Taragraphies — Header Component

นักประวัติศาสตร์เรียกร้องให้ยุติยุคเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อจัดการกับความไม่เป็นธรรมในช่วงยุคล่าอาณานิคม

เรียบเรียงจาก https://www.theguardian.com/world/2024/feb/15/end-fossil-fuel-era-to-address-colonial-injustices-urges-prominent-historian?CMP=Share_iOSApp_Other เมืองต่างๆ ในกลุ่มประเทศซีกโลกเหนือที่ลดการปล่อยคาร์บอนนั้นกำลังแก้ไขเรื่องความไม่เป็นธรรมในช่วงยุคอาณานิคมได้มากกว่าเมืองที่มุ่งเน้นความพยายามในการรื้อรูปปั้น อนุเสาวรีย์ และเปลี่ยนชื่อถนน หนึ่งในนักประวัติศาสตร์ชั้นนําของยุโรปกล่าว เดวิด แวน เรย์บรุค(David Van Reybrouck) ชาวเบลเยียม ผู้เขียนประวัติศาสตร์ว่าด้วยสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกที่ขายดี และหนังสือเล่มใหม่เกี่ยวกับการเป็นเอกราชของอินโดนีเซียจากการปกครองของเนเธอร์แลนด์ กลายเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักของการอภิปรายที่เพิ่งเริ่มขึ้นและเน้นถึงมรดกอาณานิคมของยุโรป ผู้ที่ยกย่องงานเขียนของเขา ได้แก่ นายกรัฐมนตรีเยอรมัน Olaf Scholz ประธานาธิบดีฝรั่งเศส Emmanuel Macron และอดีตเลขาธิการสหประชาชาติ Kofi Annan แต่ในการให้สัมภาษณ์กับเดอะการ์เดียน เดวิด แวน เรย์บรุค(David Van Reybrouck) วิพากษ์วิจารณ์การเคลื่อนไหวของการคํานวณทางประวัติศาสตร์ว่าให้ความสําคัญกับอดีตมากเกินไป โดยเรียกร้องให้มีความตระหนักมากขึ้นเกี่ยวกับ “การล่าอาณานิคมของปัจจุบันและอนาคต” “ลัทธิล่าอาณานิคมมีอะไรมากกว่าลัทธิล่าอาณานิคมในอดีต” เดวิด แวน เรย์บรุค(David Van Reybrouck) กล่าว “วิกฤตสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันถือเป็นเรื่องอาณานิคมอย่างลึกซึ้ง : ส่วนใหญ่เกิดจากเขตอบอุ่นในซีกโลกเหนือ และส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งที่สุดในภูมิภาคเขตร้อนและอาร์กติก คุณไม่สามารถปลดแอกอาณานิคมได้หากไม่มีการลดคาร์บอน และในทางกลับกัน” เขากล่าวว่า “การครอบงําของการเมืองเชิงอัตลักษณ์ในสังคมสหรัฐฯ อังกฤษ และดัตช์ หมายความว่าการสนทนาที่สําคัญเกี่ยวกับโครงสร้างอาณานิคมที่ยืนยงนั้นมีความเสี่ยงที่จะถูกผลักไสให้การถกเถียงไปอยู่ชายขอบ โดยเน้นถึงลักษณะเชิงสัญลักษณ์มากกว่าเน้นการแก้ปัญหาที่รากฐาน […]

เราเข้าใกล้ถึงจุดที่มิอาจหวนกลับ

เมื่อโครงการฉีดวัคซีน COVID-19 เริ่มต้นขึ้นในปี 2564 นี้ เริ่มต้นด้วยความหวังว่าจะนำไปสู่การสิ้นสุดของการแพร่ระบาด เราต้องการภาวะผู้นำที่กล้าหาญ การตัดสินใจที่ยากลำบาก และการจัดหาเงินทุนโดยเฉพาะ เพื่อนำเรามาถึง ณ จุดนี้ ในขณะเดียวกัน เราต้องใช้ความเข้มแข็งแบบเดียวกันเพื่อต่อกรกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ หรือมิฉะนั้น ก็ต้องเสียเวลาไปอีกหลายปีจนไปถึงจุดที่เลวร้ายในท้ายที่สุด ปี 2563 – มีแนวโน้มที่จะเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติการณ์ – เกิดพายุ ไฟป่า ภัยแล้งยาวนาน น้ำท่วม และธารน้ำแข็งละลาย การชะลอตัวทางเศรษฐกิจจากโรคระบาดทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงชั่วคราว แต่มีผลน้อยมากต่อแนวโน้มการเพิ่มขึ้นอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในระยะยาว การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีตยังคงอยู่ในชั้นบรรยากาศและเรากำลังปล่อยเพิ่มเข้าไป แม้ว่าประเทศต่างๆ จะดำเนินการตามคำมั่นสัญญาโดยสมัครใจที่มีอยู่ล่าสุด หรือที่เรียกว่า เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (nationally determined contributions-NDCs) – ภายใต้ความตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราก็ยังคงมุ่งหน้าไปสู่การคาดการณ์ที่ว่า อุณหภูมิเฉลี่ยทผิวโลกจะเพิ่มเป็น 3.2 องศาเซลเซียส (4.4 F) เทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมภายในสิ้นศตวรรษที่ 21 วิกฤตโลกร้อนนี้จะนำมาซึ่งความเจ็บปวด ความทุกข์ยาก และการพลิกผันซึ่งซ้อนทับทุกสิ่งทุกอย่างที่ Covid -19 ตกอยู่กับเรา เราใกล้ถึงจุดที่มิอาจหวนกลับ ผู้นำทั้งหลายสามารถดึงให้โลกห่างออกมาจากจุดนั้นได้ โดยการลงทุนเพื่อทางออกที่ยั่งยืนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามฟื้นฟูผลกระทบจากโรคระบาด […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings