เมื่อโครงการฉีดวัคซีน COVID-19 เริ่มต้นขึ้นในปี 2564 นี้ เริ่มต้นด้วยความหวังว่าจะนำไปสู่การสิ้นสุดของการแพร่ระบาด เราต้องการภาวะผู้นำที่กล้าหาญ การตัดสินใจที่ยากลำบาก และการจัดหาเงินทุนโดยเฉพาะ เพื่อนำเรามาถึง ณ จุดนี้ ในขณะเดียวกัน เราต้องใช้ความเข้มแข็งแบบเดียวกันเพื่อต่อกรกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ หรือมิฉะนั้น ก็ต้องเสียเวลาไปอีกหลายปีจนไปถึงจุดที่เลวร้ายในท้ายที่สุด

ไฟเผาผลาญป่าฝนเขตร้อนในพื้นที่จังหวัดจัมบี สุมาตรา อินโดนีเซีย อันเป็นผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจาก “เอลนิโญ” เด็กๆ นั่งบนแพไม้ในทะเลสาบ/แม่น้ำที่ล้อมรอบไปด้วยหมอกควันพิษ เครดิตภาพ : L. Lily / Greenpeace

ปี 2563 – มีแนวโน้มที่จะเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติการณ์ – เกิดพายุ ไฟป่า ภัยแล้งยาวนาน น้ำท่วม และธารน้ำแข็งละลาย การชะลอตัวทางเศรษฐกิจจากโรคระบาดทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงชั่วคราว แต่มีผลน้อยมากต่อแนวโน้มการเพิ่มขึ้นอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในระยะยาว การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีตยังคงอยู่ในชั้นบรรยากาศและเรากำลังปล่อยเพิ่มเข้าไป

แม้ว่าประเทศต่างๆ จะดำเนินการตามคำมั่นสัญญาโดยสมัครใจที่มีอยู่ล่าสุด หรือที่เรียกว่า เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (nationally determined contributions-NDCs) – ภายใต้ความตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราก็ยังคงมุ่งหน้าไปสู่การคาดการณ์ที่ว่า อุณหภูมิเฉลี่ยทผิวโลกจะเพิ่มเป็น 3.2 องศาเซลเซียส (4.4 F) เทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมภายในสิ้นศตวรรษที่ 21 วิกฤตโลกร้อนนี้จะนำมาซึ่งความเจ็บปวด ความทุกข์ยาก และการพลิกผันซึ่งซ้อนทับทุกสิ่งทุกอย่างที่ Covid -19 ตกอยู่กับเรา

เราใกล้ถึงจุดที่มิอาจหวนกลับ

ผู้นำทั้งหลายสามารถดึงให้โลกห่างออกมาจากจุดนั้นได้ โดยการลงทุนเพื่อทางออกที่ยั่งยืนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามฟื้นฟูผลกระทบจากโรคระบาด รายงานช่องว่างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปี 2020(Emissions Gap Report 2020) ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) บอกเราว่า ปฏิบัติการดังกล่าว(การลงทุนเพื่อทางออกที่ยั่งยืน)สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2573 ลงได้ 25% ซึ่งจะทำให้โลกมีโอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายคามตกลงปารีส จำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไว้ที่ 2 องศาเซลเซียส ภาระผูกพันในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์อาจทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสมากขึ้นด้วย

เตรียมวิ่งมาราธอน

มาตรการฟื้นฟูที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในขณะเดียวกัน ก็สนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจอื่นๆ เราต้องการการสนับสนุนโดยตรงสำหรับเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ การยุติการอุดหนุนถ่านหินและเชื้อเพลิงฟอสซิล นโยบายที่เอื้อให้เกิดการบริโภคแบบคาร์บอนต่ำ การหาทางออกบนพื้นฐานของธรรมชาติ – รวมถึงการฟื้นฟูภูมิทัศน์ขนาดใหญ่และการฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้ที่ดำเนินการภายใต้แผนงานทศวรรษแห่งการฟื้นฟูระบบนิเวศของสหประชาชาติซึ่งจะเริ่มในปีนี้

แต่จนถึงขณะนี้ มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ลงทุนในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม สิ่งนี้ต้องเปลี่ยน

ปี 2564 ยังเป็นปีที่จะมีการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 26 (COP26) ซึ่งเป็นนัดสำคัญของประเทศต่างๆ ที่ลงนามในความตกลงปารีส ตามรายงานช่องว่างของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มี 126 ประเทศได้รับรอง ใช้ ประกาศ หรือกำลังพิจารณาแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หากรัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐฯเข้าร่วมความตกลงปารีสตามที่สัญญาไว้ ประเทศต่างๆ ที่เมื่อรวมกันแล้วมีสัดส่วนของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 63% ของโลก จะต้องมุ่งมั่นไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน(การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์)

แต่เช่นเดียวกับบุคคลที่ให้คำมั่นสัญญาในวันแรกของเดือนมกราคมว่าจะวิ่งมาราธอนภายในสิ้นปี เราต้องดำเนินการตามขั้นตอนเฉพาะ โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้ เราจึงมีความพร้อมในการแข่งขัน คำมั่นสัญญาเหล่านี้จะต้องทำอย่างเร่งด่วนให้เป็นนโยบายและปฏิบัติการระยะสั้นที่แข็งแกร่ง พร้อมไปกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ(คาร์บอนต่ำ)จากโรคระบาด คำมั่นสัญญานี้ต้องผนวกอยู่ในเป้าหมายใหม่ในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ(NDC)ที่แข็งแกร่งขึ้นก่อนการประชุม COP26 ในเดือนพฤศจิกายน 2564 นี้ มิฉะนั้น ก็จะเป็นคำมั่นสัญญาที่ว่างเปล่า

ขยายเงินทุนเพื่อการปรับตัวรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือการช่วยประเทศและชุมชนที่เปราะบางในการจัดการกับผลกระทบที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ รายงานช่องว่างการปรับตัว(UNEP’s Adaptation Gap Report)ของ UNEP ซึ่งจะเผยแพร่ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าจะแสดงให้เห็นว่าเรายังไม่ได้ปรับตัวอย่างจริงจัง การเงินยังคงต่ำกว่าระดับที่กำหนด และความคิดริเริ่มส่วนใหญ่ยังไม่สามารถลดความเสี่ยงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้ ดังที่เลขาธิการ UN กล่าวว่า เราต้องการความมุ่งมั่นระดับโลก ที่จะนำเงินครึ่งหนึ่งของการเงินว่าด้วยสภาพภูมิอากาศโลกไปที่การปรับตัวรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศก่อนการประชุม COP26

ในปีนี้ เรามีโอกาสอย่างแท้จริงที่จะรับมือกับภัยพิบัติจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ด้วยการใช้ทรัพยากร(ที่นำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ)อย่างชาญฉลาดเพื่อเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่แท้จริง วางแผนและติดตามตรวจสอบผ่านเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ(NDC) ที่แข็งแกร่งขึ้น และคำมั่นสัญญาเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เราไม่เพียงสามารถบรรลุเป้าหมาย 2 ° C ของความตกลงปารีสได้ หากแต่มีโอกาสต่อสู้เพื่อบรรลุเป้าหมาย 1.5 ° C ได้อีกด้วย

เราต้องใช้โอกาสนี้เพื่อปกป้องสภาพภูมิอากาศและธรรมชาติของเรา และในทางกลับกัน สุขภาพของมนุษย์ สันติภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

แปลเรียบเรียงจาก https://www.dw.com/en/opinion-we-are-close-to-the-point-of-no-return/a-56122609 เขียนโดย Inger Andersen – the executive director of the UN Environment Programme.

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading