Taragraphies — Header Component

ว่าด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก

โลกร้อนขึ้น อุณหภูมิที่อ่านจากเทอร์โมมิเตอร์ทั่วโลกมีระดับเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม สาเหตุมาจากทั้งกิจกรรมของมนุษย์และการแปรเปลี่ยนทางธรรมชาติผสมกัน ด้วยหลักฐานที่มีความสำคัญมากขึ้น ระบุว่าสาเหตุของการเพิ่มเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นหลัก จากการวิเคราะห์อุณหภูมิอย่างต่อเนื่องโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ NASA’s Goddard Institute for Space Studies (GISS) อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 องศาเซลเซียส(หรือ 2 องศาฟาเรนไฮต์)เล็กน้อยนับตั้งแต่คริสตทศวรรษ 1880 สองในสามของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่เพิ่มขึ้นนั้นเกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1975(พ.ศ.2518) โดยมีอัตราการเพิ่มราวๆ 0.15-0.20 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ แต่เราทำไมต้องแคร์การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่ 1 องศา? จะว่าไปแล้ว การขึ้นลงของอุณหภูมิในแต่ละวันของพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่ก็มากกว่านั้นอยู่แล้ว การบันทึกอุณหภูมิผิวโลกนั้นแทนค่าเฉลี่ยของพื้นผิวโลกทั้งหมด อุณหภูมิที่เราเจอในพื้นที่และในช่วงเวลาสั้นๆ นั้นผันผวนขึ้นลงอย่างมากเนื่องจากเหตุการณ์ที่เป็นวัฐจักรซึ่งสามารถคาดการณ์ได้ (กลางคืนและกลางวัน ฤดูร้อนและฤดูหนาว) แบบแผนของกระแสลมและการตกของน้ำฟ้าที่คาดการณ์ยาก แต่อุณหภูมิโลกขึ้นอยู่กับว่ามีพลังงานเท่าใดที่โลกได้รับจากดวงอาทิตย์และพลังงานดังกล่าวนั้นแผ่กลับออกไปนอกโลกเท่าไร-ปริมาณพลังงานเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ส่วนปริมาณพลังงานที่แผ่ออกจากพื้นผิวโลกขึ้นอยู่องค์ประกอบของสารเคมีในชั้นบรรยากาศโดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บความร้อน การเปลี่ยนแปลงระดับโลกที่ 1 องศาจึงมีนัยสำคัญยิ่งเนื่องจากมันต้องใช้ปริมาณมหาศาลของความร้อนในการทำให้มหาสมุทร ชั้นบรรยากาศและแผ่นดินอุ่นขึ้น(ที่ 1 องศาเซลเซียส) ในอดีต การลดลงของอุณหภูมิผิวโลกเพียง 1 หรือ 2 องศา สามารถทำให้โลกเข้าสู่ยุคน้ำแข็ง(Little Ice Age) การลดลงของอุณหภูมิโลกลง 5 องศา […]

สำนักงานสภาพอากาศของสหประชาชาติยืนยันว่าโลกร้อนเป็นประวัติการณ์

จากการเผยแพร่ข้อมูลขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก(World Meteorological Organization: WMO) แสดงให้เห็นว่าปี 2015 2016 2017 และ 2018 เป็น 4 ปีที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดตั้งแต่มีการตรวจวัดผลจากการวิเคราะห์ โดย 5 องค์กรระหว่างประเทศชั้นนำแสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิพื้นผิวเฉลี่ยทั่วโลกในปี 2018 มีค่าสูงกว่าระดับยุคก่อนอุตสาหกรรม (1850-1900) ประมาณ 1 องศาเซลเซียส Petteri Taalas เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) กล่าวว่า “ แนวโน้มอุณหภูมิในระยะยาวมีความสำคัญมากกว่าการจัดอันดับของแต่ละปีและแนวโน้มดังกล่าวเพิ่มขึ้น โดย 20 อันดับปีที่อุณหภูมิสูงที่สุดอยู่ในช่วง 22 ปีที่ผ่านมาและในช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างผิดปกติทั้งบนแผ่นดินและมหาสมุทร นาย Taalas กล่าวว่า “อุณหภูมิเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่บ่งบอกถึงสภาพอากาศที่รุนแรงและมีผลกระทบต่อหลายๆ ประเทศและประชาชนหลายล้านคน รวมทั้งมีผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและระบบนิเวศดังในปี 2018 เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วหลายอย่างบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นี่คือความจริงที่ต้องเผชิญ สิ่งที่สาคัญที่ทั่วโลกควรทำในเบื้องต้นคือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและวางมาตรการการปรับตัวกับสภาพภูมิอากาศ” รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (The Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) เป็นรายงานพิเศษในเดือนตุลาคม […]

พลังงานนิวเคลียร์ ความไม่มั่นคงทางพลังงาน (2)

ระเบียบวาระของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ วิกฤตการณ์นำ้มันช่วงทศวรรษ 1970 ถือเป็นเหตุการณ์ทำให้ความมั่นคงด้านพลังงานกลายเป็นระเบียบวาระของโลก ผลคือประเทศที่ใช้นำ้มันต่าง ๆ ได้เพิ่มการสำรวจเชื้อเพลิงฟอสซิลในประเทศ อย่างไรก็ตาม แหล่งสำรองที่หร่อยหรอลงอย่างรวดเร็วและความจำเป็นการลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์นั้นได้ผลักให้ ทางเลือกดังกล่าวออกไปจากนโยบายพลังงานที่ยั่งยืนใด ๆ ก็ตามที่มีอยู่ในวันนี้ ปัจจุบัน บริบทของความมั่นคงด้านพลังงานในระดับโลกนั้นมีความแตกต่างออกไป สาเหตุและภัยคุกคามของความเสียหายของการจัดหาพลังงานเมื่อไม่นานมานี้มีลักษณะที่แปรผันไป จากผลกระทบของเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศที่รุนแรงเช่น เฮอร์ริเคนแคทรีนาและริตา ที่เกิดขึ้น ณ เครือข่ายพลังงานที่รวมศูนย์อย่างมาก ไปจนถึงการประท้วงหยุดงานของคนงานอุตสาหกรรมน้ำมันในเวเนซุเอลา จากความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เช่น ในอินเดียและจีน ไปจนถึงแหล่งจัดหาเชื้อเพลิงฟอสซิลภายในที่ลดลงในสหรัฐอเมริกาและยุโรป อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับในช่วงทศวรรษ 1970 ประเด็นของเรื่องแหล่งจัดหาพลังงานในทางปฏิบัตินั้นเกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์ทางการเมืองอย่างมิอาจปฏิเสธได้ รายได้ของประเทศที่จัดส่งพลังงานนั้นขึ้นอยู่ทรัพยากรที่ทำการส่งออกไป และประเทศผู้บริโภคพลังงานนั้นมีข้อกังวลเรื่องการการควบคุมทรัพยากรเชื้อเพลิงของประเทศผู้จัดหาพลังงานและส่งออกซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของตน ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา ข้อกังวลเรื่องความมั่นคงทางพลังงานเพิ่มขึ้นตามแรงกดดันและข้อขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง-อ่าวเปอร์เซียเป็นแหล่งจัดส่งน้ำมันของสหรัฐอเมริกาถึงร้อยละ 16 ดังนั้น ประเทศผู้บริโภคพลังงานซึ่งกังวลถึงการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้ามากจนเกินไปได้หยิบยกประเด็นการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานมาเป็นแนวทางในการไปให้ถึงความมั่นคงด้านพลังงานของตน พลังงานนิวเคลียร์ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาในฐานะเป็นวิธีการในการบรรลุเป้าหมายนี้ ตัวอย่างเช่น อินเดีย ได้ชูประเด็นความเป็นอิสระทางพลังงานระดับชาติว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเร่งด่วนสูงสุดอันดับต้น โดยการขยายการใช้พลังงานนิวเคลียร์ให้มากขึ้นไปอีก กลุ่มผู้สนับสนุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บีลีน(Belene) ในประเทศบัลแกเรียยังได้ใช้ข้ออ้างที่คล้ายคลึงกันนี้ ในกรณี ของความเป็นอิสระจากก๊าซของรัสเซีย อย่างไรก็ตาม มันต้องการความเป็นอิสระทางพลังงานเล็กน้อย หากเชื้อเพลิงขั้นต้น เชื้อเพลิงแปรรูปและเทคโนโลยีทั้งหมดต้องสั่งซื้อมาจากต่างประเทศ ในกรณีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บีลีน (Belene) บริษัทที่เป็นผู้ก่อสร้างคือ Atomstroyexport ของรัสเซีย […]

โลกร้อนและชั้นโอโซน-คนละเรื่องเดียวกัน

มีความเชื่อมโยงระหว่างการร่อยหรอลงของชั้นโอโซนกับภาวะโลกร้อนอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ทั้งสองเรื่องเป็นประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกัน การเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนนั้นเกิดขึ้นที่ชั้นบรรยากาศที่อยู่ใกล้ผิวโลกมากที่สุด นั่นคือ ชั้นโทรโพสเฟียร์ (Troposphere) ระยะทาง 10-15 กิโลเมตรห่างจากผิวโลกขึ้นไป ซึ่งบรรยากาศในชั้นนี้มีปริมาณโอโซนอยู่น้อยมาก เนื่องจากหากโอโซนอยู่ในชั้นนี้จะเป็นอันตรายต่อมนุษย์ ส่วนชั้นบรรยากาศที่พบก๊าซโอโซนมาก ได้แก่ ชั้นสตราโตสเฟียร์ (Stratosphere) ซึ่งอยู่ไกลจากพื้นผิวโลกขึ้นไปประมาณ 50 กิโลเมตร และอยู่เหนือชั้นโทรโพสเฟียร์ โดยก๊าซโอโซนในชั้นบรรยากาศนี้มีหน้าที่ดูดซับรังสีทุกชนิดที่แผ่ออกมาจากดวงอาทิตย์ไว้มิให้ส่องไปยังโลกทั้งหมด โดยเฉพาะรังสีอัลตราไวโอเลตชนิดบีหรือ UV-B ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติ แม้การเกิดภาวะโลกร้อนมิได้มีสาเหตุโดยตรงจากการเกิดรูโหว่ในชั้นโอโซน แต่การเพิ่มขึ้นของสารทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศ นอกจากจะไปเพิ่มความหนาของบรรยากาศในชั้นโทรโพสเฟียร์ซึ่งทำให้รังสีความร้อนถูกสกัดกั้นและแผ่ความร้อนกลับมายังผิวโลกได้มากขึ้นแล้วนั้น สารทำลายชั้นโอโซนที่สามารถทะลุผ่านชั้นโทรโพสเฟียร์ขึ้นไปยังชั้นสตราโตสเฟียร์ได้ก็จะไปทำลายโอโซนได้อย่างรวดเร็วจากการเกิดปฏิกิริยาแบบลูกโซ่ ดังนั้น ผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกจึงยิ่งรุนแรงมากขึ้น  

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings