Taragraphies — Header Component

บนโลกมีบางสิ่งที่ลุกไหม้อยู่เสมอ ไฟป่าเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือจากฝีมือมนุษย์ และผู้คนใช้ไฟที่สามารถควบคุมได้เพื่อจัดการพื้นที่เพาะปลูกและทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ และแผ้วถางพืชพรรณธรรมชาติเพื่อการเพาะปลูก ไฟก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศจำนวนมาก ปล่อยก๊าซเรือนกระจก และทำให้ระบบนิเวศเสื่อมโทรมโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ไฟยังสามารถกำจัดพุ่มไม้ที่ตายแล้วและกำลังจะตาย ซึ่งช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมามีสุขภาพที่ดีได้ ในระบบนิเวศหลายแห่ง รวมถึงผืนป่าโบเรียลและทุ่งหญ้า พืชมีวิวัฒนาการร่วมกับไฟและต้องการการเผาไหม้เป็นระยะๆ เพื่อขยายพันธุ์

แผนที่ไฟแสดงตำแหน่งของไฟที่กำลังลุกไหม้ทั่วโลกรายเดือน โดยอ้างอิงจากการสังเกตจาก Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ของ NASA สีของพิกเซลขึ้นอยู่กับการนับจำนวน (ไม่ใช่ขนาด) ของไฟที่สังเกตได้ในพื้นที่ 1,000 ตารางกิโลเมตร พิกเซลสีขาวแสดงค่าสูงสุดของการนับ — มากถึง 30 จุดในพื้นที่ 1,000 ตารางกิโลเมตรต่อวัน พิกเซลสีส้มแสดงไฟได้มากถึง 10 จุด ในขณะที่พื้นที่สีแดงแสดงไฟเพียง 1 จุดต่อวัน

รูปแบบทั่วโลกบางส่วนที่ปรากฏในแผนที่ไฟเมื่อเวลาผ่านไปเป็นผลมาจากวัฏจักรตามธรรมชาติของปริมาณน้ำฝน ความแห้งแล้ง และฟ้าผ่า ตัวอย่างเช่น ไฟที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเป็นเรื่องปกติในป่าทางเหนือของแคนาดาในฤดูร้อน ในส่วนอื่นๆ ของโลก รูปแบบต่างๆ เป็นผลมาจากกิจกรรมของมนุษย์ ตัวอย่างเช่น การเผาไหม้ที่รุนแรงในใจกลางของอเมริกาใต้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงตุลาคมเป็นผลมาจากการจุดไฟโดยมนุษย์ ทั้งโดยเจตนาและโดยบังเอิญ ในป่าฝนแอมะซอนและ Cerrado (ระบบนิเวศทุ่งหญ้า/ทุ่งหญ้าสะวันนา) ทางตอนใต้ ทั่วทั้งทวีปแอฟริกา พื้นที่เผาใหม้เพื่อการเกษตรแผ่ขยายวงกว้างจากเหนือจรดใต้ทั่วทั้งทวีปเมื่อฤดูแล้งดำเนินไปในแต่ละปี การเผาเพื่อการเกษตรเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูหนาวและต้นฤดูแล้งของทุกปีทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ดู ดาวน์โหลด หรือวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้เพิ่มเติมจาก NASA Earth Observations (NEO): Fire

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading