Taragraphies — Header Component

เทือกเขาแอปปาลาเชียนตอนกลางในสหรัฐอเมริกาเป็นแหล่งถ่านหินที่มีจำนวนมากเป็นอันดับสองในสหรัฐฯ รองมาจากลุ่มน้ำเพาว์เดอร์(Powder River Basin)ของรัฐไวโอมิ่ง ในช่วงต้นคริสตวรรษ 1980s บริษัทถ่านหินที่ทำงานในพื้นที่เริ่มใช้รูปแบบการทำเหมืองแบบที่เรียกว่า การย้ายยอดเขา (Mountain Top Removal :MTR) ในกระบวนการนี้ พวกเขาได้ทำลายที่ดินและชุมชนของเทือกเขาแอปปาลาเชียน ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีถ่านหินโดยสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบเคนทักกี้ตะวันออก

ทำไม?

นั่นก็เพราะว่านี่เป็นวิธีที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดในการเพื่อให้ได้ถ่านหินมาอย่างไรล่ะ

การย้ายยอดเขา(MTR) ทำงานตรงตามชื่อของมัน-คือคนงานเหมืองจะทำการระเบิดส่วนหนึ่งของภูเขาออกมาทั้งหมดเพื่อจะนำถ่านหินที่อยู่ใต้พื้นผิวออกมา เมื่อถ่านหินถูกขนย้ายแล้วเศษหินและดินต่างๆ ที่เกิดจากการระเบิด(ที่เรียกว่าดินหน้าแร่หรือ overburden) ก็จะถูกทิ้งลงในหุบเขาที่อยู่ใกล้เคียง

กระบวนการทำเหมืองที่ทำลายล้างสูงนี้ได้กลบฝังลำธารยาวนับร้อยไมล์ในรัฐเคนทักกี้ไปแล้ว และทำลายผืนป่าโบราณหลายพันเอเคอร์อย่างยับเยิน กระบวนการ MTR นี้เป็นหายนะร้ายแรงต่อพื้นที่ในเขตภูเขานี้ –ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบนิเวศแบบป่าฝนเขตอบอุ่นที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ผลกระทบทางกายภาพจากการทิ้งดินหน้าแร่นับพันตันไปสู่หุบเขานั้นก็แย่พออยู่แล้ว แต่เศษดินและหินเหล่านั้นยังมีโลหะพิษผสมอยู่เช่น ซีลีเนียม สารหนู และสารปรอท ที่สามารถไหลลงไปสู่พื้นดินและน้ำบาดาลส่งต่อสารพิษไปยังทุกสิ่งที่มันเดินทางไปไม่ว่าจะเป็น ลำธาร ปลา พืชและสัตว์ในท้องถิ่น หรือแม้กระทั่งผู้คน

ผลกระทบโดยตรงจากการย้ายยอดเขา(MRT)

ผู้คนนับพันที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ถ่านหินเคนทักกี้ตะวันออกได้รับผลกระทบโดยตรงจาก MRT และเป็นพยานต่อการละเลย การปฏิเสธความรับผิดชอบ และความละโมบของบริษัทถ่านหิน

การปนเปื้อนของสารพิษ

เอริกาและราอูล อูไรอัส อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเป็นหุบเขาเขียวขจีในไพค์เคาน์ตี้ (Pike County) บ้านของพวกเขาขณะนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยพื้นดินที่เหมือนผิวดวงจันทร์จากการย้ายยอดเขาในแถบนั้น และที่ดินของพวกเขาถูกหินจากการนั้นลอยตกมาใส่และถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นกำมะถันจากการระเบิดเหมืองแต่สิ่งที่พวกเขาเป็นกังวลที่สุดคือ มาเคลาลูกสาววัยสี่ขวบของพวกเขา

ในปี 2549 พวกเขาพบว่าน้ำที่พวกเขากำลังใช้อาบตัวลูกสาว มีสารหนูปนเปื้อนอยู่ถึง 130 เท่าจากระดับที่ทางองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (US EPA) ยอมรับและมีสารปรอทสูงกว่าระดับปกติด้วยเช่นกัน

ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงสามปีแรกของแม่หนูน้อยบางครั้งเธอก็ดื่มน้ำนั่นเข้าไปด้วย ในขณะนี้หนูน้อยมาเคลายังคงสบายดีอยู่ แต่ เอริกาและราอูลยังคงกังวลกับอนาคต “ผมกลัวและกังวลเกี่ยวกับลูกสาวของผม” ราอูล บอกกับเรา “ผมรู้ว่าการรับเอาสารหนูเป็นระยะเวลานานนั้นจะทำให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะภายใน”

ในช่วงชีวิตวัยเด็กของเขา ราอูลรู้จักหุบเขาแห่งนี้ในแบบที่แตกต่างกันไปโดยสิ้นเชิง “เมื่อผมยังเด็กมันสวยมาก” เขาอธิบาย “ลำธารใสบริสุทธิ์ไม่เป็นสีดำ มันเคยมีปลาและกบจำนวนมาก ตอนนี้มันไม่มีอะไรเลย…ตอนนี้สิ่งที่คุณมีคือกำแพงสูง 100 ฟุต ที่มีป้ายเขียนว่า ‘การฟื้นฟูที่ดิน’ แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น…มันมีแค่ของสีน้ำตาลกระจัดกระจายอยู่เท่านั้น สัตว์ป่าต่างก็หายไป ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย”

เหตุพราะความไม่รู้ล้วนๆ

“เราเคยพบดอกกล้วยไม้ชูช่อ เราพบดอกทริลเลี่ยม (trillium)… ดอกพิฟซิสเซวา (pipsissewa)…เราพบดอกไม้ป่าดอกเล็กๆ แสนสวยต่างๆ ในนี้…แต่บัดนี้มันหายไปหมดแล้ว ฉันหมายความว่าพวกเขาถอนรากถอนโคนมันทั้งหมดและและเปลี่ยนเป็นที่หุบเขาสำหรับถมกากของเสียจากเหมืองแทน”

กว่าสิบปีที่ผ่านมาแมรี่ เจน(Mary Jane) เป็นผู้นำเดินป่าชมธรรมชาติในเขตเลสลี่เคาน์ตี้ ที่ซึ่งเธอและสามีของเธอ ราเลย์(Raleigh) อาศัยอยู่ในปัจจุบัน ตั้งแต่ปี 2550 ทั้งคู่ต่อสู้กับการย้ายยอดเขา(MTR) ของบริษัทเหมืองถ่านหินวายมอร์โคล (Whymore Coal) ในระหว่างการต่อสู้นี้พวกเขาได้พบเห็นการทำลายระบบนิเวศอย่างสิ้นเชิง

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์แย่ขึ้นไปอีกก็คือมีการทำลายบางอย่างนั้นเกิดขึ้นจากความผิดพลาดที่ไม่น่าเกิดขึ้นของบริษัทเหมืองถ่านหิน แมรี่ เจน(Mary Jane)เปิดเผยกับเราว่าทางเหมืองวายมอร์โคล(Whymore Coal) ได้ถางพื้นที่กว้างถึง 100 ฟุตตัดผ่านภูเขา และทำลายที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธ์อย่างค้างคาวอินเดียนาบราว์แบท(Indiana Brown Bat) ด้วยความประมาท “พวกเขาไม่รู้ว่าชั้นถ่านหินอยู่ตรงไหน” แมรี่ เจนบอกกับเราว่านั่นเป็นการกำจัดสัตว์ป่าสำคัญโดยเปล่าประโยชน์

การฟื้นฟูที่ไม่เพียงพอ

“ฉันไม่สนใจว่าพวกเขาจะสร้างทุ่งหญ้าบริเวณนี้ขึ้นมามากแค่ไหน เพื่อให้ [พวกสัตว์] มีผลไม้เปลือกแห้งไว้ประทังชีวิตระหว่างฤดูหนาว ไก่งวง ไก่ป่า กระรอก กวาง และสัตว์ทุกๆ ชนิด พวกเขาตัดเอาไม้ขนาดใหญ่ในป่าออกมาและไม่มีการปลูกคืนในอนาคตแต่อย่างใด”

ในเขตฟอล์ยเคาน์ตี้ รัฐเคนทักกี้ ริค แฮนชู(Rick Handshoe) เป็นผู้พบเห็นผลลัพธ์ที่ร้ายแรงหลังจากกระบวนการการถกถางพื้นที่เพื่อการทำเหมืองเกิดขึ้น

ปัญหาหลักที่ริคชี้ให้เห็นก็คือว่า ทางบริษัทเหมืองนั้นมักจะพัฒนาที่ดินบริเวณเหมืองให้เป็นสถานที่เลี้ยงสัตว์โดยปลูกพืชผลผสมผสานกันเจ็ดชนิด ไม่เพียงแต่ว่าพืชผลเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องปลูกใหม่เป็นช่วงๆ แต่พวกมันจะเติบโตขึ้นได้ก็เมื่อใส่ปุ๋ยเข้มข้นลงไปช่วย เมื่อเงินที่ผูกมัดกับบริษัทเหมืองถูกส่งคืนจากรัฐแล้วการดูแลใส่ปุ๋ยก็จะหยุดลงและทุกอย่างในบริเวณนั้นก็จะตายลง

ความพยายามที่ไร้ผลนี้ได้ทำลายแหล่งทรัพยากรน้ำบนผิวดินและน้ำบาดาลร่วมด้วยระบบนิเวศที่เป็นที่พึ่งพิงของบรรดาสัตว์ป่าอย่างสมบูรณ์ การสังเกตการณ์ของริคนั้นได้รับการยืนยันสนับสนุนจากรายงานขององค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (US EPA)เมื่อปี 2546 รายงานนี้กล่าวไว้ว่า “การใช้ผลประโยชน์จากผืนดินด้วยวิธีนี้จะใช้เวลามากกว่าวิธีการแบบเก่าเพื่อฟื้นคืนป่าให้อยู่ในสภาพก่อนการทำเหมือง” หรืออย่างที่ริคกล่าวไว้ “จะไม่มีต้นไม้ในพื้นที่นี้อีกแล้ว”

ในปี 2546 บริษัทเหมืองถ่านหินที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงบ้านของริคได้ทำลายลำธารทั้งสาย  จากที่ริคกล่าวไว้ น้ำในลำคลองนั้นกลายเป็นสีเหลือง เขายังอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปอีกว่า:

“ลำธารแห่งนั้นไม่มีปลาอยู่เลย เมื่อคุณฆ่าสิ่งที่คุณมองไม่เห็นในคลองนั่นลง ซาลาแมนเดอร์ก็อยู่ไม่ได้ กุ้งก็อยู่ไม่ได้ ปลาก็อยู่ไม่ได้ ดังนั้นแล้วแรคคูนที่จะลงมาจับปลาและกุ้งกินล่ะ มันก็ไม่มีให้กิน หากคุณทำลายแหล่งน้ำ คุณจะทำลายระบบห่วงโซ่อาหารของพวกมันลง”

เหตุการณ์นี้ถูกกล่าวว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่เหตุบังเอิญเลยที่บริษัทเหมืองถ่านหินได้ทำการสูบเอาน้ำจากเหมืองใต้ดินที่ถูกทิ้งร้างไว้อย่างผิดกฏหมายโดยไม่มีการสร้างบ่อเก็บกักเก็บน้ำเอาไว้ก่อน “อุบัติเหตุ” เช่นนี้เกิดขึ้นมาเป็นสิบปีแล้ว การทำลายสิ่งแวดล้อมที่พวกเขาก่อขึ้นในเขตฟอล์ยเคาน์ตี้สามารถพบได้ในทั่วภูมิภาค

สถานการณ์และแนวโน้มในอนาคต

ตราบใดที่การทำเหมืองแบบย้ายยอดเขา (Mountain Top Removal :MTR) ยังคงดำเนินต่อไป และตราบเท่าที่ทางบริษัทเหมืองถ่านหินยังคงเห็นแก่ผลประโยชน์มากกว่าสุขภาพของผืนดินและผู้คน สถานการณ์และแนวโน้มในอนาคตของทุ่งถ่านหินรัฐเคนทักกี้ตะวันออกและตอนกลางของเทือกเขาแอปปาลาเชียนนั้นก็สิ้นหวัง ด้วยราคาของถ่านหินที่พุ่งสูงขึ้น

ความเร่งรีบในการทำเหมือง “ถ่านหินราคาถูก” โดยวิธีการ MTR ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีกก็คืออาการเจ็บป่วยของผู้คนที่ทรุดหนักลง น้ำที่ถูกปนเปื้อน ระบบนิเวศที่แย่ลง ซึ่งเป็นราคาที่ทางบริษัทเหมืองคิดว่าเป็นเรื่องที่นอกเหนือจากพวกเขา ผู้ที่ต้องจ่ายคือผู้อยู่อาศัยในเขตทุ่งถ่านหินและผู้ที่อาศัยอยู่ปลายลำธาร นี่เป็นราคาที่พวกเขาไม่ควรต้องจ่ายเลยด้วยซ้ำ

—————–

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading