Taragraphies — Header Component
January 6, 2020

เมฆไฟโรคิวมูโลนิมบัส(cumulonimbus) เมฆไฟ แฟลมมาเจนิตัส(flammagenitus) เมฆมังกรพ่นไฟ เป็นคำที่ใช้เรียกมวลเมฆที่มักยกตัวอยู่เหนือควันไฟป่าและควันจากการระเบิดของภูเขาไฟ หลังจากเกิดมวลเมฆที่กระตุ้นโดยเหเหตุการณ์ไฟป่าหลายๆ ครั้งติดต่อกันในวันที่ 4 มกราคม 2563 และ 29 ธันวาคม 2562 ชาวออสเตรเลียก็ได้คุ้นเคยกับชื่อทั้งหมดนี้

รัฐวิกตอเรียและนิวเซาท์เวลล์เผชิญกับเหตุการณ์ไฟป่าที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยเป็นมาในรอบทศวรรษ อุณหภูมิที่ร้อนนานหลายเดือน สภาพอากาศที่แห้ง เหตุการณืไฟป่านับร้อยขยายวงกว้างเป็นพื้นที่ที่ใหญ่กว่า 62,259 ตารางกิโลเมตร(หรือราวๆ สามเท่าของพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ไฟป่าทำลายบ้านเรือนนับร้อยและหลายสิบคนต้องเสียชีวิต

การก่อตัวของเมฆไฟโรคิวมูโลนิมบัส(pyrocumulus clouds) จำเป็นต้องมีไฟที่ร้อนเพียงพอที่ทำให้อากาศร้อนยิ่งยวดยกตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่ออากาศร้อนยกตัวขึ้นและกระจายออกไป อากาศก็จะเย็นลง กลายเป็นไอ ไอน้ำรวมกันตัวกันและก่อให้เกิดเมฆ ในบางกรณี การยกตัวของอากาศร้อนที่มีพลังสามารถเกิดเมฆที่ยกตัวขึ้นไปหลายกิโลเมตรและแปรเปลี่ยนให้เป็นพายุฝนเมื่อขึ้นไปถึงส่วนบนสุดของชั้นบรรยากาศ โทรโปสเฟียร์—เปลี่ยนจากเมฆ pyrocumulus ไปเป็นเมฆ pyrocumulus พายุนี้สร้างความเสี่ยงต่อนักบินและนักดับเพลิงอันเนื่องมาจากความปั่นป่วนที่ทรงพลังของมัน

เมฆ Pyrcocumulus และ pyrocumulonimbus เป็นเมฆที่เกิดได้ทั่วไป นักวิทยาศาสตร์ที่ U.S. Naval Research Laboratory (NRL) องค์การนาซาและสถาบันวิจัยต่างๆ ติดตามปรากฏการณ์เมฆดังกล่าวนี้ทุกปี แต่ขนาดและความเข้มข้นของเมฆเพลิงที่เกิดขึ้นในออสเตรเลีย นักวิทยาศาสตร์หลายคนกล่าวว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ทุบสถิติ

January 6, 2020

Michael Fromm นักอุตุนิยมวิทยาและเพื่อนร่วมงานของเขาที่ NRL นับจำนวนพายุไฟมากกว่า 20 เหตุการณ์ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคมและสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2563 Fromm กล่าวว่า “จากการวัดของเรา นี่คือการเกิดพายุไฟโรคิวมูโลนิมบัสที่รุนแรงที่สุดในออสเตรเลีย และการคาดการณ์ถึงสภาพอากาศที่สุดขั้วมากขึ้นในวันต่อๆไป ก็จะอาจจะมีพายุเพลิงนี้มากขึ้นอีก

เมฆไฟได้ยกกลุ่มควันไฟป่าสูงขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ดาวเทียม CALIPSO บันทึกควันไฟป่าลอยตัวอยู่สูง 15 ถึง 19 กิโลเมตร (9 ถึง 12 ไมล์) ในวันที่ 6 มกราคม 2563—สูงพอที่จะถึงชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์(stratosphere)

Fromm กล่าวว่า “อาจเร็วเกินไปที่จะเทียบเคียงและจัดลำดับควันไฟนี้เพราะว่ากลุ่มควันไฟแบบนี้ลอยสูงขึ้นในช่วงสัปดาห์ จากหลักฐานเบื้องต้นระบุว่าเหตุการณ์เป็นห้าอันดับต้นของกลุ่มควันไฟทั้งหมดเท่าที่มีการบันทึกมาในอดีตในแง่ของความสูง ปริมาตรควันไฟโดยรวมที่เข้าสู่บรรยากาศชั้นสตราโตเฟียร์นั้นมากที่สุดเท่าที่มีการบันทึกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา”

ภาพดาวเทียมในวันที่ 6 มกราคม(ด้านบน) จากเครื่องมือ Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) บนดาวเทียม Suomi NPP ทำให้เราเห็นความสูงของฝุ่นและควันที่บันทึกโดยเครื่องมือ Cloud-Aerosol Lidar with Orthogonal Polarization (CALIOP) บนดาวเทียม CALIPSO ภาพตัดขวางแสดงกลุ่มควันไฟบางและยาวข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ส่วนที่เป็นเมฆ(พื้นที่เป็นเฉด เล็กๆ ตรวจพบในระดับที่ต่ำกว่า 14 กิโลเมตร ภาพสีธรรมชาติ sunglint ที่เกิดจากการสะท้อนของแสงทิ้งพื้นที่สว่างในช่วงต่างๆ ภาพด้านล่างมาจากสถานีอวกาศนานาชาติแสดงกิจกรรรมไฟป่ารุนแรงในวันที่ 4 มกราคม 2563

January 4, 2020

เมื่อควันจากการระเบิดของภูเขาไฟขึ้นไปถึงชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ มันจะถูกจับตาอย่างใกล้ชิดโดยนักวิทยาศาสตร์เพราะมันสามารถทำให้เห็นการเย็นลงของชั้นบรรยากาศนับเดือนหลังจากนั้น ควันไฟป่ามีส่วนประกอบที่แตกต่าง เช่น มีคาร์บอนดำมากกว่าซัลเฟต ยังไม่มีความเข้าใจมากพอถึงผลต่อสภาพอากาศและสภาพภูมิอากาศ ควันไฟป่าที่สูงระดับนี้ในชั้นบรรยากาศอาจส่งผลทางเคมีของโอโซนในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์(stratospheric ozone)

โดยทั่วไป ควันที่ขึ้นไปถึงชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์จะอยู่ที่นั่นหลายเดือน นับตั้งแต่ การเกิดเมฆเพลิง เครื่องวัดบนดาวเทียมต่างๆ ได้ทำการบันทึกภาพของกลุ่มควันไฟที่ลอยข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก

Colin Seftor นักวิทยาศาสตร์ที่ NASA Goddard Space Flight Center กล่าวว่า “นาซากำลังติดตามการเคลื่อนตัวของควันไฟป่าออสเตรเลียโดยใช้เครื่องมือวัดชนิดต่างๆ ควันไฟส่งผลกระทบอย่างมากต่อนิวซีแลนด์ ทำให้คุณภาพอากาศเลวร้ายลงในหลายเมือง และหิมะบนยอดเขากลายเป็นสีดำ พ้นไปจากนิวซีแลนด์ ควันไฟป่าออสเตรเลียเคลื่อนตัวไปไกลกว่าครึ่งโลก ข้ามไปยังอเมริกาใต้ เปลี่ยนท้องฟ้าให้หม่น เปลี่ยนสีดวงอาทิตย์ช่วงขึ้นและตก คาดว่า อย่างน้อยที่สุด ควันไฟป่าจะเคลื่อนตัวครบหนึ่งรอบเต็มและกลับวนมาอยู่เหนือท้องฟ้าออสเตรเลียอีกครั้ง”

NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using data from the CALIPSO team, and VIIRS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview and the Suomi National Polar-orbiting Partnership. Story by Adam Voiland.

2 Responses

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading