Taragraphies — Header Component

การเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลกไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงและเศรษฐกิจสีเขียว แร่ธาตุหายาก (Rare Earth Elements: REEs) กลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการผลิตอุตสาหกรรมสมัยใหม่และกลายเป็นปัจจัยใหม่ของอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์

ในปี 2008 ผู้นำเข้าแร่หายากรายใหญ่คือยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น รวมกัน 78,000 ตัน โดยราว 90% มาจากจีน จนถึงปัจจุบัน จีนผลิตและควบคุมห่วงโซ่อุปทานแร่หายากของโลกทำให้จีนมีอิทธิพลสูงต่อกลไกตลาด

ปี 2006 จีนเริ่มลดการส่งออกแร่หายาก เนื่องจากความต้องการใช้ภายในประเทศเพิ่มขึ้นและมีความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในการจัดหาวัตถุดิบแก่ภาคอุตสาหกรรมสำคัญทั่วโลก เช่น ยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ราคาพุ่งสูงขึ้นตลอดปี 2009 จนถึงสามไตรมาสแรกของปี 2011 บริษัทหลายแห่งที่พึ่งพาแร่หายากอย่างมากจึงเลือกย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศจีน เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้วัตถุดิบราคาถูกและมีเสถียรภาพ

เดือนกันยายน 2010 จีนระงับการส่งออกแร่หายากไปญี่ปุ่น ภายหลังเหตุพิพาททางทะเลใกล้หมู่เกาะเซนกากุ/เตี้ยวอวี่ ส่งผลให้ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เริ่มพยายามลดการพึ่งพาและความเปราะบางต่อการควบคุมของจีน โดยหันไปสำรวจและทำเหมืองใต้ทะเล แม้บางพื้นที่จะเป็นเขตพิพาท ซึ่งอาจยิ่งเพิ่มความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออก

ตั้งแต่ปี 2010 จีนได้กำหนดโควต้าการส่งออกแร่หายากอย่างเข้มงวด สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรปได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อองค์การการค้าโลก (WTO) โดยกล่าวหาว่าจีนใช้ความได้เปรียบด้านทรัพยากรเพื่อควบคุมราคาและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน จีนตอบโต้ว่าไม่ต้องการแบกรับต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมจากการผลิตแร่หายากให้กับโลกอีกต่อไป ปี 2013 จีนจำกัดการส่งออกไว้ที่ 93,800 ตัน

ราคาของแร่หายากในช่วงหลังมีความผันผวนสูง หลังจากจีนประกาศโควต้าการส่งออกในปี 2010 ราคาพุ่งขึ้นอย่างมาก และในปี 2011 สูงกว่าราคาในปี 2009 ถึงราว 11 เท่า แต่ในเดือนกันยายน 2011 ราคาก็ร่วงลงอย่างรวดเร็วจากความต้องการที่ลดลง หลายบริษัทจึงลดการใช้หรือเปลี่ยนไปใช้วัสดุทดแทน

การขาดเสถียรภาพของอุปทานและราคาที่ผันผวนทำให้การรีไซเคิลและการใช้วัสดุทดแทนกลายเป็นทางเลือกระยะยาวที่สำคัญ การรีไซเคิล การกู้คืน และการนำผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุการใช้งานกลับมาใช้ใหม่ในภาคอุตสาหกรรมและผู้บริโภค สามารถลดความจำเป็นในการพัฒนาเหมืองใหม่ได้ ปัจจุบันญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปมีโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลและวัสดุทดแทนแร่หายากจำนวนมาก

ด้วยความต้องการที่เพิ่มขึ้น ราคาที่สูงขึ้น และความเสี่ยงของการขาดแคลนทั่วโลก การผลิตแร่หายากนอกจีนจึงเริ่มกลับมาอีกครั้ง รัสเซียเริ่มผลิตจากสินแร่ที่เก็บไว้ใช้ในประเทศ บริษัท TriArkMining วางแผนสกัดแร่หายากราว 40,000 ตันจากโมนาไซต์ที่เก็บในโกดังภายใน 7–8 ปี ตั้งแต่ปี 2015 ขณะที่บริษัทของรัฐอินเดีย Indian Rare Earths Ltd ตั้งโรงงานผลิตขนาด 5,000 ตันในรัฐโอริสสา โดยญี่ปุ่น (Toyota Tsusho Corp. ในเครือโตโยต้า) จะซื้อครึ่งหนึ่งของผลผลิตภายใต้ข้อตกลงระหว่างรัฐบาล

นอกเหนือจากรัสเซียและอินเดีย กระแส “ฟองสบู่แร่หายาก” ได้ก่อให้เกิด “การตื่นทอง” แบบดั้งเดิมอีกครั้ง เหมืองในประเทศที่มีสินแร่สมบูรณ์ เช่น ออสเตรเลีย คาซัคสถาน มองโกเลีย และอัฟกานิสถาน ประกาศแผนเข้าสู่ตลาด รวมแล้วในปี 2010–2011 มีโครงการสำรวจแร่หายากถึง 381 โครงการ

อย่างไรก็ตาม คาดว่ามีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่จะพัฒนาได้จริง เนื่องจากกระบวนการทำเหมืองแร่หายากมีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมสูงและต้องใช้เทคโนโลยีซับซ้อน รายงานของ US EPA ระบุว่าขั้นตอนการสำรวจ พัฒนา และก่อสร้างก่อนเริ่มการผลิตจริงอาจใช้เวลา 7–10 ปี

ปัจจุบันมีเพียงสองบริษัทที่สามารถเริ่มผลิตแร่หายากในปริมาณมากนอกประเทศจีน ได้แก่ Molycorp (สหรัฐอเมริกา) และ Lynas (ออสเตรเลีย/มาเลเซีย)

Molycorp เคยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ในช่วงทศวรรษ 1990 แต่ต้องปิดกิจการในปี 2002 เนื่องจากปัญหาสิ่งแวดล้อมและต้นทุนสูงที่ไม่สามารถแข่งขันกับจีนได้ ปี 2008 บริษัทลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อฟื้นการผลิตที่เหมือง Mountain Pass รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยตามกฎหมายสหรัฐฯ ซึ่งเข้มงวดกว่าของ Lynas อย่างมาก

Molycorp พัฒนาเทคโนโลยีแยกธาตุออกไซด์ที่ใช้สารเคมีน้อยกว่าและรีไซเคิลน้ำเสียได้ โดยไม่ต้องมีบ่อกักเก็บน้ำเสีย คาดว่าต้นทุนการผลิตอยู่ที่ประมาณ 2.77 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม เทียบกับ 5.58 ดอลลาร์ในจีน และสูงกว่านั้นมากในกรณีของ Lynas ในมาเลเซีย

บริษัทคาดว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตจาก 19,500 ตัน (ในปี 2013) เป็น 40,000 ตันต่อปี เพื่อครองส่วนแบ่งตลาดโลกประมาณ 30% Molycorp ใช้แร่ดิบครึ่งหนึ่งของ Lynas เพื่อผลิตปริมาณเท่ากัน และไม่มีการปล่อยน้ำเสียหรือตะกอนระเหยออกสู่สิ่งแวดล้อม

ในขณะที่ Molycorp ได้เรียนรู้จากอดีตและรวมต้นทุนสิ่งแวดล้อมไว้ในระบบการผลิต, Lynas กลับผลักภาระต้นทุนสิ่งแวดล้อมไปยังชุมชนท้องถิ่นในกัวลันตัน ซึ่งกำลังย้อนกลับมาสร้างผลเสียต่อบริษัท การเลือกสร้างโรงงานในออสเตรเลียที่มีกฎสิ่งแวดล้อมเข้มงวดตั้งแต่ต้น จะเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนกว่าและมีคุณค่าทางธุรกิจมากกว่าในระยะยาว

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading