การเมืองเรื่องโลกร้อน (7) : กระแสหลัก

ถึงแม้ว่ากลุ่มคนผู้มีความสงสัยและกลุ่มเจราจาหว่านล้อมจะทำงานกันอย่างหนักเพียงใด ความสนใจของสื่อมวลชนในเรื่องภาวะโลกร้อนก็หวนกลับมาอีกครั้งในช่วงปลายทศวรรษ 1990 โดยพุ่งไปที่เรื่องการเจรจาภายใต้พิธีสารเกียวโตและปรากฏการณ์เอลนิโน (El Nino) ครั้งประวัติศาสตร์ในปี 1997-1998

รายงานข่าวเกี่ยวกับโลกร้อนมีเพิ่มมากขึ้นจนถึงช่วงสหัสวรรษใหม่ การศึกษาของนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนซึ่งทำการศึกษารายงานข่าวในหนังสือพิมพ์ฉบับหลัก 3 ฉบับในสหราชอาณาจักร ได้แก่ เดอะ ไทมส์ (The Times) เดอะ การ์เดียน (The Guardian) และดิ อินดีเพนเดนท์ (The Independent) พบว่า จำนวนข่าวเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อปีเพิ่มจาก 50 เรื่องต่อฉบับในปี 1996 เป็นประมาณ 200-300 เรื่องต่อฉบับในปี 2001 บทความส่วนใหญ่กล่าวถึงความเร่งด่วนของปัญหามากขึ้น รวมถึงเหตุการณ์ภูมิอากาศรุนแรง เช่น อุทกภัยในอังกฤษปี 2000 คลื่นความร้อนในยุโรปปี 2003

จนถึงปี 2006 ภาวะโลกร้อน เป็นข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์บ่อยครั้ง สิ่งแวดล้อมเป็นบัญชีรายชื่ออันดับต้นในทางการเมือง นายเดวิด คาเมรอน (David Cameron) ผู้นำพรรคการเมืองฝ่ายค้านของสหราชอาณาจักรมีเป้าหมายชักจูงให้ประชาชนลงคะแนนให้พรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative Party) ด้วยคำขวัญ “Vote Blue, Go Green”  ถึงอย่างนั้นก็ยังด่วนเกินไปที่จะสรุปว่า พรรคการเมืองจะดำเนินนโยบายดังกล่าวอย่างแข็งขันหรือไม่ แต่อย่างน้อย ทัศนคติเช่นนั้นได้มีส่วนผลักดันให้ประเด็นสิ่งแวดล้อมกลายเป็นกระแสหลัก

ในสหรัฐอเมริกา การเปลี่ยนแปลงในลักษณะนี้เกิดขึ้นช้ามาก โดยเฉพาะในหน้าความเห็นและหน้าบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ฝ่ายขวาอย่าง เดอะ วอลสตรีท เจอนัล (The Wall Street Journal) คนอ่านหนังสือพิมพ์ไม่ค่อยรู้ถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างผู้เขียนที่เป็นกลุ่มคนผู้มีความสงสัยและบรรษัทอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ตัวอย่างเช่น เจมส์ ชลิงเจอร์ (James Schlesinger) บรรณาธิการเดอะ วอชิงตัน โพสต์ (The Washington Post) ช่วงปี 2003 เคยเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในหลายองค์กรของรัฐบาลสหรัฐฯ การที่เขาอ้างว่า “วิทยาศาสตร์นั้นยังไม่นิ่ง” เขาเน้นไปที่ความไม่แน่นอน โดยให้ความเห็นว่ายังด่วนเกินไปที่จะสรุปว่าภาวะโลกร้อนนั้นมาจากก๊าซเรือนกระจกซึ่งเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ แต่สิ่งที่บทความและข้อมูลผู้เขียนไม่ได้ระบุ คือ เจมส์ ชลิงเจอร์ นั้นมีตำแหน่งอยู่ในคณะกรรมการของบริษัท พีบอดี้ เอเนอร์ยี (Peabody Energy) บริษัทอุตสาหกรรมถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ถึงกระนั้นก็ตาม มีการเปลี่ยนแปลงในแวดวงสื่อมวลชนของสหรัฐฯ โดยสัญญานที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด คือ ข่าวหน้าหนึ่งของยูเอสเอ ทูเดย์ (USA TODAY) ประจำวันที่ 13 มิถุนายน 2005 พาดหัวว่า “การโต้เถียงจบลงแล้ว โลกกำลังร้อนขึ้น”

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังได้เริ่มเข้าไปสู่สื่อกระแสหลักนั่นคือ โทรทัศน์และภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ที่แพร่ภาพในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกาและแคนาดาได้เสนอภาพรวมของ ‘สัญญานและวิทยาศาสตร์ของภาวะโลกร้อน’ โทรทัศน์บีบีซีของอังกฤษได้ประกาศรายการชุด 16 รายการเกี่ยวกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แนวเรื่องเป็นการรณรงค์ครั้งใหญ่เพื่อยุติความปั่นป่วนของสภาพภูมิอากาศของกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนในอังกฤษ ตามมาด้วยภาพยนตร์สารคดีและหนังสือ An Inconvenient Truth ของอัล กอร์ (Al Gore) ผู้ซึ่งวางภารกิจของตนเพื่อทำงานเสริมสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว นิตยสารต่างๆ เช่น ไทม์ (Time) และไทม์ เอาท์ (Time Out) ไปจนถึงวานิตี้ แฟร์ (Vanity Fair) ก็ได้ออกฉบับพิเศษว่าด้วยเรื่องสิ่งแวดล้อม

ประเด็นภาวะโลกร้อนยังคงเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนไปอีกนานเท่าไรนับจากนี้ ยังคงเป็นคำถามใหญ่ หากเรื่องนี้ยังอยู่ในความสนใจต่อไปในอนาคต ก็จะเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของการสร้างเจตจำนงทางการเมืองและสร้างความตระหนักแก่ประชาชน เพื่อทำให้เกิดแนวทางแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนทั้งในเชิงการเมือง เทคโนโลยี และการลงมือทำของแต่ละคน

»»อ่านเพิ่มเติม
การเมืองเรื่องโลกร้อน (1) : จุดเริ่ม
การเมืองเรื่องโลกร้อน (2) : จุดเปลี่ยน
การเมืองเรื่องโลกร้อน (3) : โศกนาฏกรรมของส่วนรวม
การเมืองเรื่องโลกร้อน (4) : กลุ่มผู้มีความสงสัย
การเมืองเรื่องโลกร้อน (5) : ชั้นเชิงของผู้มีความสงสัย
การเมืองเรื่องโลกร้อน (6) : นักวิทยาศาสตร์กับผลประโยชน์ทางธุรกิจ

ประวัติศาสตร์ไม่ได้สอนสิ่งใด แต่จะลงโทษหากไม่เรียนรู้บทเรียนจากมัน

“ประวัติศาสตร์ไม่ได้สอนสิ่งใด แต่จะลงโทษหากไม่เรียนรู้บทเรียนจากมัน” วลาดีเมียร์ คลูอิเชฟสกี้ (Vladimir Kluichevsky) : นักประวัติศาสตร์ยุคกลางชาวรัสเซีย

ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจที่มีสัมมาทิฐิซึ่งยืดหยุ่นและสามารถฟื้นตัวได้เร็วคือเครื่องมือเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติที่ยอดเยี่ยมที่สุด และโครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นมิจฉาทิฐินั้นจะทิ้งให้ผู้คนทั้งหลายตกอยู่ในความยากจนและผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน

ในหนังสือ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ปลายยุควิคตอเรีย : เอลนิโน ทุพภิกขภัยและการเกิดขึ้นของประเทศโลกที่สาม (Late Victorain Holocusts : El Nino Famines and the Making of the Third World) ไมค์ เดวิส(Mike Davis) ซึ่งเป็นผู้เขียนได้หยิบยกประสบการณ์ของอินเดีย จีนและบราซิลในช่วงศตวรรษที่ 19 เพื่อเปรียบเทียบความอิหลักอิเหลื่อของการพัฒนาร่วมสมัย

เดวิสระบุว่า การบังคับรวบรวมเอาผลผลิตจากเกษตรรายย่อยให้เข้าไปสู่วงจรทางการเงินและสินค้าที่ควบคุมมาจากโพ้นทะเล ได้ทำลายความมั่นคงทางอาหารในขั้นรากฐาน ทิ้งให้คนนับล้านต้องตกอยู่ในความหิวโหยในช่วงปรากฎการณ์เอลนิโน

โดยทั่วไปชาวนาอินเดียมีสิ่งปกป้องจากทุพภิกขภัยที่เกิดจากความไร้เสถียรภาพของภูมิอากาศอยู่ 3 อย่างคือ การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน เครื่องประดับเงินของครอบครัวและสินเชื่อต่อผู้ให้กู้เงินและผู้จัดจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ของหมู่บ้าน จนถึงปลายศตวรรษที่ 19 ทั้งหมดนี้สูญหายไปจากการเปลี่ยนแปลงของดุลอำนาจทางเศรษฐกิจในชนบทและกฎเกณฑ์ทางการค้าของผู้ปกครองชาวอังกฤษ

ภายใต้การปกครองของอังกฤษ “ระหว่างปี 1875 และ 1900 ช่วงปีที่มีทุพภิกขภัยร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอินเดีย การส่งออกธัญพืชต่อปีเพิ่มจาก 3 ล้านตันเป็น 10 ล้านตัน คิดเป็นจำนวนเท่ากับโภชนาการต่อปีของคน 25 ล้านคน

ปัจจุบัน ความยากจน ความผิดพลาดของการวางแผนการพัฒนาและความไร้เสถียรภาพของภูมิอากาศที่เพิ่มมากขึ้นเป็นปัจจัยเพิ่มความเปราะบางของคนชายขอบไปจนถึงสิ่งที่เรียกว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่ถึงกระนั้นประวัติศาสตร์ยังแสดงให้เห็นว่า ผลกระทบของภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศสามารถบรรเทาลงได้ภายใต้ระบอบต่างๆ

ก่อนอังกฤษเข้ายึดครองเกือบทั้งหมดของอินเดีย ผู้ปกครองท้องถิ่นแห่งราชวงศ์โมกุลออกกุศโลบายต่างๆ เพื่อป้องกันทุพภิกขภัย พวกเขาใช้คำสั่งห้ามการส่งออกอาหาร ออกกฎห้ามขึ้นราคาสินค้า การผ่อนปรนภาษี การแจกจ่ายอาหารฟรีโดยไม่มีการบังคับใช้แรงงาน และการตรวจสอบอย่างแข็งขันของการค้าธัญพืชโดยอิงผลประโยชน์ของประชาชน

ถึงแม้ว่ายากที่จะฉายให้เห็นภาพ เดวิดคาดว่าก่อนถึงการยกเครื่องเศรษฐกิจโลกในยุคแสวงหาอาณานิคม “เป็นไปได้ว่าในกลางศตวรรษที่ 18 มาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่โดยเฉลี่ยในยุโรปต่ำกว่าส่วนอื่นๆ ของโลกเล็กน้อย”

ปัจจุบัน อันตรายก็คือว่า กฎเกณฑ์ของการเปิดเสรีทางการค้านั้นได้มาก่อนความมั่นคงทางอาหารและความจำเป็นในการสร้างเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้เมื่อเกิดภัยพิบัติ เมื่อชาวนานและแรงงานในไร่นาต้องเจอกับภัยพิบัติทางธรรมชาติมากขึ้น นับตั้งแต่ปี 1850 เรื่อยมา และเป็นช่วงที่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ปะทะประสานอย่างรุนแรงกับตลาดโลก ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นมหาศาล

ในช่วง 120 ปีภายใต้การปกครองของอังกฤษ มีทุพภิกขภัยร้ายแรงเกิดขึ้น 31 ครั้งในอินเดีย แต่ในช่วงกว่า 2,000 ปีที่ผ่านมา มีทุพภิกขภัย 17 ครั้งที่มีการบันทึกไว้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึง “พื้นฐานความเข้าใจถึงจุดกำเนิดของความไม่เท่าเทียมกันของโลกยุคใหม่…ประชากรในเขตร้อนชื้นสูญเสียรากฐานทางเศรษฐกิจให้กับชาวยุโรปหลังปี 1850 ได้อย่างไร และโยงออกไปไกลถึงการอธิบายว่า ทำไมทุพภิกขภัยจึงสามารถทำให้เกิดการล้มตายครั้งใหญ่ในช่วงปีที่เกิดเอลนิโน…”

แบบแผนที่คล้ายคลึงกันกำลังซ้ำรอยอีกครั้งทั่วทั้งโลกในปัจจุบัน ประวัติศาสตร์กำลังลงโทษเราที่ไม่เรียนรู้บทเรียน