Taragraphies — Header Component
แปลเรียบเรียงจากบทความเรื่อง Medical Waste Incinerator : Mismatch Between Problem and Solution ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Work on Waste USA.inc., 82 Judson, Canton, New York  เดือนตุลาคม ปี 2539 โดย ดร. พอล คอนเนทท์ 

พอล คอนเนทท์ เป็นศาสตราจารย์ประจำภาควิชาเคมี มหาวิทยาลัยเซนต์ลอเรนซ์ เมืองแคนตัน นิวยอร์คตั้งแต่ปี 2526 ได้รับปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และปริญญาเอกทางเคมีจากดาร์ทเมาท์คอลเลจ หลังจากปี 2528 เขาทุ่มเททำการวิจัยเรื่องการจัดการของเสียโดยเฉพาะประเด็นทางวิชาการที่เกี่ยวกับการปล่อยสารพิษไดออกซินจากโรงงานเผาขยะซึ่งมีผลต่อห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศ ดร.พอล เข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติเรื่องไดออกซินหลายต่อหลายครั้ง และทำงานร่วมกับทอม เวบสเตอร์ เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งหมด 6 ฉบับ ซึ่งต่อมาได้ตีพิมพ์ในวารสาร “Chemosphere” เขายังได้ถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจเรื่องการจัดการกากของเสียในรูปแบบที่หลากหลายให้กับชุมชนต่างๆ นอกจากนี้ ยังได้ไปแสดงปาฐกถาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมาแล้วกว่า 1500 ครั้งใน 48 รัฐทั่วสหรัฐอเมริกา และในประเทศอื่น ๆ อีก 40 ประเทศทั่วโลก  และ ดร. พอล ทำงานกับเอลเลน ผู้เป็นภรรยา ออกจดหมายข่าวรายสัปดาห์ชื่อ Waste Not เป็นระยะเวลานานถึง 12 ปี เขายังทำงานร่วมกับนายโรเจอร์ ไบลีย์ - เพื่อนซึ่งเป็นศาสตราจารย์คณะวิจิตรศิลป์ของมหาวิทยาลัย เซนต์ลอว์เรนซ์ ผลิตวิดีโอเทป 40 เรื่องซึ่งล้วนเกี่ยวกับการจัดการกากของเสียในแง่มุมต่าง ๆ รวมถึงวีดิทัศน์(10 ม้วน)เกี่ยวกับสารพิษไดออกซิน ดร. พอล มีบทบาทสำคัญในการทำงานกับชุมชนระดับรากหญ้ากว่า 300 แห่งในสหรัฐอเมริกาซึ่งคัดค้านโครงการโรงเผาขยะ จนทำให้โครงการเหล่านั้นยกเลิกไป

ราล์ฟ เนเดอร์ นักรณรงค์สิทธิผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกา กล่าวถึง ดร. พอล ว่า “เขาเป็นคนเดียวที่ผมรู้จักที่สามารถทำให้เรื่องขยะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ”

บทนำ

ปัญหาการจัดการของเสียทางการแพทย์โดยพื้นฐานแล้วเป็นปัญหาทางชีวภาพ กล่าวคือ เราต้องการลดความเสี่ยงของโรคอันเกิดจากแบคทีเรียและเชื้อไวรัสต่างๆ ที่ออกจากโรงพยาบาลหรือสถาบันวิจัยเข้าสู่ชุมชน

ขณะที่ความคิดเรื่องการเผาของเสียประเภทนี้ ดูจะเป็นการแก้ปัญหาที่มีเหตุผลเมื่อพิจารณาครั้งแรก ในทัศนะของผู้เขียนแล้ว สิ่งนี้แสดงถึงความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงระหว่างการจับคู่กันของปัญหาและการแก้ปัญหา

การเผาขยะด้วยอุณหภูมิสูงเปลี่ยนจากประเด็นปัญหาทางชีวภาพไปสู่กลุ่มปัญหาที่เกิดจากสารเคมีอันตรายจำนวนหนึ่ง เหตุผลเรื่องนี้ง่ายมาก กล่าวคือ ในขณะที่การเผาสามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสต่างๆ มันก็มีพลังมากพอในการทำลายวัสดุที่มีตัวก่อโรครวมอยู่ด้วย เช่น กระดาษ, กระดาษแข็ง, พลาสติก, แก้ว, และโลหะ ในกระบวนการนี้เองที่ก่อให้เกิดก๊าซต่างๆที่เป็นกรดขึ้น (จากพลาสติกที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ) โลหะเป็นพิษจะถูกปล่อยออกมา (จากเม็ดสีและสีผสมอาหารในกระดาษและผลิตภัณฑ์พลาสติก รวมทั้งสิ่งของเบ็ดเตล็ดอื่นๆ เช่น แบตเตอรี่ เทอร์โมสิเตอร์ที่ทิ้งแล้ว เป็นต้น) และเกิดไดออกซินและฟูแรน (จากคลอรีนต่างๆที่ปะปนอยู่ในของเสีย) ปัญหาที่เกิดจากสารเคมีอันตรายเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการกำจัดของเสียทางการแพทย์โดยตรง แต่ทั้งหมดเป็นผลมาจากสิ่งที่ทึกทักเอาเองว่าเป็นการแก้ปัญหา

เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ผลของความกังวลที่เกิดขึ้นจากการค้นพบว่า เตาเผาของเสียทางการแพทย์เป็นแหล่งผลิตสำคัญของไดออกซินที่ปนเปื้อนเข้าสู่สิ่งแวดล้อม (ดูตาราง) ทำให้เกิดวิธีการจัดการของเสียทางการแพทย์ 2 วิธีการที่แตกต่างกัน

วิธีการแรก ผมขอเรียกว่า การตามแก้ปัญหาเข้าทำนองวัวหายล้อมคอก (การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ) คือการปรับปรุงโรงงานเผาขยะที่มีอยู่ (หรือสร้างขึ้นใหม่) ด้วยเทคโนโลยีควบคุมมลพิษทางอากาศที่ทันสมัยมากขึ้น อีกวิธีการหนึ่งคือ การป้องกันไว้ก่อน (การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ) ซึ่งเป็นการค้นหาเทคโนโลยี (เก่าบ้าง ใหม่บ้าง) ที่สามารถทำลายแบคทีเรียและเชื้อไวรัสต่างๆ โดยไม่มีการทำลายสารประกอบที่ผสมอยู่โดยวิธีการทางเคมี หลังจากการอภิปรายในประเด็นต่างๆของความร้ายแรงในการแพร่ไดออกซินแล้ว ผมจะเปรียบเทียบวิธีการทั้ง 2 ให้ดู

การเผาของเสียทางการแพทย์และไดออกซิน

ปัจจุบัน คำว่า ไดออกซิน มักจะถูกใช้ในความหมายที่อ้างถึง สารประกอบ 2 กลุ่มที่เรียกว่า โพลีคลอริเนทเบนโซไดออกซิน(Polychlorinated dibenzo dioxins-PCDDs) และ โพลีคลอริเนท ไดเบนโซ ฟูแรน(Polychlorinated dibenzo furans-PCDFs) สารประกอบทั้งหมดจำนวน 210 ชนิด (ซึ่งความแตกต่างของสารเหล่านี้ขึ้นอยู่กับจำนวนและตำแหน่งของอะตอมคลอรีนในโครงสร้างโมเลกุล) ในทั้ง 2 กลุ่ม มีอยู่ 17 ชนิดที่มีความเป็นพิษสูงมาก

น่าหัวร่อที่สารพิษเหล่าอันตรายเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นโดยแค่การเผาอะไรก็ตามที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบอยู่ ซึ่งรวมถึงของเสียทางการแพทย์ด้วย

ไดออกซิน ถูกค้นพบครั้งแรกในอากาศเสียที่ปล่อยออกมาจากเตาเผาขยะมูลฝอยที่ดำเนินการโดย Olie and Co-workers ในปี พ.ศ. 2520 ต่อมาในปี พ.ศ.2530 Hagenmaier and Co-workers ในเยอรมันรายงานว่า ระดับของไดออกซินและฟูแรนในเถ้าเบาซึ่งเก็บรวบรวมจากเตาเผาขยะของโรงพยาบาล สูงเป็น 2 เท่าของระดับที่พบในเถ้าเบาจากโรงงานเผาขยะของเทศบาล ดังตารางที่ 1

ในเดือนกันยายนปี พ.ศ. 2537 USEPA (หน่วยงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อมขิงสหรัฐอเมริกา) ตีพิมพ์รายงานฉบับร่างซึ่งได้รายงานการตรวจสอบแหล่งกำเนิดต่างๆของไดออกซินที่สืบทราบในสหรัฐ และสรุปว่า การเผาของเสียจากโรงพยาบาลเป็นแหล่งกำเนิดที่ใหญ่ที่สุด คือ ทำให้เกิดสารพิษไดออกซิน 5,100 กรัม จากจำนวนทั้งหมด 9,300 กรัมของสารพิษที่เกิดขึ้นทั่วประเทศใน 1 ปี

มีคำอธิบาย 2 อย่างว่า ทำไมเตาเผาขยะของโรงพยาบาลจึงผลิตไดออกซินและฟูแรน-เปรียบเทียบจากการเผาขยะ 1 ตัน-มากกว่าเตาเผาของเทศบาล อย่างแรก คือ เมื่อเทียบกันโดยปริมาณแล้วของเสียทางการแพทย์ประกอบด้วยพลาสติกมากกว่าขยะเทศบาล (ประมาณร้อยละ 30 ต่อร้อยละ 7) และพลาสติกส่วนใหญ่เป็นพลาสติกที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ (เช่น PVC) อย่างที่สอง คือ เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เตาเผาขยะของเทศบาลมีพัฒนาการในการควบคุมมลพิษทางอากาศที่ก้าวหน้ากว่าเตาเผาของโรงพยาบาล นอกจากนี้ เตาเผาของเทศบาลยังดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการอบรมมาให้ชำนาญเฉพาะทาง ขณะที่เตาเผาของโรงพยาบาลมักดำเนินการโดยภารโรง คำอธิบายทั้ง 2 นี้มีความเป็นไปได้ที่จะถูกต้องมากทีเดียว

อย่างไรก็ดี ผู้ที่ให้ความสำคัญกับการอธิบายอย่างแรก สนับสนุนให้มีการแยก PVC และพลาสติกที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบอื่นๆ ออกจากของเสียทางการแพทย์

ในประเทศออสเตรีย โรงพยาบาลต่างๆ เลิกใช้ PVC ไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตาม ในประเทศอินเดีย กรมควบคุมมลพิษกำลังพิจารณาข้อเรียกร้องให้โรงพยาบาลที่ต้องการสร้างเตาเผาขยะแยก PVC ก่อนเผา

ผู้ที่ให้ความสำคัญกับคำอธิบายหลังสนับสนุนให้มีการปรับปรุงเตาเผาขยะของโรงพยาบาลด้วยการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมมลพิษทางอากาศที่มีราคาแพงและใช้กับเตาเผาที่ทันสมัยของเทศบาลในเวลานี้

ขณะที่ทั้ง 2 วิธีทำได้เพียงลด (ไม่ได้กำจัด) การปล่อยไดออกซินออกสู่สิ่งแวดล้อม ในความเห็นของผม ทั้ง 2 วิธีเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่เหมาะสมและคุ้มค่ากับปัญหาในขั้นพื้นฐาน

พูดง่ายๆ ก็คือ การเกิดไดออกซิน ไม่ใช่ธรรมชาติของปัญหาการจัดการของเสียทางการแพทย์

ถ้าขยะเหล่านั้นไม่ถูกเผา จะไม่มีไดออกซินเกิดขึ้น

ข้อเท็จจริงที่ว่า มีเทคโนโลยีหลายอย่างที่คุ้มค่าและเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ซึ่งสามารถจัดการกับขยะติดเชื้อได้โดยไม่ต้องเผา สามารถหยุดข้อโต้แย้งดังกล่าวได้

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะอภิปรายถึงเทคโนโลยีดังกล่าว ผมคิดว่ามีความสำคัญที่จะกล่าวถึงข้อจำกัดต่างๆ ของยุทธศาสตร์การใช้อุปกรณ์ควบคุมมลพิษที่ก้าวหน้าและมีราคาแพงอย่างที่ใช้ในเยอรมนีและฮอลแลนด์

ปัญหาต่างๆ เนื่องจากการควบคุมมลภาวะที่เกิดจากไดออกซิน

การควบคุมมลพิษที่ก้าวหน้าที่สุดเพื่อจำกัดการปล่อยไดออกซินจากเตาเผามีผลต่อการพ่นสารคาร์บอนที่ถูกกระตุ้นและน้ำปูนขาว เข้าใส่ก๊าซที่อยู่ในท่อ ที่เกิดจากห้องเผาหรือตัวแลกเปลี่ยนความร้อนและสะสมฝุ่นละอองที่ได้ไว้ในถุงกรอง บางครั้งตามมาด้วยระบบการชำระด้วยน้ำก่อนที่จะมีการปล่อยก๊าซดังกล่าวสู่สิ่งแวดล้อม ในกรณีของโรงเผาขนาดใหญ่ซึ่งดำเนินการในพื้นที่ที่ไนโตรเจนออกไซด์มีปัญหา (เมืองใหญ่และเมืองที่มีปัญหาในทางกลับกัน) ระบบการขจัดไนโตรเจนออกไซด์ราคาแพงอาจเป็นที่ต้องการ

ประการแรก

การมีอุปกรณ์ควบคุมมลพิษนั้นยังไม่พอ สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ต้องมีบุคลากรที่ได้รับการอบรมให้ชำนาญเฉพาะทางเป็นผู้ดำเนินการด้วย ในปัจจุบัน โรงพยาบาลต่างๆ ไม่มีบุคลากรดังกล่าว นี่เป็นหนึ่งในหลายๆ เหตุผลที่ทำให้เยอรมนีไม่อนุญาตให้มีการเผาของเสียทางการแพท์ในโรงพยาบาลได้ต่อไปอีก ของเสียเหล่านี้ต่องส่งไปเผาที่โรงเผาของเทศบาลที่มีอุปกรณ์ควบคุมมลพิษทางอากาศและดำเนินงานโดยเจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญแทน

ประการที่สอง

อุปกรณ์ควบคุมมลพิษมีราคาแพงมหาศาล ในประเทศฮอลแลนด์ประมาณครึ่งหนึ่งของงบประมาณการก่อสร้างโรงเผาขยะแห่งใหม่ของเทศบาลหมดไปกับอุปกรณ์ดังกล่าว ตัวอย่างเช่น โรงเผาแห่งใหม่ในอัมสเตอร์ดัม(เผาขยะได้ 2,000 ตันต่อวัน) มีมูลค่าประมาณ 600 ล้านเหรียญสหรัฐ ประมาณ 300 ล้านเหรียญสหรัฐใช้ไปกับอุปกรณ์ควบคุมมลพิษ

เพื่อที่จะให้คุ้มค่ากับการลงทุนทางการเงินที่มากขนาดนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างอุปกรณ์เหล่านี้ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้ทำให้โรงเผาขยะในโรงพยาบาล-ซึ่งเมื่อเทียบกับโรงเผาขยะของเทศบาลแล้วมีขนาดเล็กกว่ามาก-มีจำนวนลดลง ในสหรัฐอเมริกา เตาเผาของเสียที่มีขนาดเล็กที่สุดของโรงพยาบาลเผาขยะได้น้อยกว่า 1 ตันต่อวัน และขนาดใหญ่ที่สุดเผาได้ 50-100 ตันต่อวัน

ถ้ามีการสร้างเตาเผาขนาดเล็กในโรงพยาบาลหรือสถาบันวิจัย โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับงบประมาณจำนวนมากหรือได้รับเงินทุนมาด้วยวิธีการอื่น เช่น วิทยาลัยสัตวแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนล กำลังพิจารณาการสร้างเตาเผาขยะขนาด 1-2 ตันต่อวันเพื่อเผาขยะติดเชื้อซึ่งประกอบด้วย ซากสัตว์ที่ใช้ในการวิจัยและขยะติดเชื้อที่ถูกควบคุม โครงการนี้คาดว่าจะมีค่าใช้จ่าย 3 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ได้รับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากหน่วยงานอื่น

ประการที่สาม

แม้ว่าเตาเผาขยะจะได้รับการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมมลพิษทางอากาศที่ทัยสมัยแล้วก็ยังคงมีการเรียกร้องจากประชาชนอย่างกว้างขวาง บ่อยครั้งที่การเรียกร้องนั้นสามารถที่จะหยุดโครงการไว้ได้ เช่น โครงการของมหาวิทยาลัยคอร์แนลที่กล่าวถึงข้างต้น ได้จุดชนวนให้เกิดข้อโต้แย้งทางสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ที่สุดเมื่อไม่นานมานี้ที่มหาวิทยาลัย ขณะที่เขียนบทความนี้ คณบดีวิทยาลัยสัตวแพทย์สัญญาว่าจะหยุดโครงการไว้ก่อนจนกว่าประชาชนจะได้โอกาสมีส่วนร่วม ในทางตรงกันข้าม เทคโนโลยีที่ไม่มีการเผากระตุ้นความตื่นเต้นของประชาชนให้มีการต่อต้านน้อยมาก

ประการที่สี่

ไม่มีทางที่เตาเผาขยะใดๆ จะได้รับการติดตามตรวจสอบการปล่อยไดออกซินและโลหะเป็นพิษอย่างต่อเนื่อง การวัดค่าไดออกซินต้องเก็บตัวอย่างก๊าซร้อนเป็นเวลา 5-8 ชั่วโมงและส่งกากที่ได้จากการกรองไปยังห้องทดลอง กระบวนการนี้ใช้เวลาและค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ตัวอย่างเช่น เตาเผาขนาดเล็กมีการตรวจสอบหาค่าไดออกซินไม่บ่อยนัก, เตาเผาขยะในโรงพยาบาลที่มีการดำเนินการในสหรัฐในปี พ.ศ. 2536 มีประมาณ 5,000 แห่ง ไม่ถึง 20 แห่งที่ได้รับการตรวจสอบค่าไดออกซิน

ยิ่งไปกว่านั้นนั้น เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการจะได้รับการแจ้งล่วงหน้าประมาณ 1 เดือนก่อนจะมีการตรวจ ทำให้มีเวลาเหลือพอที่จะปรับปรุงการปฏิบัติงานให้ได้ผลที่ดีที่สุดและสมารถที่จะปรับเปลี่ยนขยะที่นำมาเผาในวันที่มีการทดสอบได้

สิ่งนี้ทำให้การวัดค่าไดออกซินตลอดจนการนำมาใช้เป็นดัชนีชี้ให้เห็นถึงปริมาณการปล่อยไดออกซินในระหว่างการดำเนินงานปกติมีความน่าเชื่อถือน้อยลง

ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อมีการอนุญาตให้สร้างโรงเผาขยะจากโรงพยาบาลขึ้นแห่งหนึ่ง ต้องมีการปล่อยสารไดออกซินเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประการที่ห้า

เนื่องจากยุทธศาสตร์การควบคุมมลพิษทางอากาศให้ความสำคัญกับการตรวจจับไดออกซินมากกว่าป้องกันการเกิด ซึ่งวิธีการนี้จะได้ผลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการควบคุมที่ถูกต้องและจะถูกละเลยไม่ได้ แม้แต่โรงเผาขยะที่ทันสมัยก็ยังไม่สามารถยืนยันในเรื่องนี้ได้ เช่น โรงเผาขยะแห่งหนึ่งในรอตเตอร์ดัม ประเทศฮอลแลนด์ซึ่งติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมมลพิษทางอากาศที่ทันสมัยในราคา 240 ล้านเหรียญสหรัฐ ถึงกระนั้นการดำเนินการในระยะเวลา 12 เดือนหลังจากการติดตั้ง อุปกรณ์ดังกล่าวถูกละเลยถึงร้อยละ 10เมื่อตรวจสอบประมาณการปล่อยไดออกซินจากโรงงานก่อนมีการติดตั้งอุปกรณ์นั้น พบว่าโรงงานนี้ปล่อยไดออกซินจำนวน 230 กรัมต่อปี ดังนั้น การละเลยร้อยละ 10 จะทำให้มีไดออกซินประมาณ 23 กรัมต่อปี เข้าสู่สิ่งแวดล้อมของฮอลแลนด์ซึ่งสูงกว่าที่ชาวฮอลแลนด์หวังไว้ว่าโรงเผาขยะทั้งหมดในประเทศจะปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมในปี ค.ศ. 2000 ถึง 5 เท่า

ประสิทธิภาพในการกำจัดไดออกซินโดยการใช้ spray drierและfabric filter เป็นเครื่องควบคุมมลพิษ

ตารางที่ 2 แสดงการวัดค่าจากโรงเผาขยะของเทศบาลหลายแห่งในอเมริกาเหนือ ซึ่งมีการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมมลพิษทางอากาศ (วัดทั้งก่อนและหลังการติดตั้ง) ตัวเลขเหล่านี้เน้นให้เห็นว่า การตรวจจับไดออกซินมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงไร และไดออกวินจะกลายเป็นปัญหาที่มีความรุนแรงเพียงใด หากอุปกรณ์ดังกล่าวถูกละเลย

ประการที่ 6

มีการปล่อยไดออกซินเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเตาเผาเริ่มหรือหยุดเดินเครื่อง ตารางที่ 3 เป็นตัวอย่างเปรียบเทียบความแตกต่างที่เกิดขึ้น โดยปกติโรงเผาขยะต่างๆ จะไม่มีการทดสอบภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวนี้ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว เตาเผาขยะจากโรงพยาบาลมีการเปิดและปิดเครื่องเป็นประจำ

ประการที่ 7

มีความแปรปรวนอย่างมากเกิดขึ้นตลอดเวลาที่มีการวัดค่าไดออกซินจากโรงงานที่ระบุไว้แห่งหนึ่ง สิ่งนี้เน้นถึงปัญหาความน่าเชื่อถือของผลการตรวจสอบที่ไม่ได้กระทำอย่างต่อเนื่อง

ตารางที่ 4 ให้ตัวอย่างจำเพาะของไดออกซินที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ที่โรงเผาขยะเทศบาลแห่งหนึ่งในสหรัฐ ไม่มีความชัดเจนว่าทำไมจึงมีการเพิ่มขึ้นอย่างมากในระหว่าง 7 ปีที่มีการทดสอบ คำอธิบายหนึ่งที่เป็นไปได้ คือ อุปกรณ์ดังกล่าวได้เสื่อมไปตามกาลเวลา สิ่งนี้ยังชี้ให้เห็นว่าการตรวจสอบอย่างมีคุณภาพ (ซึ่งมีราคาแพง) เจ้าหน้าที่ผู้ผ่านการอบรมเฉพาะทาง(ซึ่งมีราคาแพง) และชิ้นส่วนสำคัญของอุปกรณ์ที่ต้องเปลี่ยนเป็นระยะ (ซึ่งมีราคาแพง) เป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง

ประการที่ 8

ยิ่งมีความพยายามจับโลหะเป็นพิษและไดออกซินในการควบคุมมลพิษทางอากาศเท่าไร เถ้าเบาที่สะสมอยู่ก็ยิ่งมีความเป็นพิษมากขึ้น สิ่งนี้ทำให้เกิดปัญหาหลายประการตามมา อันดับแรก คือ อันตรายจากเถ้าเบาต่อคนงานและผู้ที่สัมผัสเถ้าเบาโดยตรง โดยเฉพาะเมื่ออุปกรณ์ควบคุมมลพิษปล่อยของเสียทิ้งและได้รับการทำความสะอาด อันดับที่สอง เมื่อเถ้าเบาถูกกำจัดในฐานะของเสียอันตราย-อย่างที่ผมคิดว่ามันควรจะเป็น-ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานก็จะเพิ่มขึ้นอีก โชคร้ายที่แม้แต่ทางการเองยังอนุญาตให้จัดการกับเถ้าอันตรายเหล่านี้อย่างไม่เหมาะสม โดยคิดว่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายหรือเพื่อเลี่ยงความจำเป็นในการติดตั้งอุปกรณ์กำจัดขยะอันตรายเพิ่มขึ้น เช่น รัฐบาลฮอลแลนด์อนุญาตให้นำเถ้าเบาร้อยละ 35 จากโรงเผาขยะเทศบาลผสมกับแอสฟัลท์เพื่อใช้เทผิวถนน

ประการที่ 9

เมื่อมีการก่อสร้างหรือติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมมลพิษ นั่นหมายถึงค่าใช้จ่ายมากมายมหาศาลในระยะยาว เพียงเพื่อใช้จัดการกับของเสียทางการแพทย์ ในอีก 20 ปีหรือมากกว่านั้นเราจะพบว่ามีวิธีแก้ปัญหาที่สมเหตุสมผลและคุ้มค่ามากกว่านี้ นอกจากนั้น อุปกรณ์นี้ยังจะผลักดันให้มีพฤติกรรมปละพัฒนาการในการทิ้งของเสียมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราละเลยการแก้ปัญหาแบบ การป้องกันไว้ก่อน

โดยสรุป มันแสดงให้เห็นถึง เรื่องราวที่ทำเป็นปกติในชั่วระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งกำลังคุกคามอนาคตของมนุษย์ในโลกอันจำกัด

ยุทธศาสตร์การป้องกันไว้ก่อนสำหรับการแก้ปัญหาของเสียทางการแพทย์

ก่อนที่จะเข้าสู่เทคโนโลยีที่สามารถจัดการกับขยะติดเชื้อได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องมองถึงภาพรวมของยุทธศาสตร์ดังกล่าวเพื่อทำความเข้าใจวิธีการแก้ไขปัญหาของเสียทางการแพทย์ที่มีเหตุผลอันควรซึ่งแบ่งได้เป็นขั้นตอนต่างๆ ดังนี้

ขั้นที่1

โรงพยาบาลหรือสถาบันวิจัยควรจัดประชุมเพื่ออภิปรายประเด็นปัญหาของเสีย โดยเชิญเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร, แพทย์, พยาบาลและพนักงานอื่นๆ เข้าร่วม บ่อยครั้งมากที่การตัดสินใจในเรื่องนี้เป็นของฝ่ายบริหารร่วมกับคณะที่ปรึกษาซึ่งมีความเชื่อมั่นสูงต่อเทคโนโลยีการเผา

ขั้นที่ 2

คณะทำงานควรมีการวิเคราะห์เพื่อจำแนกการเกิดของเสียชนิดต่างๆ และวิเคราะห์ความจำเป็นของการเกิดขยะเหล่านั้น ในขั้นนี้ควรกลับไปสู่ข้อโต้แย้งเรื่องสิ่งที่หมุนเวียนนำกลับมาใช้ใหม่ได้และสิ่งที่สามารถกำจัดได้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้รวมไปตั้งแต่ภาชนะในโรงอาหารที่ทำลายได้ไปจนถึงเข็มฉีดยาที่ใช้รักษาผู้ป่วย

ขั้นที่ 3

คณะทำงานควรร่างนโยบายการดูแลรักษาสถานที่ที่ดี(good housekeeping) เกี่ยวกับการคัดแยกขยะต่างชนิด สิ่งแรกที่ควรทำ คือแยกขยะที่ไม่ติดเชื้อ เช่น ขยะสำนักงาน ขยะโรงอาหาร ซึ่งมีประมาณร้อยละ 80-85 ของขยะทั้งหมดออกจากขยะติดเชื้อ ซึ่งมีเพียงแค่ร้อยละ 15-20 เท่านั้น

ขั้นที่ 4

ส่วนหนึ่งของนโยบายในการดูแลรักษาสถานที่ที่ดี คณะทำงานควรให้นโยบายในการวัสดุแหลมคม หมายถึงให้มีการระบุชัดเจนและจัดให้มีภาชนะที่ปลอดภัยสำหรับจัดเก็บวัสดุแหลมคมเหล่านี้ ในขณะที่วัสดุเหล่านี้มีเพียงไม่ถึงร้อยละ 1 ของของเสียทั้งหมด แต่มีโอกาสแพร่เชื้อโรคจากผู้ป่วยไปยังเจ้าหน้าที่หรือคนทั่วไปได้สูงกว่าร้อยละ 90 ทีเดียว

ขั้นที่ 5

คณะทำงานควรทำการวิจัยเทคโนโลยีต่างๆที่หาได้เพื่อจัดการกับขยะติดเชื้อทั้งในและนอกโรงพยาบาล จัดทำเป็นตารางเปรียบเทียบทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม ของทางเลือกเหล่านั้น

ขั้นที่ 6

คณะทำงานควรเตรียมตารางสำหรับการจัดการของเสียที่ก่อโรค เช่น ชิ้นส่วนร่างกาย ซากสัตว์อันเกิดจากการแพทย์ ซึ่งโดยทั่วไปมีสัดส่วนน้อยมากจากจำนวนทั้งหมด โดยไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่ทำการทดสอบในขั้นที่ 5

ขั้นที่7

ตัวแทนจากชุมชนควรได้รับเชิญให้มีส่วนร่วมอภิปรายและตัดสินใจเลือกทางเลือกที่มีอยู่ทั้งหมด บางคนอาจแย้งว่าชุมชนควรได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนแรกเรื่อยมา

ขั้นที่8

หากสถานการณ์นำไปสู่การโต้แย้งว่าควรจะดำเนินการทางเลือกใด ผมเห็นว่านี่คือประเด็นที่ควรมองหาความช่วยเหลือจากภายนอก ผมเสนอให้มีการสนับสนุนเงินทุนที่เท่าเทียมกันเพื่อตรวจสอบทางเลือกที่ทั้งสองฝ่ายสนับสนุนอย่างละเอียดรอบคอบ วิธีการนี้จะเพิ่มความปลอดภัยในการแก้ปัญหาของเสียดังกล่าวอย่างมีเหตุผล และลดความบาดหมางใจระหว่างโรงพยาบาลและชุมชน

เทคโนโลยีแบบไม่มีการเผาเพื่อกำจัดของเสียติดเชื้อ

หากสถานการณ์นำไปสู่การโต้แย้งว่าควรจะดำเนินการทางเลือกใด ผมเห็นว่านี่คือประเด็นที่ควรมองหาความช่วยเหลือจากภายนอก ผมเสนอให้มีการสนับสนุนเงินทุนที่เท่าเทียมกันเพื่อตรวจสอบทางเลือกที่ทั้งสองฝ่ายสนับสนุนอย่างละเอียดรอบคอบ วิธีการนี้จะเพิ่มความปลอดภัยในการแก้ปัญหาของเสียดังกล่าวอย่างมีเหตุผล และลดความบาดหมางใจระหว่างโรงพยาบาลและชุมชน

กลุ่มต่างๆ ที่ได้มีการศึกษาเปรียบเทียบเทคโนโลยีการกำจัดของเสียโดยไม่เผา ประกอบไปด้วย คณะกรรมการการรีไซเคิลแห่งออนตาริโอ เมืองโตรอนโต แคนาดา, กลุ่มแนวร่วมสิ่งแวดล้อมจากอัลบานี นิวยอร์ก และภาคีโรงพยาบาล 14 แห่งในมินนีโซตา สหรัฐอเมริกา, และกลุ่ม SHRISTI จากกรุงเดลี อินเดีย

ปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยี 3 แบบซึ่งเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ ทั้งในโรงพยาบาลและนอกโรงพยาบาลแถบอเมริกาเหนือและยุโรป ดังต่อไปนี้

จุดประสงค์ของบทความนี้คงไม่เลือกวิธีการใดวิธีการหนึ่งจากทางเลือกต่างๆ เหล่านี้ แต่คงพูดตรงๆ ได้ว่า

ปัญหาของเสียที่ก่อโรค

อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ของเสียที่ก่อโรค (เช่น ชิ้นส่วนร่างกายและซากสัตว์ที่ใช้ในการวิจัย) เหล่านั้นไม่ยอมรับเทคโนโลยีแบบไม่มีการเผา แต่โชคดีที่ของเสียเหล่านี้มีอัตราส่วนน้อยมาก (ไม่ถึงร้อยละ 1) จากของเสียทั้งหมดจากโรงพยาบาลหรือสถาบันวิจัย ข้อเสนอแนะของผม คือ ใช้วิธีที่เราใช้กับร่างกายมนุษย์ นั่นคือ การฝังและการเผา

ในการเผามีข้อควรระวังดังต่อไปนี้

การฝังอย่างระมัดระวังในบริเวณที่เลือกแล้ว เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด แต่ในบางแห่งที่มีปัญหาที่ว่างราคาสูงอาจเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ

บทสรุป

หลังจากที่ได้ตรวจสอบปัญหาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาของเสียทางการแพทย์ด้วยวิธีการย้อนหลังโดยการเผาในโรงเผาขยะที่มีการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมมลพิษทางอากาศ, และด้วยวิธีการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุโดยลดปัญหาขยะ คัดแยกขยะ และไม่ใช้เทคโนโลยีการเผากับขยะติดเชื้อ

ข้อโต้แย้งทั้ง 2 นี้ นำไปสู่ข้อสังเกตของอัลเบิร์ต  ไอน์สไตน์ที่ว่า

ผู้ฉลาดกว่าเลือกแก้ไขปัญหา  ผู้อวดฉลาดเลือกหลีกเลี่ยงปัญหา

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading