Taragraphies — Header Component

การกระจายตัวของป่าฝนในออสเตรเลีย
ที่มา: National Heritage Trust, 2001, Australia’s native vegetation – A summary of the National Land and Water Resources Audit’s Australian Native Vegetation Assessment 2001, ดูเพิ่มเติมได้ที่ www.environment.gov.au/atlas.

แนวทางหนึ่งในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือการปกป้องผืนป่าธรรมชาติ เนื่องจากป่าช่วยดูดซับคาร์บอนจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและกักเก็บคาร์บอนไว้เป็นจำนวนมาก

แต่การวิจัยใหม่ของเราที่ศึกษาป่าฝนเขตร้อนของออสเตรเลียได้ท้าทายสมมติฐานที่ว่า ป่าจะยังคงดูดซับคาร์บอนได้มากกว่าการปล่อยออก

เราพบว่าในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น ป่าได้ดูดซับคาร์บอนและเปลี่ยนเป็นเนื้อไม้ในลำต้นและกิ่งก้านของต้นไม้น้อยลงเรื่อย ๆ

ชีวมวลไม้ (woody biomass) ซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนขนาดใหญ่และค่อนข้างคงที่ในป่า เป็นตัวบ่งชี้สุขภาวะของระบบนิเวศที่สำคัญ

ผลที่เกิดขึ้นชัดเจนมากจนทำให้ชีวมวลไม้ของป่าเหล่านี้เปลี่ยนจาก “แหล่งดูดซับคาร์บอน” กลายเป็น “แหล่งปล่อยคาร์บอน” ซึ่งหมายความว่าคาร์บอนถูกปล่อยกลับสู่บรรยากาศ เพราะต้นไม้ตายเร็วเกินกว่าที่ต้นไม้รุ่นใหม่จะเติบโตมาทดแทนได้ทัน

นี่เป็นครั้งแรกที่พบว่าชีวมวลไม้ในป่าฝนเขตร้อนเปลี่ยนจากการเป็นแหล่งดูดซับมาเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอน โดยผลการวิจัยของเราชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้น่าจะเกิดขึ้นเมื่อราว 25 ปีก่อน

ยังไม่แน่ชัดว่าป่าฝนเขตร้อนของออสเตรเลียจะเป็น “สัญญาณเตือนล่วงหน้า” ให้กับป่าฝนเขตร้อนทั่วโลกหรือไม่

เราพบอะไร?

ตั้งแต่ปี 1971 นักวิทยาศาสตร์ได้ติดตามต้นไม้ราว 11,000 ต้นในพื้นที่ป่าฝนเขตร้อน 20 แห่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเครือข่ายการวิจัย Queensland Permanent Rainforest Plots Network

งานวิจัยระยะยาวกว่า 49 ปีนี้ถือเป็นหนึ่งในโครงการติดตามป่าฝนที่ยาวนานและครอบคลุมที่สุดในโลก

เราวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้และพบสัญญาณที่ชัดเจนว่า ชีวมวลไม้ได้เปลี่ยนจากแหล่งดูดซับเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนเมื่อประมาณ 25 ปีก่อน

สาเหตุหนึ่งคือ ต้นไม้ตายเร็วกว่าที่เคยถึงสองเท่า

ต้นไม้ในป่าฝนเขตร้อนมักปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศที่อบอุ่นและชื้น แต่เมื่อภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง พวกมันต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่รุนแรงขึ้นและสภาพแห้งแล้งมากขึ้น เหตุการณ์สุดขั้วเหล่านี้สามารถทำลายเนื้อไม้และใบไม้ ทำให้การเติบโตในอนาคตลดลงและอัตราการตายของต้นไม้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ เรายังพบว่าการเสียหายจากพายุไซโคลนทำให้ความสามารถของป่าในการดูดซับคาร์บอนลดลง โดยเฉพาะในพื้นที่ทางเหนือของรัฐควีนส์แลนด์ ซึ่งพายุไซโคลนมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นและอาจเคลื่อนตัวลงใต้ในอนาคต ส่งผลต่อพื้นที่ป่าใหม่ ๆ

แล้วคาร์บอนไดออกไซด์ไม่ใช่อาหารของพืชหรือ?

การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและกิจกรรมของมนุษย์ได้เพิ่มระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ ซึ่งโดยหลักการแล้วควรทำให้พืชดูดซับ CO₂ ได้มากขึ้นและเติบโตได้ดีขึ้น

แบบจำลองระบบโลกจึงคาดการณ์ว่าระดับ CO₂ ที่สูงขึ้นจะกระตุ้นให้ป่าฝนดูดซับคาร์บอนได้มากขึ้น

ภาพถ่ายจากดาวเทียมยังแสดงให้เห็นว่าหลังคาป่าฝนทางตะวันออกของออสเตรเลีย “เขียวขึ้น” กว่าช่วงทศวรรษ 1980 ราว 20% ซึ่งบ่งชี้ว่าพืชใบไม้หนาขึ้นจาก CO₂ ที่เพิ่มขึ้น

แต่ข้อมูลของเราแสดงให้เห็นว่า การเขียวขึ้นของเรือนยอดไม่ได้หมายถึงการกักเก็บคาร์บอนในลำต้นและกิ่งก้านเพิ่มขึ้น

เพราะการเติบโตของต้นไม้อาจถูกจำกัดด้วยปัจจัยอื่น เช่น น้ำ สารอาหาร และความร้อน

งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ทดลองเพิ่มระดับ CO₂ อย่างเทียมก็พบว่า คาร์บอนส่วนเกินที่ต้นไม้ดูดซับไม่ได้ถูกเก็บเป็นเนื้อไม้เพิ่มขึ้น แต่กลับถูกปล่อยออกอย่างรวดเร็วผ่านรากและจุลินทรีย์ในดินแทน

แล้วแหล่งคาร์บอนอื่น ๆ ในป่าล่ะ?

การจะวัดว่าความสามารถของป่าโดยรวม (รวมถึงไม้ ราก ใบ และดิน) ในการกักเก็บคาร์บอนลดลงหรือไม่นั้นเป็นเรื่องท้าทาย

เครื่องมือเฉพาะทางที่เรียกว่า eddy covariance towers ซึ่งวัดการเคลื่อนไหวของ CO₂ เข้า–ออกจากระบบนิเวศ อาจช่วยได้

แต่ขณะนี้มีข้อมูลเพียง 15 ปีจากไซต์ป่าเขตร้อนในออสเตรเลียเพียง 3 แห่งเท่านั้น ทำให้เรายังไม่สามารถประเมินผลกระทบได้เต็มรูปแบบ

ถึงอย่างนั้น เราทราบว่าคาร์บอนในเรือนยอดและดินมักสลายและปล่อยกลับสู่อากาศเร็วกว่าคาร์บอนในเนื้อไม้ ดังนั้นแม้ป่าฝนของออสเตรเลียยังคงเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนขนาดใหญ่ แต่ก็อาจไม่มั่นคงเหมือนในอดีต

ความสำคัญของข้อมูลระยะยาว

เมื่อผู้คนเดินทางไปเยือนป่าฝนเขตร้อนของออสเตรเลีย พวกเขาจะเห็นผืนป่าที่เขียวขจีและต้นไม้ขนาดใหญ่ที่อุดมด้วยคาร์บอน การเปลี่ยนแปลงที่เราพบนั้นมองไม่เห็นด้วยตา แต่ปรากฏชัดในข้อมูลเท่านั้น

หากไม่มีข้อมูลระยะยาวที่มีคุณภาพสูง สัญญาณเหล่านี้แทบจะตรวจจับไม่ได้เลย ทว่างานวิจัยระยะยาวกลับถูกคุกคามจากการขาดแคลนงบประมาณอย่างต่อเนื่อง

ออสเตรเลียมีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำระดับโลกด้านวิทยาศาสตร์ระบบนิเวศเขตร้อน ดังนั้นรัฐบาลควรรักษาและสนับสนุนการติดตามข้อมูลระยะยาวเหล่านี้ เพื่อสอดคล้องกับพันธกรณีด้านความหลากหลายทางชีวภาพและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ป่าฝนอาจไม่ใช่ “ผู้ช่วยกอบกู้ภูมิอากาศ” อีกต่อไป

การที่ชีวมวลไม้ในป่าฝนของออสเตรเลียกลายเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนสุทธิมีความหมายสำคัญ

ผลลัพธ์นี้ท้าทายความหวังที่ว่าเราจะพึ่งพาป่าเป็นตัวดูดซับคาร์บอนส่วนเกินจากชั้นบรรยากาศได้ในอนาคต

เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าป่าฝนเขตร้อนทั้งหมดทั่วโลกจะตอบสนองในทิศทางเดียวกันหรือไม่ หลักฐานในปัจจุบันแสดงภาพที่หลากหลาย — ป่าฝนในอเมริกาใต้เริ่มมีความสามารถในการดูดซับคาร์บอนลดลง ขณะที่ในแอฟริกายังไม่พบแนวโน้มเช่นนั้น

อย่างไรก็ตาม ป่าฝนเขตร้อนทั่วโลกยังคงเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนและความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญ การปกป้องป่าเหล่านี้จึงยังคงเป็นสิ่งจำเป็น แม้พวกมันจะเผชิญความเสี่ยงจากวิกฤตภูมิอากาศมากขึ้นก็ตาม

เรียบเรียงจาก https://theconversation.com/a-crucial-store-of-carbon-in-australias-tropical-forests-has-switched-from-carbon-sink-to-carbon-source-262955?fbclid=IwdGRleANel15leHRuA2FlbQIxMQABHpuh-CBbhuftcyF3HQ87CrKGVgTZWITPysUxiJxjcoOkySN0lSw-hrb42EMZ_aem_rLK7iygjJErd4n4rxYLMYg

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading