Taragraphies — Header Component

ปี 2564 – จะกอบกู้หรือเร่งเร้าวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

Covid-19 และวิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน ทางออกของความท้าทายนี้ เราต้องต่อกรกับรากเหง้าของมัน นั่นคือ ระบบเศรษฐกิจที่กำลังทำลายโลกใบนี้ ปี 2563 ที่ผ่านมา จะเป็นปีที่ถูกจดจำสำหรับหลายๆ สิ่ง และขอบอกตามตรงว่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องแย่ๆ แต่ท่ามกลางความทุกข์ยาก ก็มีเรื่องดีๆ อยู่บ้าง ปี 2563 อาจเป็นครั้งแรกของความทรงจำที่มีชีวิตของเรา เมื่อรัฐบาลบางประเทศทั่วโลกลงมืออย่างแข็งขันเพื่อปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ(สาธารณสุขและสุขภาวะ) ให้อยู่เหนือผลกำไรส่วนตัว สำหรับโลกที่ถูกครอบงำด้วยตรรกะของระบบทุนนิยม นี่ไม่ใช่แค่ชัยชนะเล็กๆ อาจกล่าวได้ว่า มันเป็นการรับมือเพียงครั้งเดียวต่อการระบาดของโรคครั้งเดียว แต่เราเข้าใจผิด ทั้งในแง่ธรรมชาติของ COVID-19 และทุนนิยมโลก หากคุณหวังว่า เราจะละทิ้งการตัดสินใจทางการเมืองที่มีชีวิตหรือความตายไว้ข้างหลังในปี 2563 อยากจะบอกว่าเราต้องผิดหวัง เนื่องจากในปี 2564 เดิมพันเหล่านี้ยิ่งสูงขึ้น ประการแรก ในบางบริบท ก่อนที่ Covid -19 กลายเป็นประเด็นทั่วโลก ความท้าทายหลักของมนุษยชาติก็ชัดเจนนั่นคือ ระบบเศรษฐกิจของเราที่มีฐานอยู่บนเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ผลักดันให้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติอยู่เหนือพื้นที่ปลอดภัยซึ่งคุกคามรากฐานต่างๆ ที่อารยธรรมมนุษย์ต้องพึ่งพา หากปราศจาก “การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว กว้างไกล และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในทุกด้านของสังคม” เราอยู่บนเส้นทางของการเผชิญกับความเสียหายที่ร้ายแรงและไม่สามารถย้อนกลับที่มีต่อสภาพภูมิอากาศและระบบนิเวศวิทยาของเราและจุดจบแห่งชีวิตที่เรารู้กัน การตระหนักถึงความเป็นจริงอันแจ่มแจ้งนี้ ในปี 2558 ผู้นำโลกได้ลงนามในความตกลงปารีสเพื่อมุ่งจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส […]

ข้อตกลงซื้อขายวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลก

ความสิ้นหวังที่จะบรรเทาการแพร่ระบาดของโรคที่เลวร้ายที่สุดในรอบศตวรรษ ประเทศต่างๆ ได้ทำข้อตกลงเพื่อให้เข้าถึงวัคซีน ข้อมูลจากสำนักข่าว Bloomberg มีการจัดสรรวัคซีน 8,250 ล้านโดสไว้แล้ว วัคซีนในปริมาณขนาดนั้นเพียงพอสำหรับประชากรมากกว่าครึ่งโลก (วัคซีนส่วนใหญ่ใช้สองโดส) หากมีการกระจายวัคซีนอย่างเท่าเทียมกัน แต่นั่นยังไม่เกิดขึ้น ประเทศร่ำรวยสะสมข้อตกลงในการจัดหาวัคซีนไว้มากเกิน และความต้องการห้องเย็นพิเศษ ทำให้วัคซีนบางชนิดส่งไปยังสถานที่ห่างไกลได้ยาก บางประเทศอาจต้องรอจนถึงปี 2565 หรือหลังจากนั้น AstraZeneca เป็นผู้นำอันดับต้น ๆ โดยมีข้อตกลงก่อนการซื้อที่จะใช้กับประชากร 1,460 ล้านคนซึ่งมากกว่าคู่แข่งรายอื่นถึงสองเท่า โดยรวมแล้ว ข้อมูลจาก Bloomberg พบว่ามีข้อตกลงมากกว่า 90 ข้อตกลงด้วยกัน วัคซีนบางชนิดไม่สามารถใช้ได้ผล ข้อมูลจาก Bloomberg วัคซีน 51 ล้านโดสที่ออสเตรเลียสงวนไว้สำหรับวัคซีนพื้นบ้านนั้นประสบความล้มเหลวในการทดลองทางคลินิกเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2563 หนึ่งวันต่อมา Sanofi และ GlaxoSmithKline Plc ประกาศชะลอการทดลองทางคลินิกของพวกเขาหลังจากประสบความล้มเหลว กลยุทธ์ในการได้มาซึ่งวัคซีนมีหลากหลาย สหรัฐฯ ทำข้อตกลงฝ่ายเดียวสำหรับแหล่งวัคซีนทั้งหมด หลายประเทศจะได้รับวัคซีนผ่านทาง Covax ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลกเพื่อรับประกันว่าวัคซีนจะกระจายอย่างเท่าเทียมกัน ข้อตกลงผ่านนายหน้า Carlos Slim ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีชาวเม็กซิกันนั้นจะส่งมอบวัคซีนราคาถูกไปทั่วละตินอเมริกาส่วนใหญ่ […]

การศึกษาโดย OceanAsia ระบุ หน้ากากอนามัยมากกว่า 1,560 ล้านชิ้น หลุดออกลงสู่มหาสมุทรโลกในปี 2563

เป็นเวลาหลายเดือนในช่วงปี 2563 ที่ผ่านมา ที่เราเห็นหน้ากากอนามัยอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่ : ท่อระบายน้ำ ถนน ชายหาดและสวนสาธารณะ ตอนนี้ เราเรียนรู้ว่ามีหน้ากากอนามัยกี่ล้านชิ้นที่ทิ้งลงสู่มหาสมุทรของเรา ดร. Teale Phelps Bondaroff ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ OceansAsia กล่าวว่า “เมื่อพลาสติกเข้าสู่สิ่งแวดล้อมทางทะเลแล้ว การนำออกมานั้นทำได้ยากมาก” กลุ่มอนุรักษ์ทางทะเลได้ติดตามจำนวนหน้ากากอนามัยที่ลอยขึ้นฝั่งบนเกาะห่างไกลทางตอนใต้ของฮ่องกงตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของโคโรนาไวรัส Bondaroff บอกว่า “ประมาณ 6 สัปดาห์หลังจากที่ Covid-19 ระบาดขึ้นในฮ่องกง ราวๆ ปลายเดือนกุมภาพันธ์ เราเริ่มพบหน้ากาก และมันเยอะมากมาก สิ่งที่น่าประหลาดคือ เราไม่พบหน้ากากอนามัยก่อน Covid” หน้ากากอนามัยที่เราใช้กันอยู่ทำมาจากโพลีโพรพีลีนซึ่ง Bondaroff อธิบายว่าเป็นเส้นใยบางๆ ของพลาสติก เขาบอกว่า “ความจริงคือ เราเริ่มพบหน้ากากอนามัยที่แตกตัวออกซึ่งบ่งชี้ถึงปัญหาที่แท้จริงที่ว่า ไมโครพลาสติกเกิดจากหน้ากากอนามัย” พลาสติกชิ้นเล็กๆ เหล่านี้สามารถคงอยู่ในมหาสมุทรได้เป็นเวลาหลายร้อยปีซึ่งเป็นอันตรายต่อปลาและยังก่อมลพิษทางอากาศ Bondaroff บอกว่า “คำถามที่เราไม่สามารถตอบได้คือ มีหน้ากากอนามัยกี่ชิ้นที่ทิ้งลงในมหาสมุทรของเรา เราไม่รู้” OceansAsia ได้ทำการศึกษาเพื่อค้นหาคำตอบและเผยแพร่ผลการศึกษานี้ ในจำนวนหน้ากากอนามัย 52,000 ล้านชิ้นที่ผลิตออกมาทั่วโลกในปี 2563 […]

เราเข้าใกล้ถึงจุดที่มิอาจหวนกลับ

เมื่อโครงการฉีดวัคซีน COVID-19 เริ่มต้นขึ้นในปี 2564 นี้ เริ่มต้นด้วยความหวังว่าจะนำไปสู่การสิ้นสุดของการแพร่ระบาด เราต้องการภาวะผู้นำที่กล้าหาญ การตัดสินใจที่ยากลำบาก และการจัดหาเงินทุนโดยเฉพาะ เพื่อนำเรามาถึง ณ จุดนี้ ในขณะเดียวกัน เราต้องใช้ความเข้มแข็งแบบเดียวกันเพื่อต่อกรกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ หรือมิฉะนั้น ก็ต้องเสียเวลาไปอีกหลายปีจนไปถึงจุดที่เลวร้ายในท้ายที่สุด ปี 2563 – มีแนวโน้มที่จะเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติการณ์ – เกิดพายุ ไฟป่า ภัยแล้งยาวนาน น้ำท่วม และธารน้ำแข็งละลาย การชะลอตัวทางเศรษฐกิจจากโรคระบาดทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงชั่วคราว แต่มีผลน้อยมากต่อแนวโน้มการเพิ่มขึ้นอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในระยะยาว การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีตยังคงอยู่ในชั้นบรรยากาศและเรากำลังปล่อยเพิ่มเข้าไป แม้ว่าประเทศต่างๆ จะดำเนินการตามคำมั่นสัญญาโดยสมัครใจที่มีอยู่ล่าสุด หรือที่เรียกว่า เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (nationally determined contributions-NDCs) – ภายใต้ความตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราก็ยังคงมุ่งหน้าไปสู่การคาดการณ์ที่ว่า อุณหภูมิเฉลี่ยทผิวโลกจะเพิ่มเป็น 3.2 องศาเซลเซียส (4.4 F) เทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมภายในสิ้นศตวรรษที่ 21 วิกฤตโลกร้อนนี้จะนำมาซึ่งความเจ็บปวด ความทุกข์ยาก และการพลิกผันซึ่งซ้อนทับทุกสิ่งทุกอย่างที่ Covid -19 ตกอยู่กับเรา เราใกล้ถึงจุดที่มิอาจหวนกลับ ผู้นำทั้งหลายสามารถดึงให้โลกห่างออกมาจากจุดนั้นได้ โดยการลงทุนเพื่อทางออกที่ยั่งยืนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามฟื้นฟูผลกระทบจากโรคระบาด […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings