Taragraphies — Header Component

ธารา บัวคำศรี เรียบเรียงจาก Seeing Forests for the Trees and the Carbon: Mapping the World’s Forests in Three Dimensions (By Michael Carlowicz, Design by Robert Simmon -January 9, 2012)

ป่าไม้ให้ความชื้น ความร่มเย็นและเต็มอ็อกซิเจน ต้นไม้ช่วยกันลมและกันแดด เป็นที่อยู่อาศัยของสรรพชีวิต หยั่งรากลงบนผืนดิน ดูดซับและชะลอการไหลของน้ำ

ป่าไม้เป็นแหล่งอาหาร ยารักษาโรค เชื้อเพลิงและวัสดุก่อสร้างที่มนุษย์นำมาใช้ในการดำรงชีวิต ป่าไม้ยังช่วยคงสมดุลของวัฐจักรคาร์บอน

นักวิทยาศาสตร์ประมาณว่ามนุษย์เราช่วยกันปล่อยคาร์บอนราว 9 พันล้านตัน (ส่วนใหญ่เป็นคาร์บอนไดออกไซด์) ในแต่ละปีจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน คาร์บอนไดออกไซด์ราว 4 พันล้านตัน เข้าไปสะสมในชั้นบรรยากาศและราว 2 ล้านตันถูกดูดซับโดยมหาสมุทร และอีก 3 พันล้านตัน เข้าไปในระบบนิเวศภาคพื้นดิน แต่แหล่งดูดซับคาร์บอน (sinks) อยู่ ณ บริเวณใดบ้างนั้นยังคงเป็นคำถามใหญ่

ป่าไม้ถือเป็นแหล่งสะสมคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุดแหล่งหนึ่งในโลกและปล่อยคาร์บอนออกสู่ชั้นบรรยากาศผ่านกระบวนการทางธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ พื้นที่ป่าไม้ครอบคลุมผิวโลกภาคพื้นดินอยู่ในราวร้อยละ 30 ในขณะที่มีผลิตภาพของพรรณพืช (plant productivity) คิดเป็นร้อยละ 50 คาร์บอนที่กักเก็บในผืนดินกว่าร้อยละ 45 นั้นเกี่ยวข้องกับผืนป่า

ในอดีต ป่าไม้เก็บคาร์บอนไว้มากหรือน้อยกว่า? ป่าไม้สามารถเก็บสะสมคาร์บอนมากขึ้นในอนาคตหรือไม่? เหล่านักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่รู้คำตอบจริงๆ ในเรื่องนี้ สิ่งที่พวกเขารู้ก็คือกิจกรรมของมนุษย์ช่วยทำให้มีการปล่อยคาร์บอนจากแหล่งสะสมที่เสถียรและมีระยะยาว เช่น หิน การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและป่าดงดิบเขาดึกดำบรรพ์ เป็นต้น นำไปสู่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมโดยตรงในระยะสั้น

ตัวอย่างเช่น เมื่อเราตัดไม้ทำลายป่า เราตัดเอาไม้ใหญ่ที่สามารถเก็บสะสมคาร์บอนในต้น กิ่งก้านสาขามาเป็นนับร้อยๆ ปี เมื่อเราแทนต้นไม้ที่ตัดออกด้วยการปลูกพืชเศรษฐกิจหรือเปลี่ยนเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ซึ่งสะสมคาร์บอนน้อยกว่าในระยะสั้น

80 ปีหลังจากต้นไม่ในผืนป่าแห่งบริติชโคลัมเบียถูกโค่นลงครั้งแรก ไม้ต้นดังกล่าวก็ยังไม่อาจฟื้นคืนกลับเป็นต้นไม้ที่ยิ่งใหญ่ต้นเดิม (Photograph ©2007 Aviruthia.)

สตีฟ รันนิ่ง นักนิเวศวิทยาป่าไม้ที่มหาวิทยาลัยมอนตานากล่าวว่า “แหล่งสะสมทางธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของคาร์บอนในภาคพื้นดินอยู่ในป่าไม้และต้นไม้ของเรา และแหล่งคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุดในภาคพื้นดินก็คือผืนป่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราสามารถเข้าใจว่าเรามีปริมาณคาร์บอนอยู่เท่าใด(carbon budget) ก็โดยการสำรวจเก็บข้อมูลคาร์บอนที่มีอยู่ในต้นไม้และป่าไม้ของเรา”

การวัดคาร์บอนนั้นดูจาก “ชีวมวล” ซึ่งเป็นมวลรวมของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง  หลักการง่าย ๆ ทั่วไปของนักนิเวศวิทยาคือ ปริมาณคาร์บอนที่สะสมในต้นไม้จะเท่ากับครึ่งหนึ่งของต้นไม้นั้นเมื่ออยู่ในสภาพแห้ง(dry biomass) ดังนั้น หากเรารู้คร่าวๆ ว่า “ชีวมวล” ของต้นไม้ทุกต้นในผืนป่าทุกผืนมีปริมาณเท่าใด เราก็จะพอประมาณถึงปริมาณคาร์บอนที่สะสมอยู่ผืนดิน

การทำการวัดชีวมวลของผืนป่าในปีหนึ่ง ๆ ทศวรรษหนึ่งๆ และศตวรรษหนึ่งๆ จะช่วยเราเข้าใจถึงการเคลื่ิอนย้ายของคาร์บอนบนโลก ต้นไม้จึงถูกนำมาใช้เป็นคำตอบให้กับปัญหาปริมาณคาร์บอนของเรา เป็นข้อถกเถียงทางเศรษฐศาสตร์ เช่น บางคนบอกว่า เราก็แก้ปัญหาโดยการทำให้ภูมิทัศน์เขียวขึ้น คำถามคือการปลูกต้นไม้จะช่วยหรือไม่? หรือเราควรจะตัดต้นไม้เพิ่มอีกเล็กน้อย?  มันสำคัญหรือไม่ว่าต้นไม้จะอยู่พื้นที่ไหนก็ได้? ขั้นแรกในการตอบคำถามเหล่านี้คือการค้นหาให้ได้ว่ามีคาร์บอนสะสมในอยู่ต้นไม้และป่าไม้ของเราเท่าใด

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading