้น้ำในการสกัดแร่แรร์เอิร์ธจากชั้นดินเหนียว ข้อมูลจาก Global Witness ซึ่งเปิดเผยก่อนหน้านี้ถึงความเฟื่องฟูของการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธหนัก (HREE) ในเขตปกครองพิเศษกะฉิ่นที่ 1 ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มติดอาวุธที่ภักดีต่อกองทัพเมียนมา […]