Taragraphies — Header Component

ทำไมปฏิญญาต่างๆ ที่ COP26 ไม่ช่วยยุติการทำลายป่าไม้ของโลก

มีประกาศข้อตกลงหลายฉบับที่ COP26 ซึ่งมุ่งแก้ปัญหาการทำลายป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปฏิญญาว่าด้วยป่าไม้และการใช้ที่ดิน มี 105 ประเทศภาคี ร่วมลงนามในปฏิญญาดังกล่าว ซึ่งเน้นถึงการอนุรักษ์ป่าไม้และสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง สื่อมวลชนทั่วโลกยกย่องว่าปฏิญญานี้คือ “ผลลัพธ์ที่สำคัญ” ของ COP26 และเป็นขั้นตอนหลักเพื่อหยุดยั้งการทำลายป่าไม้และฟื้นฟูผืนป่าภายในปี 2573 เรามาดูจุดเด่น ข้อด้อย และช่องว่างในปฏิญญาว่าด้วยป่าไม้และการใช้ที่ดินซึ่งเกี่ยวโยงกับเกษตรกรรมและการปล่อยก๊าซมีเทน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การทำลายป่าไม้จะไม่ยุติลง หากเราไม่ตัดวงจรของห่วงโซ่อุปทานการผลิตและการบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนมเชิงอุตสาหกรรม ปฏิญญาว่าด้วยป่าไม้และการใช้ที่ดินที่ COP26 ไม่ช่วยหยุดการทำลายป่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศหลัก เช่น บราซิลและรัสเซีย ซึ่งไม่ได้ร่วมปฏิญญาด้านป่าไม้ในปี 2557 ได้ลงนามในปฏิญญาว่าด้วยป่าไม้และการใช้ที่ดินใน COP26 ปฏิญญานี้รวมถึงการสนับสนุนเงินทุนราว 14 พันล้านปอนด์ และเงินทุนอีก 1.1 พันล้านปอนด์เพื่อปกป้องลุ่มน้ำคองโกที่เป็นผืนป่าฝนเขตร้อนที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ปฏิญญาว่าด้วยป่าไม้และการใช้ที่ดินยังอ้างถึงชนเผ่าพื้นเมืองว่ามีความสำคัญในการปกป้องป่าไม้ แต่เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองก็กังวลอย่างมากว่าพวกเขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แต่เหตุผลชัดเจนที่ประธานาธิบดีชาอีร์ โบลโซนาโร(Jair Bolsonaro) ของบราซิลรู้สึกดีที่จะลงนามในปฏิญญาใหม่นี้ คือ การเปิดช่องให้มีการทำลายป่าไม้ต่อไปอีกหนึ่งทศวรรษ ปฏิญญาว่าด้วยป่าไม้และการใช้ที่ดินไม่มีภาระผูกพันทางกฎหมาย และไม่ได้ระบุสาเหตุหลักของการทำลายป่าที่เฉพาะเจาะจงลงไป นั่นคือ การผลิตเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนมเพื่ออุตสาหกรรม ผืนป่าแอมะซอนใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดแล้ว และไม่อาจอยู่รอดจากการทำลายต่อไปได้อีก เกือบ […]

ปี 2564 – จะกอบกู้หรือเร่งเร้าวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

Covid-19 และวิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน ทางออกของความท้าทายนี้ เราต้องต่อกรกับรากเหง้าของมัน นั่นคือ ระบบเศรษฐกิจที่กำลังทำลายโลกใบนี้ ปี 2563 ที่ผ่านมา จะเป็นปีที่ถูกจดจำสำหรับหลายๆ สิ่ง และขอบอกตามตรงว่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องแย่ๆ แต่ท่ามกลางความทุกข์ยาก ก็มีเรื่องดีๆ อยู่บ้าง ปี 2563 อาจเป็นครั้งแรกของความทรงจำที่มีชีวิตของเรา เมื่อรัฐบาลบางประเทศทั่วโลกลงมืออย่างแข็งขันเพื่อปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ(สาธารณสุขและสุขภาวะ) ให้อยู่เหนือผลกำไรส่วนตัว สำหรับโลกที่ถูกครอบงำด้วยตรรกะของระบบทุนนิยม นี่ไม่ใช่แค่ชัยชนะเล็กๆ อาจกล่าวได้ว่า มันเป็นการรับมือเพียงครั้งเดียวต่อการระบาดของโรคครั้งเดียว แต่เราเข้าใจผิด ทั้งในแง่ธรรมชาติของ COVID-19 และทุนนิยมโลก หากคุณหวังว่า เราจะละทิ้งการตัดสินใจทางการเมืองที่มีชีวิตหรือความตายไว้ข้างหลังในปี 2563 อยากจะบอกว่าเราต้องผิดหวัง เนื่องจากในปี 2564 เดิมพันเหล่านี้ยิ่งสูงขึ้น ประการแรก ในบางบริบท ก่อนที่ Covid -19 กลายเป็นประเด็นทั่วโลก ความท้าทายหลักของมนุษยชาติก็ชัดเจนนั่นคือ ระบบเศรษฐกิจของเราที่มีฐานอยู่บนเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ผลักดันให้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติอยู่เหนือพื้นที่ปลอดภัยซึ่งคุกคามรากฐานต่างๆ ที่อารยธรรมมนุษย์ต้องพึ่งพา หากปราศจาก “การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว กว้างไกล และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในทุกด้านของสังคม” เราอยู่บนเส้นทางของการเผชิญกับความเสียหายที่ร้ายแรงและไม่สามารถย้อนกลับที่มีต่อสภาพภูมิอากาศและระบบนิเวศวิทยาของเราและจุดจบแห่งชีวิตที่เรารู้กัน การตระหนักถึงความเป็นจริงอันแจ่มแจ้งนี้ ในปี 2558 ผู้นำโลกได้ลงนามในความตกลงปารีสเพื่อมุ่งจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส […]

สุขภาพ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และ Covid-19 : มุมมองจาก The Lancet Countdown

จนถึงวันที่ 6 มกราคม 2564 รายงานของ WHO ระบุ การระบาดของ COVID-19 แพร่กระจายไปยัง 217 ประเทศและเขตการปกครองทั่วโลก โดยมีผู้ป่วยยืนยันแล้วมากกว่า 85,091,012 รายและมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,861,005 ราย ขนาดและขอบเขตของความทุกข์ยากและการสูญเสียทางสังคมและเศรษฐกิจจะยังคงขยายเพิ่มขึ้นอีกต่อไป โดยผลกระทบของการระบาดที่น่าจะเกิดต่อเนื่องในอีกหลายปีข้างหน้า [1] มีการวิเคราะห์และอธิบายให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อที่มีอยู่เดิมและโรคติดเชื้อใหม่ ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมที่เลวร้ายลง การทำลายผืนป่าและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน  และสุขภาพสัตว์มานานแล้ว  ทั้งวิกฤตสภาพภูมิอากาศและ COVID-19 ทำให้ความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ในและระหว่างประเทศทวีความรุนแรงขึ้น [2] [3] [4] ผลโดยตรงจากการระบาดของโรค คาดว่าจะมีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 8% ในปี 2563 ซึ่งจะเป็นการลดลงอย่างรวดเร็วที่สุดในรอบ 1 ปีเป็นประวัติการณ์ [5] ที่สำคัญ การลดลงนี้ไม่ได้สะท้อนถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาวที่จำเป็นในการตอบสนองต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่เป็นเพียงการหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ในทำนองเดียวกัน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 1.4% จากผลของวิกฤตการเงินโลกในปี 2551 ตามมาด้วยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น 5.9% ในปี 2553 ในทำนองเดียวกัน การลดลงของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันจะไม่ยั่งยืน  โดยที่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใดๆ จะไม่เพียงพออันเป็นผลมาจากการละเลยถึงนโยบายที่มีความมุ่งมั่นในการบรรเทาวิกฤตสภาพภูมิอากาศ  […]

เราเข้าใกล้ถึงจุดที่มิอาจหวนกลับ

เมื่อโครงการฉีดวัคซีน COVID-19 เริ่มต้นขึ้นในปี 2564 นี้ เริ่มต้นด้วยความหวังว่าจะนำไปสู่การสิ้นสุดของการแพร่ระบาด เราต้องการภาวะผู้นำที่กล้าหาญ การตัดสินใจที่ยากลำบาก และการจัดหาเงินทุนโดยเฉพาะ เพื่อนำเรามาถึง ณ จุดนี้ ในขณะเดียวกัน เราต้องใช้ความเข้มแข็งแบบเดียวกันเพื่อต่อกรกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ หรือมิฉะนั้น ก็ต้องเสียเวลาไปอีกหลายปีจนไปถึงจุดที่เลวร้ายในท้ายที่สุด ปี 2563 – มีแนวโน้มที่จะเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติการณ์ – เกิดพายุ ไฟป่า ภัยแล้งยาวนาน น้ำท่วม และธารน้ำแข็งละลาย การชะลอตัวทางเศรษฐกิจจากโรคระบาดทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงชั่วคราว แต่มีผลน้อยมากต่อแนวโน้มการเพิ่มขึ้นอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในระยะยาว การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีตยังคงอยู่ในชั้นบรรยากาศและเรากำลังปล่อยเพิ่มเข้าไป แม้ว่าประเทศต่างๆ จะดำเนินการตามคำมั่นสัญญาโดยสมัครใจที่มีอยู่ล่าสุด หรือที่เรียกว่า เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (nationally determined contributions-NDCs) – ภายใต้ความตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราก็ยังคงมุ่งหน้าไปสู่การคาดการณ์ที่ว่า อุณหภูมิเฉลี่ยทผิวโลกจะเพิ่มเป็น 3.2 องศาเซลเซียส (4.4 F) เทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมภายในสิ้นศตวรรษที่ 21 วิกฤตโลกร้อนนี้จะนำมาซึ่งความเจ็บปวด ความทุกข์ยาก และการพลิกผันซึ่งซ้อนทับทุกสิ่งทุกอย่างที่ Covid -19 ตกอยู่กับเรา เราใกล้ถึงจุดที่มิอาจหวนกลับ ผู้นำทั้งหลายสามารถดึงให้โลกห่างออกมาจากจุดนั้นได้ โดยการลงทุนเพื่อทางออกที่ยั่งยืนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามฟื้นฟูผลกระทบจากโรคระบาด […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings