การเปลี่ยนแปลงความเหมาะสมของสภาพอากาศสำหรับโรคติดเชื้อ เส้นทึบแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงต่อปี เส้นประแสดงถึงแนวโน้มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 (สำหรับไข้เลือดออกและมาลาเรีย) และ พ.ศ. 2525 (สำหรับแบคทีเรีย Vibrio) ที่มา : https://www.thelancet.com/journals/lancet/article/PIIS0140-6736(20)32290-X/fulltext

จนถึงวันที่ 6 มกราคม 2564 รายงานของ WHO ระบุ การระบาดของ COVID-19 แพร่กระจายไปยัง 217 ประเทศและเขตการปกครองทั่วโลก โดยมีผู้ป่วยยืนยันแล้วมากกว่า 85,091,012 รายและมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,861,005 ราย ขนาดและขอบเขตของความทุกข์ยากและการสูญเสียทางสังคมและเศรษฐกิจจะยังคงขยายเพิ่มขึ้นอีกต่อไป โดยผลกระทบของการระบาดที่น่าจะเกิดต่อเนื่องในอีกหลายปีข้างหน้า [1]

มีการวิเคราะห์และอธิบายให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อที่มีอยู่เดิมและโรคติดเชื้อใหม่ ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมที่เลวร้ายลง การทำลายผืนป่าและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน  และสุขภาพสัตว์มานานแล้ว  ทั้งวิกฤตสภาพภูมิอากาศและ COVID-19 ทำให้ความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ในและระหว่างประเทศทวีความรุนแรงขึ้น [2] [3] [4]

ผลโดยตรงจากการระบาดของโรค คาดว่าจะมีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 8% ในปี 2563 ซึ่งจะเป็นการลดลงอย่างรวดเร็วที่สุดในรอบ 1 ปีเป็นประวัติการณ์ [5] ที่สำคัญ การลดลงนี้ไม่ได้สะท้อนถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาวที่จำเป็นในการตอบสนองต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่เป็นเพียงการหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ในทำนองเดียวกัน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 1.4% จากผลของวิกฤตการเงินโลกในปี 2551 ตามมาด้วยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น 5.9% ในปี 2553 ในทำนองเดียวกัน การลดลงของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันจะไม่ยั่งยืน  โดยที่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใดๆ จะไม่เพียงพออันเป็นผลมาจากการละเลยถึงนโยบายที่มีความมุ่งมั่นในการบรรเทาวิกฤตสภาพภูมิอากาศ  แต่เราไม่จำเป็นต้องไปในเส้นทางนี้ [5] ในอีก 5 ปีข้างหน้า การลงทุนทางการเงิน สังคม และการเมืองจำนวนมากจะต้องเดินหน้าต่อไปเพื่อปกป้องผู้คนและระบบสุขภาพจากผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดของ COVID-19 เพื่อเริ่มต้นใหม่และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศและชุมชนในแนวทางที่เตรียมรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจและสาธารณสุขในอนาคต  การใช้ประโยชน์ร่วมด้านสุขภาพของมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวกับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ จะรับรองถึงความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของความพยายามเหล่านี้ ในขณะเดียวกัน ก็จัดให้มีกรอบการทำงานที่ส่งเสริมการลงทุนในชุมชนท้องถิ่นและระบบสุขภาพ และเสริมสร้างความเข้มแข็งเพื่อต่อกรกับความท้าทายด้านสุขภาพที่มีอยู่ [6]

อัตราการเสียชีวิตจากคลื่นความร้อนต่อปีของประชากรที่มีอายุมากกว่า 65 ปีโดยเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2557-2561 ที่มา : https://www.thelancet.com/journals/lancet/article/PIIS0140-6736(20)32290-X/fulltext

มีตัวอย่างมากมายที่พร้อมใช้งานในการจัดเรียงแนวทางดังกล่าวนี้ขึ้นใหม่ เช่น ความคล้ายคลึงกันระหว่างการเตรียมความพร้อมต่อการระบาดของโรคในอนาคต และการปรับตัวด้านสุขภาพจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ [7] ในการปรับตัวด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอนอย่างลึกซึ้งจำเป็นต้องประยุกต์หลักการความยืดหยุ่น ความแข็งแกร่ง การลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และความเท่าเทียมในการชี้นำการตัดสินใจ [8] ในระดับที่กว้างขึ้น การลดความยากจนและการเสริมสร้างระบบสุขภาพจะช่วยกระตุ้นและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการขยายคามสามารถในการฟื้นคืนของชุมชนจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ [9]

ในส่วนของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในช่วงเวลาที่ประเทศต่างๆ ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งสุดท้ายมากขึ้นเรื่อย ๆ และราคาน้ำมันก็แตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ภาคอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลคาดว่าจะได้รับผลกระทบมากกว่าภาคอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน [5] หากดำเนินการด้วยความรอบคอบและมีการปกป้องคุ้มครองที่เพียงพอสำหรับคนงาน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะต้องจัดลำดับความสำคัญในการลงทุนระบบพลังงานที่ดีต่อสุขภาพและสะอาดกว่า การรับมือกับ COVID-19 กระตุ้นให้เกิดการคิดใหม่ในเรื่องขนาดและจังหวะก้าวของความมุ่งมั่น ระบบสุขภาพได้ปรับโครงสร้างการบริการในชั่วข้ามคืนเพื่อดำเนินการดูแลเบื้องต้นและการนัดหมายผู้เชี่ยวชาญทางออนไลน์หลายล้านครั้ง และการเปลี่ยนไปใช้งานออนไลน์และการประชุมออนไลน์อย่างทันทีทันใด ทำให้การลงทุนปรับไปสู่โครงสร้างพื้นฐานของระบบการสื่อสารแทนที่การบินและการขนส่งทางถนน [10] [11] การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้ควรได้รับการตรวจสอบ ปรับปรุงและคงไว้ในปีต่อๆ ไป

จำนวนบทความเฉลี่ยรายเดือนที่รายงานประเด็นวิกฤตสภาพภูมิอากาศและสุขภาพ และวิกฤตสภาพภูมิอากาศในหนังสือพิมพ์ 61 ฉบับจาก 36 ประเทศ ระหว่างปี 2550–2562 เส้นหยักคือจำนวนบทความเฉลี่ยรายเดือนเรื่องวิกฤตสภาพภูมิอากาศและสุขภาพ และวิกฤตสภาพภูมิอากาศในหนังสือพิมพ์ 61 ฉบับเท่านั้น เส้นตรงเป็นแนวโน้มเชิงเส้นของจำนวนบทความว่าด้วยวิกฤตสภาพภูมิอากาศโดยเฉลี่ยต่อเดือนระหว่างปี 2550-2562 ที่มา : https://www.thelancet.com/journals/lancet/article/PIIS0140-6736(20)32290-X/fulltext

เป็นที่ชัดเจนว่า การศึกษาและข้อถกเถียงที่เพิ่มมากขึ้นนั้นไม่เพียงพอที่จะรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ งานที่จะต้องทำคือใช้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อผนวกนโยบายสาธารณสุขและนโยบายสภาพภูมิอากาศเข้าด้วยกันในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม การประชุมภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 26 (COP26) ซึ่งจะมีขึ้นที่เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักรในปลายปี 2564 นี้ คือโอกาสปัจจุบันที่มีอยู่เพื่อรับรองถึงประสิทธิภาพระยะยาวของการรับมือกับ COVID-19 โดยเชื่อมโยงมาตรการฟื้นฟูกับแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ(NDCs) ภายใต้ความตกลงปารีส ทางออกจากวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตสาธารณสุขจะต้องไม่บั่นทอนซึ่งกันและกันให้รุนแรงขึ้นไปอีก และในระยะยาว การรับมือกับ Covid -19 และวิกฤตสภาพภูมิอากาศจะประสบความสำเร็จมากที่สุดหากเดินหน้าไปด้วยกันอย่างใกล้ชิด

สรุปความจาก https://www.thelancet.com/journals/lancet/article/PIIS0140-6736(20)32290-X/fulltext

อ้างอิง

  • [1] Strauss D. BoE is financing UK’s coronavirus measures, Bailey acknowledges. May 14, 2020. https://www.ft.com/content/ad63e45c- ad55-41a2-ae2e-8d550ff0ac92 (accessed May 23, 2020).
  • [2] Hopman J, Allegranzi B, Mehtar S. Managing COVID-19 in low- and middle-income countries. JAMA 2020; 323: 1549–50.
  • [3] Ji Y, Ma Z, Peppelenbosch MP, Pan Q. Potential association between COVID-19 mortality and health-care resource availability. Lancet Glob Health 2020; 8: e480.
  • [4] Raju E, Ayeb-Karlsson S. COVID-19: how do you self-isolate in a refugee camp? Int J Public Health 2020; 65: 515–17.
  • [5] International Energy Agency. Global energy review 2020. 2020. https://www.iea.org/reports/global-energy-review-2020 (accessed May 9, 2020).
  • [6] Hallegatte S, Hammer S. Thinking ahead: for a sustainable recovery from COVID-19. March 30, 2020. https://www.preventionweb.net/ news/view/71103 (accessed May 23, 2020).
  • [7] WHO. Operational framework for building climate resilient health systems. Geneva, Switzerland: World Health Organization, 2015.
  • [8] Ranger N, Reeder T, Lowe J. Addressing ‘deep’ uncertainty over long- term climate in major infrastructure projects: four innovations of the Thames Estuary 2100 Project. EURO J Decis Process 2013; 1: 233–62.
  • [9] Intergovernmental Panel on Climate Change. IPCC 2014: climate change 2014: impacts, adaptation, and vulnerability. Part A: global and sectorial aspects. Contribution of working group II to the fifth assessment report of the Intergovernmental Panel on Climate Change. In: Field CB, Barros VR, Dokken DJ, et al, eds. Cambridge, UK and New York, NY: Cambridge University Press, 2014.
  • [10] Gummer JS, King JE. Letter: building a resilient recovery from the COVID-19 crisis to Prime Minister Boris Johnson. May 6, 2020 https://www.theccc.org.uk/publication/letter-building-a-resilient- recovery-from-the-covid-19-crisis-to-prime-minister-boris-johnson/ (accessed May 23, 2020).
  • [11] National Health Service. GP online consultations. 2020. https://www.nhs.uk/using-the-nhs/nhs-services/gps/gp-online-and- video-consultations/ (accessed May 23, 2020).

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading