บันทึกอุตุนิยมวิทยาต่างสำนัก กับแนวโน้มในทิศทางเดียวกันของภาวะโลกร้อน

ทุกๆ ปี นักวิทยาศาสตร์จากสำนักต่างๆ เช่น สถาบันกอดดาร์ดเพื่อการศึกษาอวกาศแห่งนาซา(NASA’s Goddard Institute for Space Studies : GISS) ศูนย์ข้อมูลสภาพอากาศแห่งชาติ(NOAA’s National Climatic Data Center : NCDC) กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งญี่ปุ่น (the Japanese Meteorological Agency) และศูนย์แฮดลีย์ของสำนักอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร (the Met Office Hadley Centre) ได้ทำการรวบรวมผลข้อมูลอุณหภูมิจากสถานีตรวจอากาศทั่วโลกและทำการสรุปที่เป็นอิสระว่าแต่ละปีนั้นร้อนขึ้นหรือเย็นลงกว่าปีก่อนหน้านี้ ในวันที่ 12 มกราคม 2554 กลุ่มของ NASA ประกาศว่าปี พ.ศ. 2553 เชื่อมโยงกับปี พ.ศ.2548 โดยเป็นปีที่ร้อนที่สุดในรอบ 131 ปี ที่มีการบันทึกโดยเครื่องมือวัด ส่วน NOAA ก็ประกาศในทำนองเดียวกันคือปี พ.ศ.2553 นั้นเป็นลักษณะเดียวกับปี พ.ศ. 2548 ในขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งญี่ปุ่นได้ระบุในการวิเคราะห์เบื้องต้นว่าปี พ.ศ. 2553 […]

โลกร้อน – การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ : คำไหน อย่างไร?

เคยได้ยินนักการเมืองไทยหลายคนพยายามอธิบายความแตกต่างของคำว่า “โลกร้อน” และ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เมื่อถูกชาวบ้านถาม คำอธิบายของท่านนักการเมืองทั้งหลายล้วนน่าผิดหวังเป็นอย่างมากถึงมากที่สุด เพราะเล่นประดิษฐ์กันขึ้นมาตามความเข้าใจของตนเอง เรามาดูกันว่าจริง ๆ แล้วคำสองคำนี้มันหมายความถึงอะไรกันแน่ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 นักวิจัยใช้คำว่า ‘การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ (climatic change หรือ climate change) เมื่อเขียนถึงเหตุการณ์ต่างๆ เช่น ยุคน้ำแข็ง เป็นต้น เป็นคำที่มีลักษณะปลายเปิดและยังมีการใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยจะอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงในอดีต ปัจจุบันและอนาคตจากธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์ ทั้งในระดับโลก ภูมิภาคและท้องถิ่น เมื่อนักวิทยาศาสตร์เริ่มรับรู้ถึงผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจกซึ่งเกิดขึ้นจากมนุษย์ พวกเขาจึงจำเป็นต้องหาคำอธิบายให้มัน ในปี 1975  นักวิทยาศาสตร์ที่หอสังเกตการณ์ในนิวยอร์คตีพิมพ์ผลงานในวารสาร ‘ไซเอนส์’ (Science)’ เรื่อง ‘การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ : เราอยู่ในช่วงของภาวะโลกร้อนหรือไม่’ จนกระทั่งต้นทศวรรษ 1980 คำว่า ‘ภาวะโลกร้อน (global warming)’ ที่ไม่มี a นำหน้า ก็มีการใช้มากขึ้นในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ ขณะเดียวกัน คำว่า global change ก็อุบัติขึ้นมาโดยเป็นคำที่ใช้บรรยายถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับใหญ่ที่มนุษย์กระทำต่อโลก จนในช่วงปี […]

อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก

ช่วงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ (องศาเซลเซียส)   โลกกำลังร้อนขึ้น ไม่ว่าจะมาจากกิจกรรมของมนุษย์หรือความแปรปรวนของธรรมชาติ และหลักฐานบอกเราว่า มนุษย์เป็นตัวการสำคัญ เทอร์โมมิเตอร์ทั่วโลกตรวจวัดบักทึกอุณหภูมินับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้เริ่มต้นขึ้น การวิเคราะห์โดยนักวิทยาศาสตร์ที่ NASA’s Goddard Institute for Space Studies (GISS) และภาพสไลด์ที่แสดงข้างต้น อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นโดยประมาณ 0.8 องศาเซลเซียส (1.4 องศาฟาเรนไฮท์) นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1880  ความร้อนที่เพิ่มขึ้นสองในสามเกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975 ที่อัตราประมาณ 0.15-0.20 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ คำถามคือ ทำไมเราต้องสนใจอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเพียงแต่หนึ่งองศา จะว่าไปแล้ว การผกผันของอุณหภูมิเกิดขึ้นหลายองศาในทุก ๆ วัน ในที่ที่เราอาศัยอยู่ บันทึกอุณหภูมิโลกนี้เป็นค่าเฉลี่ยทั่วทั้งผิวโลก อุณหภูมิที่เราประสบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันและในระยะเวลาสั้น ๆ นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้มากเนื่องจากเหตุการณ์ที่เป็นวัฐจักรที่เราสามารถทำนายได้ เช่น กลางวัน กลางคืน ฤดูร้อน ฤดูหนาว เป็นต้น และแบบแผนการตกของน้ำจากฟากฟ้า(precipitation) และการเคลื่อนที่ของลมที่ยากแก่การคาดการณ์ ส่วนอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกนั้นขึ้นอยู่กับว่ามีพลังงานเท่าไรที่โลกรับจากดวงอาทิตย์และมีจำนวนเท่าใดที่สะท้อนกลับจากผิวโลกออกสู่อวกาศ ปริมาณพลังงานดังกล่าวนี้มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย รังสีความร้อนที่แผ่ออกจากผิวโลกนั้นส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางเคมีของชั้นบรรยากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณของก๊าซเรือนกระจกที่เป็นตัวกักเก็บความร้อน การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก […]