Taragraphies — Header Component

Is Thailand Walking on Sunshine?

Commentary by Tara Buakamsri ———————————— There is some wonderful news in Thailand. We are going to go solar. Earlier this month on January 5th, the National Reform Council (NRC), with an overwhelming 206 votes in favour, passed the resolution on a solar rooftop expansion scheme. Over the next 5 years, solar rooftop module will be […]

เรื่องเด่นว่าด้วยพลังงาน ปี 2557

แปลเรียบเรียงจาก http://www.fastcoexist.com/3039950/the-top-9-electrifying-energy-stories-of-2014 อีกไม่นาน ไฟฟ้าจากแผงโซลาเซลล์บนหลังคาในสหรัฐอเมริกาจะถูกกว่าค่าไฟฟ้าจากสายส่ง แผงโซล่าเซลล์จะกลายเป็นเรื่องพื้นๆ และนั่นเป็นข่าวดี Co.Exist นำเอาเรื่องเด่นในปี 2557 นี้ มานำเสนอ เป็นเรื่องของนักเทคโนโลยีและผู้ประกอบการที่มองข้ามชอตไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนรุ่นใหม่ เริ่มจากแผงโซลาเซลล์แบบใสแจ๋ว (transparent solar cells) ที่ในวันหนึ่ง เราใช้ประจุแบตเตอรี่ให้กับโทรศัพท์มือถือเพียงแค่วางมันไว้ในแสงแดด หรือใช้เป็นหน้าต่างผลิตไฟฟ้าให้เรา ส่วนบริษัท Solar Wind Energy กำลังสร้าง หอคอยยักษ์ ในทะเลทรายแอริโซนาที่ผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าไฟฟ้าจากเขื่อนฮูเวอร์  ส่วน โครงการถนนโซล่าร์ นั้นปูถนนด้วยกระจกที่แข็งแรงสุดๆ ป้อนไฟฟ้าให้คนทั้งประเทศ กลุ่ม energy spectrum กำลังทำงานอย่างประสบผลเพื่อทำให้โลกของเราลด ละ เลิกพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วสหรัฐอเมริกาทำงานรณรงค์เพื่อให้มหาวิทยาลัยถอนตัวจากการสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล ในปี 2557 นี้ การรณรงค์ประสบผลที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด หรือ อ่านประวัติของสตรีท่านนี้ ผู้ช่วยเมืองต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาในการยุติการพัฒนาการสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียมด้วยวิธี fracking มันคือแผงโซลาร์เซลล์ใสแจ๋วที่จะเปลี่ยนให้หน้าต่างบ้านเป็นโรงผลิตไฟฟ้า “เราต้องการทำให้การเก็บเกี่ยวพลังงานจากแสงแดดเป็นเรื่องที่ปกติธรรมดา ให้คนไม่รู้ว่ามันอยู่ที่นั่น” หอคอยยักษ์นี้สามารถทำให้ทะเลทรายผลิตไฟฟ้าได้มากเท่ากับที่เขื่อนฮูเวอร์ผลิตได้ หอคอยที่เรียกว่า The Solar Wind Downdraft Tower นี้จะผลิตพลังงานได้มหาศาล เท่าที่เคยสร้างหอคอยกันมา ถนนโซล่าร์นี้จะป้อนไฟฟ้าเลี้ยงคนทั้งประเทศ ผู้สร้างโครงการ the Solar Roadways ต้องการเอากระจกที่มีไดโอดปล่อยแสง(LED-lit glass) แบบแข็งแกร่งสุดๆ มาเป็นผิวทางหลวงทุกแห่ง เยาวชนอายุ […]

ไม่เอาถ่านหิน แล้วเอาอะไรมาแทน

ธารา บัวคำศรี นำเสนอในงานครบรอบ 20 ปี ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2557 ณ ห้องดวงกมล โรงแรมเดอะสุโกศล ถ.ศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร ท่านผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนทุกท่าน โจทย์ชี้อนาคตสิ่งแวดล้อมไทย “ไม่เอาถ่านหิน เอาอะไรมาแทน” นั้นมีความท้าทายอย่างยิ่งครับ การที่ถ่านหินมีบทบาทสำคัญนับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อร้อยกว่าปีก่อนและกลายมาเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของโลกราวร้อยละ 40 ความเข้าใจที่ว่าแหล่งสำรองถ่านหินในโลกยังมีให้เราใช้ไปอีกนับร้อยปี[1] จนไปถึงการโหมโฆษณาถ่านหินสะอาดเพื่อดักจับและกักเก็บคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศเพื่อเป็นแนวทางบรรเทาผลกระทบภาวะโลกร้อน ในประเทศไทย สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินอยู่ประมาณร้อยละ 20 ในขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติมีมากกว่าร้อยละ 70 ทุกรัฐบาลและผู้วางแผนนโยบายพลังงานพยายามสนับสนุนถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าให้มากขึ้นนัยว่า เพื่อกระจายเชื้อเพลิงและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมานี้เอง เราก็ได้เห็นการเคลื่อนไหวของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นแม่เมาะ เวียงแหง ฉะเชิงเทรา สมุทรสงคราม ระยอง ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรมราช สงขลา ตรังและกระบี่ ที่ยืนหยัดปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของตนจากการคุกคามของถ่านหิน ในที่นี้ ผมขออ้างถ้อยคำที่มาร์ก แอนโทนี ตัวเอกในบทละครของเชคสเปียร์ที่กล่าวว่า “ผมไม่ได้ตั้งใจมาวันนี้เพื่อสรรเสริญความคิด(การเผาไหม้ถ่านหินเพื่อผลิตไฟฟ้า) แต่มากระตุ้นให้ยกเลิกความคิดนี้” แต่ไม่ว่าใครจะเห็นด้วยกับผมหรือไม่ ผมหวังว่าทุกท่านคงเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า “การถกเถียงปัญหาโดยไม่ต้องหาข้อยุติ ดีกว่าพยายามหาข้อสรุปโดยไม่มีการถกเถียงกันเลย” ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานที่ก่อให้เกิดมลพิษมากที่สุด […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings