ประเทศไทยกำลังจะมีเลือกตั้ง แต่คำถามสำคัญว่าด้วยระบบพลังงานหมุนเวียนมีข้อเดียว ใครเข้าถึงสายส่ง(grid)ก่อน ประชาชนหรือระบบผูกขาดเดิม?

วันนี้ แม้ว่าใครๆ ก็ติดตั้ง “โซลาร์บนหลังคา” เพื่อ “ลดค่าไฟฟ้า” ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่สร้างขึ้นเพื่อสับขาหลอกผู้บริโภค ถ้าคุณมีเงิน คุณจะติดทั้งหลังคาก็ได้ ถ้าคุณมีไม่พอก็ไปผ่อนกับธนาคารที่ส่งเสริมได้ ค่าไฟฟ้าก็ลดลงนี่ I don’t care

แต่หากคุณแคร์ ก็จะเห็นว่า นโยบายพรรคการเมืองอาจพูดถึงการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน แต่เรื่องที่เป็นหัวใจสำคัญที่ปลด lock การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรมคือ “สิทธิเบื้องต้น” ในการเข้าถึงกริด (prior access to grid) ซึ่งจะขอเรียกอีกอย่างว่า right-to-connect นั้นยังเห็นไม่ชัด ทุกประเทศที่มีการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด ประชาชนทุกคนจะยากดีมีจนนั้นมี right-to-connect ยกเว้นประเทศนี้

ตัวอย่างง่ายๆ ของการไม่มี right-to-connect โควตาเต็มก็ปิดรับ ขั้นตอนอนุมัติไม่ชัด อัตรารับซื้อไฟส่วนเกินต่ำ และหลายกรณี “ขายไฟคืน” แทบทำไม่ได้

การเลือกตั้ง 2569 นี้ เราขอ “นโยบายชัดๆ” ที่วัดผลได้จากการหาเสียงของพรรคการเมือง นั่นคือ Net Billing + “สิทธิเบื้องต้น” ในการเข้าถึงกริด (prior access to grid)

Net Billing คืออะไร อธิบายง่ายๆ ใช้ไฟจาก solar roof เราก่อนเหลือค่อยขายเข้าระบบ แต่จะเกิดจริงได้ ต้องมี right-to-connect ไม่ใช่ต้องลุ้นคิว ลุ้นโควตา ฯลฯ

เราขอให้ทุกพรรค/ผู้สมัคร “ลงนาม” ใน 6 ข้อนี้

คำถามต่อผู้สมัครในพื้นที่/ดีเบต/คอมเมนต์โพสต์พรรคการเมืองก็ simple “พรรคของคุณมีนโยบายรับรอง ‘right-to-connect ’ ให้ solar rooftop พร้อม Net Billing ที่เป็นธรรมภายใน 100 วันแรกหรือไม่?”

ถ้า “ใช่” ขอให้เขียนเป็นนโยบาย มีเส้นตาย มีตัวชี้วัด

ถ้า “ไม่” ก็ขอให้ตอบตรง ๆ ว่าตกลงจะให้ใครได้สิทธิ์ในกริดก่อนกันแน่

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading