The Energiewende : การเปลี่ยนแปลงระบบพลังงานของเยอรมนีคือการขับเคลื่อนทางประชาธิปไตย

ธารา บัวคำศรี – แปลเรียบเรียงจาก Energy Transition – The Germany Energiewende

http://energytransition.de/2012/10/energy-by-the-people/

GET_2A15_renewables_in_the_hand_of_the_people_l

ประเทศส่วนใหญ่ ภาคพลังงานตกอยู่ในมือของกลุ่มบรรษัทขนาดใหญ่เนื่องจากไฟฟ้าผลิตขึ้นจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่รวมศูนย์ พลังงานหมุนเวียนเปิดโอกาสใหม่เพื่อเปลี่ยนผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ไปสู่ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กๆ จำนวนมาก และแนวทางการกระจายศูนย์นี้เปิดให้พลเมืองและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เยอรมนีมีระดับของการมีส่วนร่วมของพลเมืองในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานที่สูงมาก

การเปลี่ยนแปลงทางพลังงานของเยอรมนีเป็นการเคลื่อนไหวที่มีลักษณะเป็นประชาธิปไตย

บางประเทศเปลี่ยนระบบพลังงานหมุนเวียนโดยขอให้หน่วยงานด้านไฟฟ้าผลิตไฟฟ้าสีเขียวโดยใช้นโยบายที่เรียกว่า “ระบบโควตา” นโยบายเหล่านี้ตั้งเป้าหมายให้หน่วยงานด้านไฟฟ้าได้บรรลุเป้าหมายและมีบทลงโทษหากเป้าหมายดังกล่าวนั้นไม่บรรลุผล ในกรณีนี้มักเน้นไปที่ประเด็นเรื่องราคา โดยอยู่บนสมมุติฐานที่ว่าหน่วยงานด้านไฟฟ้าจะเลือกแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่แพงน้อยที่สุด ตัวอย่างเช่น สมาคมพลังงานลมแห่งสหราชอาณาจักรทำรายการโครงการพลังงานลมเป็นลักษณะการนำเสนอ โครงการที่ได้รับการอนุมัติ ไม่ได้รับอนุมัติ หรือสร้างแล้วเสร็จ เป็นแบบที่ไม่มีอยู่ในระบบ feed-in tariffs ของเยอรมนี ดังนั้น การไม่ได้รับอนุมัติโครงการจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ในกรณีของสหรัฐอเมริกาก็เช่นเดียวกัน

ในทางตรงกันข้าม ไม่มีองค์กรใดองค์กรหนึ่งในเยอรมนีมีหน้าที่ทบทวนข้อเสนอโครงการทุ่งกังลมว่าควรจะอนุมัติหรือไม่ แต่รัฐบาลท้องถิ่นตัดสินใจว่าจะให้สร้างกังหันในบริเวณใดและจะมีการออกแบบอย่างไร(ทั้งในแง่พื้นที่ จำนวนกังหันลม และอื่นๆ) หน่วยงานด้านไฟฟ้าไม่ต้องเจอกับการลงโทษด้วยเหตุผลที่ว่าบริษัทเหล่านี้น้อยมากเลือกที่จะลงทุน ในภาพรวม ความแตกต่างระหว่างระบบโควต้าและ feed-in tariffs นั้นชัดเจนมาก ในระบบโควต้า มีเพียงระบบที่แพงน้อยที่สุดเท่านั้นที่ผ่านเข้าไปได้หลังจากผ่านการทบทวนโครงการด้วยเวลาอันยาวนาน และโครงการเหล่านั้นยังคงอยู่ในมือของบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ ส่วนในระบบ feed-in tariffs ทุกๆ อย่างที่จำเป็นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และเจ้าของโครงการโรงไฟฟ้าเปลี่ยนถ่ายไปยังภาคพลเมือง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เยอรมนีกำลังทำให้ระบบพลังงานของตนเป็นประชาธิปไตย

