Taragraphies — Header Component

Japan’s Playbook Against China’s Rare Earth Coercion

เมื่อปี 2010 ตอนที่ญี่ปุ่นกับจีนปะทะกันเรื่องหมู่เกาะพิพาทชุดหนึ่ง จีนได้หยิบ “อาวุธ” แบบใหม่ขึ้นมาใช้ นั่นคือการออก “คำสั่งห้ามส่งออก” แร่หายากแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งเป็นแร่ที่ถูกใช้ตั้งแต่รถยนต์ไปจนถึงขีปนาวุธ นับแต่นั้นมา การบีบคั้นทางเศรษฐกิจลักษณะนี้ก็กลายเป็นเรื่องพบได้บ่อย จีนใช้มาตรการควบคุมแร่หายากชุดใหม่ที่เข้มงวดเพื่อกดดันให้อเมริกาถอยในสงครามการค้าของปีนี้ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่นก็กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง คราวนี้เป็นญี่ปุ่นที่ความสัมพันธ์กับจีน “อยู่บนก้อนหิน” เมื่อเดือนที่แล้ว ทาคาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่าการบุกไต้หวันอาจข้าม “เส้นเกณฑ์” ที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องตอบโต้ทางทหาร คำพูดนี้จุดชนวนความไม่พอใจของจีน จีนตัดเที่ยวบินตรงบางส่วนไปญี่ปุ่น เตือนประชาชนของตนไม่ให้เดินทางไปญี่ปุ่น และส่งเรือตรวจการณ์ชายฝั่งไปยังหมู่เกาะชุดเดิมที่ทั้งสองฝ่ายเคยปะทะกันเมื่อ 15 ปีก่อน ซึ่งญี่ปุ่นเรียกเซ็งกากุ ส่วนจีนเรียกเตี้ยวอวี่ เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นกำลังเตรียมรับมือ “สงครามเศรษฐกิจ” ที่อาจตามมา คราวนี้ญี่ปุ่นพร้อมกว่าที่เคย บทเรียนที่ญี่ปุ่นได้จากครั้งก่อนอาจเป็นประโยชน์ต่อประเทศอื่น ๆ ที่กำลังรับมือกับการข่มขู่ด้วยแร่หายากของจีน แต่ก็สะท้อนด้วยว่าเรื่องนี้ยากแค่ไหน ตอนเกิดวิกฤตเซ็งกากุ ญี่ปุ่นพึ่งพาจีนสำหรับแร่หายากราว 90% พอจีนตัดการส่งออก สายการผลิตของญี่ปุ่นแทบหยุดชะงัก ญี่ปุ่นรีบปล่อยกัปตันเรือประมงจีนที่เคยชนเรือตรวจการณ์ญี่ปุ่นใกล้หมู่เกาะเสียก่อน จากนั้นแร่จึงกลับมาไหลอีกครั้ง บทเรียนแรกจึงเจ็บปวด และเป็นสิ่งที่อเมริกาได้เรียนรู้แล้ว: ระยะสั้นจีนเป็นฝ่าย “กุมไพ่” ทันทีหลังเผชิญหน้ากับจีน รัฐบาลญี่ปุ่นผ่านงบประมาณเพิ่มเติม 100,000 ล้านเยน […]

มหันตภัยนิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมะ : ในที่สุดหมาป่าก็จะมากินแกะ

เด็กเลี้ยงแกะและมหันตภัยนิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมา – กรณีหายนะภัยจากแผ่นดินไหว-สึนามิ-นิวเคลียร์ครั้งแรกของโลก ในห้วงแห่งวิกฤตที่ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับหายนะภัยทางธรรมชาติและนำไปสู่ความล้มเหลวในการกอบกู้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมามาจนถึงปัจจุบันนี้ ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งแปลมาจากภาษาญี่ปุ่นที่ใช้ชื่อเรื่องว่า Fukushima Genpatsu Merutodaun (Fukushima Nuclear Power Plant Meltdown) เขียนโดย ทากาชิ ฮิโรเซ (Takashi Hirose) ซึ่งเขียนหนังสือวิจารณ์อุตสาหกรรมนิวเคลียร์sหลายเล่ม เช่น Tokyo ni, Genpatsu wo!(Nuclear Plants in Tokyo, 1981), Genshiro Jigen Bakudan(Nulcear Reactor Timebomb, 2010) ส่วนหนังสือ Fukushima Genpatsu Merutodaun (Fukushima Nuclear Power Plant Meltdown) ตีพิมพ์เมื่อปี 2554 โดย Ashahi Shimbun Publications และแปลเป็นภาษาอังกฤษโดยทีมงานที่ประกอบด้วยคน 9 คน และจัดจำหน่ายออนไลน์(kindle book) หนังสือเขียนด้วยภาษาง่ายๆ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings