ประชาธิปไตยทางพลังงาน

ถ้าถามผมว่า ประชาธิปไตยทางพลังงานคืออะไร มันก็ประมาณนี้ครับ… ออสเตรเลียทำสถิติและบรรลุหมุดหมายด้านพลังงานครั้งสำคัญแบบเงียบๆ ในช่วงปลายปีที่แล้ว พร้อมสร้างสถิติใหม่หลายรายการ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พลังงานหมุนเวียนจ่ายไฟได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วทั้ง National Electricity Market (NEM) ต่อเนื่อง ตลอดทั้งไตรมาสแซงหน้าเชื้อเพลิงฟอสซิลในไตรมาส 4 ปี 2025 National Electricity Market(NEM)คือตลาดซื้อขายไฟฟ้าขายส่ง (Wholesale Electricity Market)ของออสเตรเลียที่มีการเชื่อมโยงระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ยาวที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ครอบคลุมรัฐทางฝั่งตะวันออกและใต้ (ควีนส์แลนด์ นิวเซาท์เวลส์ วิกตอเรีย เซาท์ออสเตรเลียและแทสมาเนีย) โดย Australian Energy Market Operator ทำหน้าที่บริหารจัดการสมดุลพลังงานและซื้อขายผ่านระบบ Spot Market ทุก 5 นาที จุดเด่นสำคัญของ NEM เป็นตลาดประเภท Energy-only market ซึ่งจ่ายเงินให้ผู้ผลิตตามไฟฟ้าที่ผลิตได้จริง ไม่ได้จ่ายค่าความพร้อม (Capacity Market) ผู้ผลิตไฟฟ้า (Generators) ขายไฟฟ้าให้กับผู้ค้าปลีก (Retailers) หรือลูกค้าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ผ่านระบบที่ผู้จัดการตลาดจะจัดส่งไฟฟ้าจากราคาที่ถูกที่สุดไปหาแพงที่สุด AEMO (Australian […]

พื้นที่กักเก็บคาร์บอนสำคัญในป่าฝนเขตร้อนของออสเตรเลียได้เปลี่ยนจาก “แหล่งดูดซับคาร์บอน” เป็น “แหล่งปล่อยคาร์บอน” แล้ว

แนวทางหนึ่งในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือการปกป้องผืนป่าธรรมชาติ เนื่องจากป่าช่วยดูดซับคาร์บอนจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและกักเก็บคาร์บอนไว้เป็นจำนวนมาก แต่การวิจัยใหม่ของเราที่ศึกษาป่าฝนเขตร้อนของออสเตรเลียได้ท้าทายสมมติฐานที่ว่า ป่าจะยังคงดูดซับคาร์บอนได้มากกว่าการปล่อยออก เราพบว่าในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น ป่าได้ดูดซับคาร์บอนและเปลี่ยนเป็นเนื้อไม้ในลำต้นและกิ่งก้านของต้นไม้น้อยลงเรื่อย ๆ ชีวมวลไม้ (woody biomass) ซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนขนาดใหญ่และค่อนข้างคงที่ในป่า เป็นตัวบ่งชี้สุขภาวะของระบบนิเวศที่สำคัญ ผลที่เกิดขึ้นชัดเจนมากจนทำให้ชีวมวลไม้ของป่าเหล่านี้เปลี่ยนจาก “แหล่งดูดซับคาร์บอน” กลายเป็น “แหล่งปล่อยคาร์บอน” ซึ่งหมายความว่าคาร์บอนถูกปล่อยกลับสู่บรรยากาศ เพราะต้นไม้ตายเร็วเกินกว่าที่ต้นไม้รุ่นใหม่จะเติบโตมาทดแทนได้ทัน นี่เป็นครั้งแรกที่พบว่าชีวมวลไม้ในป่าฝนเขตร้อนเปลี่ยนจากการเป็นแหล่งดูดซับมาเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอน โดยผลการวิจัยของเราชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้น่าจะเกิดขึ้นเมื่อราว 25 ปีก่อน ยังไม่แน่ชัดว่าป่าฝนเขตร้อนของออสเตรเลียจะเป็น “สัญญาณเตือนล่วงหน้า” ให้กับป่าฝนเขตร้อนทั่วโลกหรือไม่ เราพบอะไร? ตั้งแต่ปี 1971 นักวิทยาศาสตร์ได้ติดตามต้นไม้ราว 11,000 ต้นในพื้นที่ป่าฝนเขตร้อน 20 แห่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเครือข่ายการวิจัย Queensland Permanent Rainforest Plots Network งานวิจัยระยะยาวกว่า 49 ปีนี้ถือเป็นหนึ่งในโครงการติดตามป่าฝนที่ยาวนานและครอบคลุมที่สุดในโลก เราวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้และพบสัญญาณที่ชัดเจนว่า ชีวมวลไม้ได้เปลี่ยนจากแหล่งดูดซับเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนเมื่อประมาณ 25 ปีก่อน สาเหตุหนึ่งคือ ต้นไม้ตายเร็วกว่าที่เคยถึงสองเท่า ต้นไม้ในป่าฝนเขตร้อนมักปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศที่อบอุ่นและชื้น แต่เมื่อภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง พวกมันต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่รุนแรงขึ้นและสภาพแห้งแล้งมากขึ้น เหตุการณ์สุดขั้วเหล่านี้สามารถทำลายเนื้อไม้และใบไม้ ทำให้การเติบโตในอนาคตลดลงและอัตราการตายของต้นไม้เพิ่มขึ้น […]

เหตุการณ์ฟอกขาวสุดขีดที่เกรทแบริเออร์รีฟ

เรียบเรียงจาก https://www.copernicus.eu/en/media/image-day-gallery/extreme-bleaching-event-great-barrier-reef แนวปะการัง Great Barrier Reef ของออสเตรเลียกําลังอยู่ระหว่างเหตุการณ์การฟอกขาวอย่างรุนแรงที่เกิดจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ รายงานจากหน่วยงานอุทยานทางทะเล Great Barrier Reef เน้นถึงการเพิ่มขึ้นของผลกระทบสะสมต่อแนวปะการังในฤดูร้อน 2567 นี้ ตามรายงาน หลังจากการสํารวจแนวปะการัง 1,080 แห่ง พบว่า 39% ของแนวปะการังได้รับผลกระทบจากการฟอกขาวในระดับสูงหรือสูงมาก โดยแนวปะการังทางใต้บันทึกความเครียดจากความร้อนในระดับสูงสุด แนวปะการัง Great Barrier Reef มีพื้นที่ขนาดเท่าอิตาลีและครอบคลุมแนวปะการังเกือบ 3,000 แห่ง หมู่ปะการังนอกชายฝั่งควีนส์แลนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด สามารถมองเห็นได้ในภาพ Copernicus Sentinel-2 บันทึกได้เมื่อวันที่ 3 เมษายน ข้อมูลเปิดของดาวเทียม Copernicus Sentinel สนับสนุนการประเมินและติดตามสุขภาพแนวปะการังทั่วโลก นอกจากนี้ ข้อมูล Copernicus Marine Service ยังช่วยให้สามารถตรวจสอบอุณหภูมิพื้นผิวทะเลได้อย่างครอบคลุม โดยให้ข้อมูลเชิงลึกอันมีค่าเกี่ยวกับสภาวะความร้อนที่เปลี่ยนแปลงไปของมหาสมุทรของโลกและผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล

ผลการศึกษาพบว่าระบบคาร์บอนเครดิตของออสเตรเลียคือความล้มเหลวในระดับโลก

https://www.theguardian.com/environment/2024/mar/27/australias-carbon-credits-system-a-failure-on-global-scale-study-finds?CMP=Share_iOSApp_Other นักวิจัยพบว่าแนวทางการชดเชยคาร์บอนซึ่งควรจะสร้างป่าชนบทห่างไกลขึ้นมาใหม่ ไม่ได้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามที่สัญญาไว้ จากการศึกษา แนวทางการชดเชยคาร์บอนของออสเตรเลียนี้คือความล้มเหลวในระดับโลกและไม่ไม่ได้ช่วยจัดการกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การวิจัยโดยนักวิชาการ 11 คนพบว่าเทคนิคที่ได้รับความนิยมมากที่สุดที่ใช้ในการสร้างการชดเชยคาร์บอนในออสเตรเลีย คือแนวทางที่เรียกว่า “การฟื้นฟูโดยมนุษย์(human-induced regeneration)” และแนวทางที่ให้คํามั่นที่จะสร้างพื้นที่ป่าชนบทห่างไกลขึ้นใหม่ส่วนใหญ่ไม่นำไปสู่การมีพื้นที่ต้นไม้ปกคลุมเพิ่มขึ้นตามที่สัญญาไว้ระหว่างปี 2558 ถึง 2565 การศึกษาที่ผ่านการ peer review ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารธรรมชาติ Communications Earth & Environment ได้วิเคราะห์ 182 โครงการในพื้นที่แห้งแล้งและกึ่งทะเลทราย และพบว่าพื้นที่ที่มีป่าปกคลุมแทบจะไม่เติบโตหรือถดถอยเกือบ 80% นักวิจัยกล่าวว่าโครงการเหล่านี้จึงไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามที่สัญญาไว้ และบริษัทที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ซื้อออฟเซ็ตที่สร้างขึ้นผ่านโครงการเหล่านี้มักจะไม่ลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศตามที่พวกเขาอ้าง นี่ถือเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก เนื่องจากแนวทางการฟื้นฟูป่าของออสเตรเลียเป็นโครงการชดเชยคาร์บอนจากระบบธรรมชาติที่ใหญ่เป็นอันดับห้าของโลก โดยมีโครงการครอบคลุมพื้นที่เกือบ 42 ล้านเฮกตาร์ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าญี่ปุ่นทั้งประเทศ คาร์บอนเครดิตมากกว่า 37 ล้านหน่วย ซึ่งแต่ละหน่วยเท่ากับ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าที่ดึงมาจากชั้นบรรยากาศและมีมูลค่าระหว่าง 750 ล้านดอลลาร์ถึง 1 พันล้านดอลลาร์ ได้รับการเสนอในเดือนมิถุนายน 2565 ทีมวิจัยนำโดย Andrew Macintosh ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) อดีตหัวหน้าหน่วยงานประกัน integrity […]