การเน้นไปที่ราคานั้นเหมาะสมกับระบบโควต้า (ลักษณะเดียวกัน Renewable Energy Standard ในสหรัฐอเมริกา) เนื่องจากผลกำไรส่วนเกินจะตกอยู่ในมือของบริษัทขนาดใหญ่ไม่กี่บริษัท ผู้สนับสนุนระบบโควต้ากล่าวอย่างถูกต้องว่าผลในด้านราคาของระบบ feed-in tariffs นั้นโดยทั่วไปมีมากกว่าในระบบโควต้า แต่พวกเขามองข้ามไปสองประเด็นคือ หนึ่ง ประเทศที่ใช้ระบบ feed-in tariffs โดยทั่วไปมีการติดตั้งกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากกว่า และ สอง หากมีการออกแบบอย่างเหมาะสม ผลกำไรจากระบบ feed-in tariffs จะกลับไปสู่ผู้ลงทุนรายย่อย มิใช่บริษัทพลังงานข้ามชาติ เป็นการพลังทลายการผูกขาดภาคพลังงานของบริษัทขนาดใหญ่ หรืออีกนัยหนึ่ง หลายคนที่เจอกับราคาไฟฟ้าขายปลีกที่กว่าเล็กน้อยนั้นจะได้รับผลกำไรจากส่วนที่เพิ่มขึ้นเหล่านั้น

ผู้สนับสนุนระบบโควต้าแย้งว่า พวกเขาไม่ลำเอียงในทางเทคโนโลยี หมายถึงว่า พวกเขาไม่ชอบเลือกเทคโนโลยีอันหนึ่งว่าเหนือว่าอีกอันหนึ่ง พวกเขาเห็นว่า ระบบ feed-in tariffs นั้นเลือกผู้ชนะ แต่ความเห็นดังกล่าวเป็นเรื่องไม่ปกติตามผลลัพท์ทางการตลาดที่แตกต่างกัน ระบบโควต้าสนับสนุนโครงการพลังงานหมุนเวียนที่แพงน้อยที่สุดซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโครงการกังหันลมบนฝั่ง ไม่น่าแปลกใจที่ระบบแผงเซลสุริยะซึ่งยังคงมีราคาแพงอยู่โดยเปรียบเทียบมักจะประสบความล้มเหลวในการประมูลโครงการหากมิได้มีการจัดวางเอาไว้แล้ว (อย่างไรก็ตาม สถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงไปอันเนื่องจากราคาของแผงเซลแสงอาทิตย์มีราคาที่ซื้อหาได้) ในทางตรงกันข้าม ตลาดพลังงานหมุนเวียนในระบบ feed-in tariffs นั้นเป็นไปเพื่อแหล่งพลังงานหมนุเวียนทุกแหล่ง และหากเราต้องการให้มีการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน เราจะต้องการส่วนแบ่งที่เหมาะสมของแหล่งพลังงานหมุนเวียนแบบต่างๆ มิใช่เพียงการเน้นไปที่แหล่งพลังงานหมุนเวียนที่ถูกที่สุดเท่านั้น

สิ่งที่เป็นเรื่องน่าขำ นโยบายโควต้าที่เน้นความเป็นกลางของเทคโนโลยีมักนำไปสู่การเน้นไปที่แหล่งพลังงานหมุนเวียนเพียงแหล่งเดียว (กังหันลมบนฝั่ง) ในขณะที่นโยบายที่ถูกกล่าวหาว่าเลือกผู้ชนะนั้นนำไปสู่ส่วนผสมของเทคโนโลยีพลังงานที่มีลักษณะเข้มแข็งกว่า นอกจากนี้ ในขณะที่การประมูลโครงการถูกพิจารณาว่า “มีลักษณะที่แข่งขัน” การแข่งขันเกิดขึ้นระหว่างแหล่งพลังงาน บริษัทยังต้องแข่งขันกับเจ้าของโครงการรายอื่นในการประมูล แต่การประมูลนั้นนำไปสู่การกระจุกตัวมากขึ้นของตลาด ระบบ Feed-in Tariffs นั้นก่อให้เกิดตลาดพลังงานที่เปิดกว้างมากกว่ามาก ด้วยมีผู้ลงทุนใหม่เข้ามาแข่งขันในเวทีระดับเดียวกันตามข้อกำหนดที่วางไว้

เมื่อเร็วๆ นี้เอง สมาคมพลังงานลมแห่งสหรัฐอเมริกามีพื้นที่ส่วนหนึ่งบนเว็บไซต์ของตนที่เรียกว่า “โครงการ(Projects)” ซึ่งมีรายชื่อโครงการกังหันลมตามทำเลที่ตั้ง ขนาด และเจ้าของโครงการ ในขณะที่ เยอรมนีมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากกังหันมากที่สุดกว่าใครในโลก ถึงกระนั้น DEWI องค์กรที่ทำหน้าที่รวบรวมสถิติของพลังงานลมในเยอรมนีกล่าวว่า พวกเขาไม่เคยทำตารางขึ้นมา “เราไม่สามารถบอกว่าใครเป็นเจ้าของกังหันลมอันใดอันหนึ่งในเยอรมนีเพราะว่าความเป็นเจ้าของนั้นแตกย่อยออกไปตามลำดับ และบางครั้งมีกลุ่มธุรกิจและกลุ่มประชาชนเป็นร้อยราย”

ทุ่งกังหันลม Dardesheim ขยายอย่างเป็นขั้นตอนในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา และกังหันลมใหม่ยังถูกสร้างเพิ่มขึ้น การไปเยี่ยมชมโครงการไฟฟ้าจากลมนี้เหมือนกับการไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ ที่ฐานของกังหันลมด้านขวา เด็กๆ สามารถนำสีมาระบายรูปต่างๆ ขนาดเท่าของจริงได้

ตัวอย่างจากเยอรมนีนี้เป็นเรื่องทั่วไป ไม่มีข้อยกเว้น ฟาร์มกังหันลมที่ Dardesheim มิใช่โครงการแรกในปี 1994 ต้งยกความดีความชอบให้กับเมืองเล็กๆ ชื่อ Friedrich-Wilhelm-Lübke-Koog ใกล้กับชายแดนประเทศเดนมาร์ก ส่วนที่เมือง Freiburg ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเยอรมนีที่มีขนาดประชากรราว 220,000 คน ประชาชนได้ลงขันราวหนึ่งในสามของค่าใช้จ่ายในการลงทุนในโครงการกังหันลม 4 ตัว ที่สร้างขึ้นบนเนินเขา ส่วนที่เหลือมาจากการกู้ยืมธนาคาร ผู้จัดการโครงการบอกว่า อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 4.5 ในขณะที่โครงการสามารถจ่ายผลกำไรจนถึงร้อยละ 6 กลับไปหาผู้ร่วมทุนในชุมชน การลงทุนของประชาชนนั้นถือว่าเป็นกรรมสิทธิหุ้นส่วนในโครงการ หรืออีกนัยหนึ่ง ธนาคารจะให้ดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำเนื่องจากหุ้นส่วนโครงการนั้นมีมาก ในอีกด้านหนึ่ง มีงานเอกสารจำนวนมากหากโครงการเกี่ยวข้องกับนักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก แทนที่จะเป็นเงินกู้ก้อนโตจากธนาคาร เช่นเดียวกับโครงการพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ในเยอรมนี โครงการไฟฟ้าจากกังหันลมที่ Freiburg project เน้นไปที่การยอมรับของชุมชน ให้คนในชุมชนคุยกันเอง โดยไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มาจากที่อื่นที่มาทำให้สมาชิกในชุมชนรู้สึกว่าจะเข้ามาแสวงประโยชน์

โครงการล่าสุดที่พยายามทำให้ชุมชนมิใช่เป็นเพียงผู้ส่งออกไฟฟ้าสุทธิ – กล่าวคือขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบสายส่งและซื้อไฟฟ้ากลับเมื่อไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนนั้นไม่เพียงพอ – หากยังสามารถพึ่งตนเองด้านพลังงานได้ทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น เกาะ Pellworm ได้รวมเอาแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวลและความร้อนใต้พิภพเข้าด้วยกันโดยเชื่อมต่อกับระบบสายส่งอัจฉริยะที่มีแหล่งกักเก็บพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอกของ 1,200 ครัวเรือน ลงร้อยละ 90

ยังมีโครงการไฟฟ้าจากชีวมวลที่ชุมชนเป็นเจ้าของ ในปี 2547 เกษตรกรในหมู่บ้าน Jühnde ได้ตั้งสหกรณ์ขึ้นเพื่อปลูกพืชพลังงาน มากกว่าร้อยยะ 90 ของคนในหมู่บ้านเห็นด้วยที่จะเปลี่ยนระบบทำความร้อนใหม่ที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบก๊าซชีวภาพ โรงไฟฟ้าชีวมวลใช้เชื้อเพลิงจากข้าวโพดที่เพาะปลูกในพื้นที่เป็นส่วนใหญ่ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชาวบ้านจ่ายค่าใช้จ่ายทำความร้อนให้กับกลุ่มเกษตรกรและธุรกิจแทนที่เงินจะไหลออกไปสู่บริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

เมื่อหมู่บ้าน Jühnde เปลี่ยนไปใช้ระบบพลังงานหมุนเวียนทำความร้อนในบ้านเรือน ก็มีคนสนใจทั่วประเทศ และเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนอื่นๆ ที่จะเดินรอยตาม มีการเพิ่มขึ้นของการใช้พืชพลังงานอย่างรวดเร็วซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเกรงว่าพืชเชิงเดี่ยวจะมีผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิทัศน์ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ปลูกข้าวโพดในสหรัฐอเมริกาตรงที่เรียกว่า corn belt และพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองขนาดใหญ่ในบราซิลหรือสวนปาล์มน้ำมันขนาดใหญ่ในมาเลเซีย ก็จะพบว่าพื้นที่ปลูกข้าวโพดของเยอรมนีนั้นมีขนาดเล็กไปถนัดใจ

โครงการพลังงานหมุนเวียนโครงการใหม่ยังคงได้รับการสนับสนุนโดยขึ้นอยู่กับชุมชน หากพลเมืองในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบนั้นไม่ต้องการถูกล้อมรอบด้วยทุ่งข้าวโพด ก็จะไม่มีการเดินหน้าโครงการ

โดยรวม ประมาณว่า สหกรณ์พลังงานหมุนเวียน โครงการพลังงานหมุนเวียนที่ชุมชนเป็นเจ้าของ มีเงินลงทุนมากกว่า 1.2 พันล้านยูโร จากประชาชนมากกว่า 130,000 คน ในปี 2556 อาจกล่าวได้ว่า คนรวยเท่านั้นจะลงทุนแบบนั้นได้ หรือข้ออ้างที่ว่า คุณต้องมีบ้านเป็นของตนเองจึงจะมีเซลแสงอาทิตย์บนหลังคาได้ แต่มากกว่าร้อยละ 90 ของสหกรณ์พลังงานในเยอรมนีได้มีการติดตั้งแผงโซลาร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และหุ้นหนึ่งหุ้นในสหกรณ์พลังงานเหล่านั้นมีค่าน้อยว่า 500 ยูโร ประมาณสองในสามส่วนของจำนวนสหกรณ์ทั้งหมด สหกรณ์บางแห่งหุ้นหนึ่งหุ้นมีค่าน้อยกว่า 100 ยูโร ประธานสมาคมอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์กล่าวว่า “สหกรณ์พลังงานได้สร้างประชาธิปไตยของแหล่งพลังงานขึ้นในเยอรมนีและเปิดให้ทุกๆ คนได้รับผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงระบบพลังงาน แม้ว่าพบวกเขาจะไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง”

นอกจากนี้ สหกรณ์พลังงานยังไปมากกว่าการผลิตไฟฟ้า โดยเข้าไปเกี่ยวข้องการเป็นเจ้าของสายส่ง ในทศวรรษ 1990 การเคลื่อนไหวเริ่มขึ้นโดย Schönau Power Rebels สมาชิกของชุมชนในเขตป่าดำที่กดดันให้หน่วยงานด้านไฟฟ้าอนุญาตให้พวกเขาซื้อระบบสายส่งในพื้นที่ ปัจจุบัน การขับเคลื่อนยังคงแผ่ยายไปทั่วประเทศ ในปี 2557 ฮัมบูรกร์ เมืองใหญ่อันดับสองของเยอรมนีโหวตให้มีการซื้อคืนระบบสายส่ง อย่างไรก็ตาม การรณรงค์ในกรุงเบอร์ลินประสบความล้มเหลว พลเมืองยังสามารถซื้อหุ้นในระบบสายส่งที่ขยายเชื่อมต่อกับโครงการกังหันลมนอกชายฝั่งอีกด้วย แม้จะยังมีขอบเขตที่จำกัด

การเปลี่ยนแปลงทางสังคม

การเปลี่ยนแปลงระบบพลังงาน หรือ The Energiewende ของเยอรมนีมิใช่เป็นเพียงความท้าทายทางเทคนิค มันเป็นความท้าทายของเราทุกคนในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้วย หากต้องการให้บรรลุเป้าหมาย เยอรมนีจะต้องรับเอายุทธศาสตร์ว่าด้วยความพอเพียง(sufficiency strategies) ที่เน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมซึ่งมิอาจเกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน แต่ใช้เวลาและอาศัยการปลูกจิตสำนึก เยอรมนีเป็นสังคมที่ผู้คนรักอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย เมื่ออุปกรณ์เหล่านี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เราต้องมั่นใจว่า ผู้คนจะไม่ตัดสินใจว่ารถที่มีประสิทธิภาพในการเดินทางมากขึ้น กินเชื้อเพลิงน้อยลง นั้นหมายถึง พวกเขาจะขับรถยนต์มากขึ้นกว่าเดิม การอภิปรายว่าด้วยนโยบายนี้เพิ่มเริ่มขึ้นในเยอรมนี แร่เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า แบบจำลองธรุกิจใหม่ (เช่น สหกรณ์พลังงาน) จะมิเพียงเปิดให้ผู้คนเกี่ยวข้องกับแนวทางใหม่ๆ แต่รวมถึงการยอมรับการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นและความตระหนักในการใช้พลังงาน

อย่างไรก็ตาม แบบแผนของความยืดหยุ่นจำเป็นจะต้องมีการทดลอง สมาคมบ้านจัดสรรกำลังทำงานในประเด็นแนวคิดบ้านจัดสรรที่ยืดหยุ่นโดยทำให้พื้นที่ในบ้านง่ายต่อการจัดแบ่งโดยง่าย เพื่อที่จะเป็นกลไกในการชะลอการเพิ่มขึ้นของขนาดพื้นที่อยู่อาศัยที่ขยายตัวขึ้นอย่างมหาศาลในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมา ในอาคารที่พักอาศัยขณะนี้ได้มีเครื่องซักผ้าที่มีประสิทธิภาพสูงใช้รวมกันในบริเวณด้านล่างของอาคาร โครงการนั่งรถยนต์ไปด้วยกัน(car sharing) ทำให้ผู้คนเดินทางอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามความจำเป็นของแต่ละคน แต่ไม่ควรจะบังคับให้ผู้คนยอมรับความคิดดังกล่าว แต่หากทำให้คนทั้งหลายคิดค้นทางทางออกด้วยตัวของพวกเขาเองในขณะที่มีความตระหนักต่อปัญหาที่เกี่ยวข้องกับราคาพลังงานที่ผันผวนและผลกระทบจากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีต่อสังคม

Is Thailand Walking on Sunshine?

Commentary by Tara Buakamsri

————————————

There is some wonderful news in Thailand. We are going to go solar.

Earlier this month on January 5th, the National Reform Council (NRC), with an overwhelming 206 votes in favour, passed the resolution on a solar rooftop expansion scheme. Over the next 5 years, solar rooftop module will be installed for 500,000 households with a total installed capacity of 5,000 megawatts (MW). In the next 20 years, the plan seeks to double the total amount of installed capacity from 5,000 to 10,000 MW. This could very well represent a massive step forward for renewable energy in our country.

If the Thai government stays on track and continues to actively promote investment in the renewable energy industry, including solar PV module production, Thailand can look forward to a future as a green leader, and ASEAN’s champion in the area of renewable energy.

There are still logistical hurdles to the newly approved solar roof system though. The residential Feed-in Tariff (FiT) still needs to receive Cabinet approval this month. Even after this obstacle is overcome, the implementing agencies – the Metropolitan Electricity Authority (MEA), the Electricity Generating Authority of Thailand (EGAT), the Provincial Electricity Authority (PEA), the Energy Ministry, and the Energy Regulatory Commission (ERC) – will need to work hard to make this plan a reality, and not a lifeless paper tiger. Some of them, like EGAT, have a history of supporting fossil fuels, and it is unclear if they will truly embrace renewables.

Moreover, the devil is in the details: information about applicable rates and system sizes in this new scheme has not yet been made public. Regulations and criteria for the scheme must be made public. There is also still no official confirmation that applicants will be able to register through a one-stop service.

It will also be crucial to see, in practice, who benefits from this new scheme, and to make sure that those people least able to pay are prioritized. Household users should likewise remain first priority, rather than big businesses like importers of the solar materials and operators. So far, all this remain to be seen. The scheme should further give rates that are attractive and fair to homeowners so that they can sell the leftover electricity to the authorities at a good price.

What the government has proposed is in essence a net metering scheme – but such schemes vary enormously from country to country. Some are far more generous with homeowners (which encourage solar ownership and development) whereas others are stingier with homeowners and actually benefit utilities. The former is what Thailand needs right now.

Lastly, for this scheme to create a solar movement in Thailand and serve as a tipping point, the geographic distribution of the solar panels will be important. Will they be spread nationwide and their impact diluted? Will they be concentrated in groups of highly visible communities to serve as a kind of living, concrete showcase for solar energy?

Energy Reform Committee Chairman Dr. Thongchat Hongladaromp and Chairman of the National Reform Council (NRC) subcommittee on renewable energy Alongkorn Ponlaboot, both spoke optimistically about this project, talking about its expansion in schools, factories and government offices after 10 years. But the real question must be, how can this scheme boost a true renewable energy revolution in Thailand?

This is a litmus test to see exactly how green our future will be. The next step for Thailand’s NRC is to ensure that a Renewable Energy Law is passed by the parliament this year. This is vital to ensure a proper, just, fair and sustainable supporting mechanism for clean, renewable energy development.

Analysts are also eagerly awaiting news to see if Thailand will be the first ASEAN nation to launch a green bank (as Germany did with the KfW Development Bank or Connecticut with the Clean Energy Finance and Investment Authority). A green bank would use limited public funds to attract private funds that together would promote low-cost, long-term financing support to renewable energy projects. In the end, every public baht supports many more bahts of private investment, for example, by guaranteeing certain rates of return to private investors.

So, while we welcome this progress towards renewable energy, we hope we will maintain these steps forward so Thailand can really lead the green development in Southeast Asia.

————————————

Tara Buakamsri is Thailand Country Director for Greenpeace Southeast Asia and can be contacted at tara.buakamsri@greenpeace.org

เรื่องเด่นว่าด้วยพลังงาน ปี 2557

แปลเรียบเรียงจาก http://www.fastcoexist.com/3039950/the-top-9-electrifying-energy-stories-of-2014

อีกไม่นาน ไฟฟ้าจากแผงโซลาเซลล์บนหลังคาในสหรัฐอเมริกาจะถูกกว่าค่าไฟฟ้าจากสายส่ง แผงโซล่าเซลล์จะกลายเป็นเรื่องพื้นๆ และนั่นเป็นข่าวดี

Co.Exist นำเอาเรื่องเด่นในปี 2557 นี้ มานำเสนอ เป็นเรื่องของนักเทคโนโลยีและผู้ประกอบการที่มองข้ามชอตไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนรุ่นใหม่

เริ่มจากแผงโซลาเซลล์แบบใสแจ๋ว (transparent solar cells) ที่ในวันหนึ่ง เราใช้ประจุแบตเตอรี่ให้กับโทรศัพท์มือถือเพียงแค่วางมันไว้ในแสงแดด หรือใช้เป็นหน้าต่างผลิตไฟฟ้าให้เรา ส่วนบริษัท Solar Wind Energy กำลังสร้าง หอคอยยักษ์ ในทะเลทรายแอริโซนาที่ผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าไฟฟ้าจากเขื่อนฮูเวอร์  ส่วน โครงการถนนโซล่าร์ นั้นปูถนนด้วยกระจกที่แข็งแรงสุดๆ ป้อนไฟฟ้าให้คนทั้งประเทศ

กลุ่ม energy spectrum กำลังทำงานอย่างประสบผลเพื่อทำให้โลกของเราลด ละ เลิกพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วสหรัฐอเมริกาทำงานรณรงค์เพื่อให้มหาวิทยาลัยถอนตัวจากการสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล ในปี 2557 นี้ การรณรงค์ประสบผลที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

หรือ อ่านประวัติของสตรีท่านนี้ ผู้ช่วยเมืองต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาในการยุติการพัฒนาการสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียมด้วยวิธี fracking

3039950-inline-energy-1

มันคือแผงโซลาร์เซลล์ใสแจ๋วที่จะเปลี่ยนให้หน้าต่างบ้านเป็นโรงผลิตไฟฟ้า

“เราต้องการทำให้การเก็บเกี่ยวพลังงานจากแสงแดดเป็นเรื่องที่ปกติธรรมดา ให้คนไม่รู้ว่ามันอยู่ที่นั่น”

3030110-inline-i2-solar-wind-tower

หอคอยยักษ์นี้สามารถทำให้ทะเลทรายผลิตไฟฟ้าได้มากเท่ากับที่เขื่อนฮูเวอร์ผลิตได้

หอคอยที่เรียกว่า The Solar Wind Downdraft Tower นี้จะผลิตพลังงานได้มหาศาล เท่าที่เคยสร้างหอคอยกันมา

3039950-inline-energy-2

ถนนโซล่าร์นี้จะป้อนไฟฟ้าเลี้ยงคนทั้งประเทศ

ผู้สร้างโครงการ the Solar Roadways ต้องการเอากระจกที่มีไดโอดปล่อยแสง(LED-lit glass) แบบแข็งแกร่งสุดๆ มาเป็นผิวทางหลวงทุกแห่ง

3034487-inline-i-1-a-17-year-old-invented-this-smart-device-that-makes-clean-water-and-power-at-the-same-time

เยาวชนอายุ 17 ปี คนนี้ประดิษฐ์อุปกรณ์โคตรอัจฉริยะที่สร้างน้ำและพลังงานในเวลาเดียวกัน

เจ้าเครื่อง H2Pro เปลี่ยนนำ้สกปรกให้เป็นน้ำสะอาดและพลังงาน ตอนคุณอายุ 17 ปี คุณกำลังทำอะไรอยู่?

3029771-slide-s-tar-sands-08

พินิจความฉิบหายของภูมิทัศน์ทางธรรมชาติในมลรัฐอัลเบอร์ตาของแคนาดาจากการขุดทรายน้ำมัน(Alberta Tar Sands)

แหล่งทรายน้ำมันในอัลเบอร์ตาซ่อนเร้นจากสายตา หากมองจากทางอากาศ มันคืออุตสาหกรรมขูดรีดธรรมชาติ สกัดน้ำมันจากทราย ระบบนิเวศป่าไม้แถบนี้ต้องสังเวยให้กับการขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้

3039950-inline-energy-3

เป้เก็บตดวัวเพื่อไว้เป็นพลังงาน

วัวแต่ละตัวสามารถผลิตแก๊สเพื่อขับเคลื่อนรถยนต์หรือจ่ายไฟฟ้าให้กับตู้เย็น ลองคิดถึงความเป็นไปได้

3029411-inline-2014helenslottje06

อดีตนักกฎหมายของบริษัทเอกชนยืนหยัดต่อต้านบริษัทขุดเจาะปิโตรเลียมด้วยวิธี Fracking และเอาชนะ

ด้วยกลยุทธที่สร้างสรรค์ด้านกฎหมาย คุณ Helen Slottje แสดงให้เห็นว่าชุมชนชนบทในรัฐนิวยอร์กสามารถต้านทานอำนาจ ของการขยายตัวขอการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติที่อันตราย ที่กำลังคืบคลานเข้ามาในพื้นที่ของตนได้อย่างไร ขณะนี้ เธอได้รับเกียรติให้รับรางวัลโกลด์แมน (Goldman Prize) ความคิดและงานของเธอจุดประกายให้กับชุมชนต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา

3039950-inline-energy-4

อาคารที่ผลิตพลังงานจากตะไคร่น้ำ

อาคาร  BIQ ที่ผลิตพลังงานจากตะไคร่น้ำดำเนินการมากว่าปีแล้ว ไปได้สวยทีเดียว3030432-poster-p-shutterstock189691379

การรณรงค์ให้ยุติการลงทุนในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil Fuel Divestment Movement) ขยายตัวและประสบผลสำเร็จที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

จากประเด็นว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ประกาศไม่สนับสนุนและข้องแวะกับการลงทุน บริษัทเหมืองถ่านหิน mining  มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่นี้ในอันดับต่อไปหรือไม่?

3037831-inline-i-1-in-two-years-rooftop-solar-will-cost-the-same-as-grid-electricity

ในอีก 2 ปี ค่าไฟฟ้าจากแผงโซลาร์บนหลังคาบ้านจะเท่ากับค่าไฟฟ้าจากสายส่ง

อ่านเพิ่มเติมเรื่องราวเด่นอื่นๆ ได้จากลิงก์ต่อไปนี้ : Most-readphotosinfographicslistsvideosmapsbuildingsrobotstransportationbikesfoodcollaborative consumptioncitiesenergyenvironmenthealtheducationcrowdfundinginnovative workplaces, and privacy.