Taragraphies — Header Component
ผู้เขียน : ประสงค์ ปาณศรี - เครือข่ายคนรักษ์นครนายกมรดกธรรมชาติ

สืบเนื่องจากประเด็นร้อนแรง เรื่องแท่งเหล็กเครื่องตรวจวัดระดับที่มีส่วนประกอบของสารกัมมันตรังสีซีเซี่ยม 137 หายไปจากโรงไฟฟ้าที่ปราจีนบุรี และมีความพยายามหากันอยู่สักระยะหนึ่งแต่ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ แล้วจู่ๆก็มีการแถลงข่าวเรื่องพบสารกัมมันตรังสี ซีเซี่ยม 137 ในฝุ่นเหล็กของโรงงานหลอมเหล็กแห่งหนึ่งที่ปราจีนบุรี ซึ่งข้อสรุปส่วนหนึ่งของการแถลงข่าวคือ ไม่แน่ใจว่า สารกัมมันตรังสี ซีเซี่ยม 137 ที่ตรวจพบนั้นมาจากอุปกรณ์ที่หายไปจากโรงงานไฟฟ้านั้นหรือไม่

นั่นหมายความว่า เรื่องนี้มีสองประเด็นที่ชัดเจน คือ

มีหน่วยงานผู้เกี่ยวข้องกับการใช้สารกัมมันตรังสี อยู่ 3 หน่วยงานที่อยากจะกล่าวถึงกล่าวคือ 1.โรงไฟฟ้า/โรงงานหลอมเหล็ก 2.สำนักงานปรมณูเพื่อสันติ (ปส.) และ 3. สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) หรือ สทน. ทั้ง 3 หน่วยงานมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน

โรงไฟฟ้าคือผู้ใช้อุปกรณ์วัสดุรังสี มีหน้าที่ต้องดูรักษาและรายงาน ปส. ตามช่วงระยะที่ ปส. ออกใบอนุญาตมาตามกฏหมาย ขั้นตอนนี้สำคัญ เพราะมีบทลงโทษระบุไว้หากปล่อยปะละเลย และ ปส. ก็ต้องตรวจสอบอุปกรณ์วัสดุรังสีดังกล่าวนั้น และรายงานเป็นช่วงตามระยะที่กำหนดในใบอนุญาต

ในฐานะผู้กำกับดูแล กิจกรรมด้านนิวเคลียร์และรังสีทั่วประเทศ หากเกิดความเสียหายใดๆ ทั้งสองหน่วยงานนี้ต้องรับผิดชอบ เช่นกรณี โคบอลค์ 60 ที่สมุทรปราการเมื่อปี พ.ศ. 2534 ซึ่ง ปส. และบริษัทเอกชนต้องชดใช้ค่าเสียหายจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น

กรณีโรงหลอมเหล็ก เรียกได้ว่าแทบจะเป็นคนละเรื่องกับเรื่องเครื่องแท่งเหล็กตรวจวัดระดับของโรงไฟฟ้า โดยมี “ซีเซี่ยม 137” เป็นตัวเชื่อม

ในขบวนการหลอมเหล็กเองก็มีการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นสารกัมมันตรังสี ซีเซี่ยม 137 เท่านั้น สารกัมมันตรังสีอื่นๆ ก็สามารถปนเปิ้อนได้ การปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีในระบบหลอมเหล็กมาได้ 3 ช่องทาง คือ กากกัมมันตรังสีที่ใช้แล้ว กากกัมมันตรังสีตามธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ทั่วไปเช่นเครื่องตรวจจับควัน เป็นต้น (ตามภาพ) อาจจะนำเข้าจากต่างประเทศหรือภายในประเทศ

การหลอมเหล็กจะใช้อุณหภูมิที่สูงราว 1,000-1,200 องศาเซลเซียส วัสดุอื่นๆที่มีจุดหลอมเหลวต่ำกว่าก็จะกลายเป็นไอ และถูกกรองด้วยห้องดักจับ เมื่อปริมาณเยอะขึ้นเกิดเป็นฝุ่นสีแดง ซึ่งเรียกว่าฝุ่นเหล็ก และฝุ่นเหล็กดังกล่าว มีองค์ประกอบแร่ธาตุอื่นๆด้วยเช่นสังกะสี

ฝุ่นดังกล่าวจะถูกส่งไปยังโรงงานแปรสภาพเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป แต่หากปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีก็จะกระทบไปทั้งล๊อตที่หลอมนั้น ก็จะถูก ปส. ดำเนินการให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินิวเคลียร์ในฐานผู้ก่อกัมมันตรังสี โดยส่งต่อไปยังหน่วยผู้รับผิดชอบนั่นคือ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) หรือ สทน.

สทน. ก็นำเข้าสู่ขบวนการจัดการกากกัมมันตรังสีกันต่อไปซึ่งมีวิธีการที่หลากหลาย

ในการจัดการกากกัมมันตรังสี วิธีคือการลดปริมาณโดยการเผา บีบอัด แล้วปิดผนึก ขึ้นอยู่กับประเภทของกากกัมมันตรังสี ความเข้ม และค่าครึ่งชีวิตของสารกัมมันตรังสีแต่ละประเภทแล้วนำไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัย โดยจะรอให้ระยะเวลาที่จะทำให้กากกัมมันตรังสีหมดสภาพในที่สุดตามค่าครึ่งชีวิต เช่น ซีเซี่ยม 137 ค่าครึ่งชีวิต 30 ปีก็คิดง่ายๆคือคูณ 10 ก็ราว 300 ปี วัสดุปนเปื้อนนั้นก็จะหมดสภาพการเป็นวัสดุกัมมันตรังสี

ในปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยีใดๆ ที่จะสามารถจัดการสารกัมมันตรังสีให้หมดไปได้ มีเพียงใช้ระยะเวลาให้เสื่อมไปตามค่าครึ่งชีวิตเท่านั้น สารกัมมันตรังสีบางชนิดมีครึ่งชีวิตสั้น แต่บางชนิดยาวนานมาก เช่นโคบอลค์ 60 ครึ่งชีวิต 5.3 ปี กล่าวคือทุกๆ 5.3 ปีสารกัมมันตรังสีจะลดลงครึ่งหนึ่งไปเรื่อยๆ แต่บางชนิดยาวนานมากเช่น ยูเรเนียมทอเรียม กลุ่มนี้มีครึ่งชีวิตเป็นหลายพันล้านปีขึ้นไป

ดังนั้นความรับผิดชอบทั้งสามหน่วยงานคือ ผู้ใช้สารกัมมันตร้งสี (โรงงาน) ผู้กำกับดูแลกิจกรรมนิวเคลียร์และกัมมันตรังสี (ปส.) และหน่วยงานจัดการกากกัมมันตรังสี (สทน.) ต้องมีความรับผิดชอบสูงมาก โดยเฉพาะหน่วยงานกำกับดูแลต้องมีความรับผิดชอบสูงเป็นพิเศษ

ในประเทศไทย กากกัมมันตรังสีถูกนำมาเก็บเพื่อรอเวลาให้หมดสภาพความเป็นสารกัมมันตรังสีอยู่ทั้ง 3 พื้นที่ของ สทน. ได้แก่ สำนักงานบางเขน 2 อาคาร สำนักงานเทคโนธานีคลองห้า 2 อาคารสำนักงานใหญ่องครักษ์ 1 อาคาร ข้อสังเกตหนึ่งคือ อาคารกากฝุ่นเหล็กกัมมันตรังสีซีเซียม 137 ถูกสร้างขึ้นไม่กี่ปีที่ผ่านมา อ้างอิงจากเอกสารรายงานประจำปีของ สทน. ในปี 2563 หน้า 88

ข้อสังเกตหนึ่งที่พบคือ การจัดเก็บในพื้นที่ 2 แห่ง คือ สำนักงานเทคโนธานีคลองห้า และสำนักงานใหญ่องครักษ์ ดำเนินการโดยไม่มีใบอนุญาตจาก ปส. ซึ่งโดยตามหลักการแล้วต้องมีใบอนุญาต 3 ใบได้แก่

อ้างอิงตามมาตรา 80 พระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ.2559 ซึ่งหากมองลึกลงไป กฏหมายดังกล่าวสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 58 ซึ่งกล่าวไว้บางส่วนว่า

“การดำเนินการใดของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการ ถ้าการนั้นอาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียส่วนใดของประชาชนหรือชุมชนรือสิ่งแวดล้อมอย่างสำคัญอื่น รัฐต้องเร่งดำเนินการให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนและชุมชนที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินการหรืออนุญาตตามที่กฎหมายบัญญัติ”

ต่อมาทาง สทน. มีความพยายามก่อสร้างอาคารเก็บฝุ่นเหล็กกัมมันตรังสี ซึ่งมีรายงานว่ามีปริมาณราว 2,000 ตัน ที่ สทน.สำนักงานเทคโนธานีคลองห้า ด้วยบทบัญญัติทางกฏหมายนิวเคลียร์ถูกบังคับใช้แล้วในมาตรา 80 พรบ.นิวเคลียร์เพื่อสันติ เมื่อทาง สทน. จะก่อสร้างอาคารดังกล่าว ทาง ปส. ได้ทำหนังสือ ที่ อว. 0504/2924 ลงวันที่ 30 กรกฏาคม 2563 ตอบกลับมายัง สทน. ว่าเมื่อจะก่อสร้างให้ปฏิบัติตามมาตรา 80 นั่นคือต้องขออนุญาตตามขั้นตอนที่ระบุในกฏหมาย แต่ในที่สุดแล้ว อาคารดังกล่าวก็สร้างเสร็จราวต้นปี พ.ศ. 2565 โดยไม่ขอใบอนุญาตตามที่ระบุในกฏหมายด้วยซ้ำ บ่งบอกว่า ปส. เองก็ไม่ได้บังคับใช้กฏหมาย หรืออาจจะถูกล้วงลูกจากสายงานระดับที่สูงขั้นไป

นั่นหมายถึงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน หน่วยงานของรัฐกลับละเมิดกฏหมายเสียเอง อีกทั้งเป็นการละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญของประชาชนอีกด้วย

สืบเนื่องจากหน่วยงานกำกับดูแลคือ ปส. และผู้ปฏิบัติคือ สทน. เป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยทั้งสองหน่วยงานขึ้นอยู่กับสำนักงานปลัด อว. จึงกล่าวได้ว่าสายบังคับบัญชาเดียวกัน มีความเป็นไปได้สูงที่จะทำให้เกิดการครอบงำทั้งสองหน่วยงาน เพราะขาดความเป็นอิสระ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ สทน. สามารถดำเนินการโดยไม่ต้องมีใบอนุญาตตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา โดยปราศจากการบังคับใช้กฏหมายของหน่วยงานกำกับดูแลตามกฏหมาย (ปส.) ที่สำคัญ เลขาธิการ ปส. กลับมีตำแหน่งในบอร์ดบริหารของ สทน. โดยตำแหน่ง ก็บ่งบอกถึงความสัมพันธ์พิเศษมากระหว่าง ผู้กำกับดูแลและหน่วยงานผู้ปฏิบัติ

ในวันที่ 31 ธันวาคม 2564 มีการออกกฎกระทรวง “ศักยภาพของผู้ให้บริการจัดการกากกัมมันตรังสีการอนุญาตและการเลิกดำเนินการให้บริการจัดการกากกัมมันตรังสี” ออกมาโดย ปส. ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นกฏหมายนิรโทษกรรมให้ สทน. ก็ว่าได้เพราะตลอดระยะที่ผ่านมาดำเนินการโดยไม่มีใบอนุญาตในการจัดการกากกัมมันตรังสีทั้ง 3 ใบ ซึ่งระบุไว้ในบทเฉพาะกาลข้อ 55 ดังนี้

บทเฉพาะกาล : ข้อ 55 ผู้ใดให้บริการจัดการกากกัมมันตรังสีอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตดำเนินการให้บริการจัดการกากกัมมันตรังสีภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับโดยไม่ต้องขอรับใบอนุญาตให้ใช้พื้นที่เพื่อตั้งสถานที่ให้บริการจัดการกากกัมมันตรังสีและใบอนุญาตก่อสร้างสถานที่ให้บริการจัดการกากกัมมันตรังสีและเมื่อได้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตแล้วให้ดำเนินการให้บริการจัดการกากกัมมันตรังสีต่อไปได้จนกว่าจะได้รับแจ้งคำสั่งไม่อนุญาตจากเลขาธิการ

จะเห็นได้ว่า บทเฉพาะกาลให้อำนาจเลขาธิการในการตัดสินใจบนเงื่อนไขหรือดุจพินิจใดไม่อาจจะทราบได้ แต่ที่แน่ๆ กฏกระทรวงนี้ขัดกับกฏหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 58 อย่างชัดเจน

อีกประเด็นหนึ่งคือ สทน. ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542 ในมาตรา 14 ระบุว่า

บรรดารายได้ขององค์การมหาชน ไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง และกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

นอกจากนี้ สทน. มีความพยายามจะจัดทำโครงการเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยขนาด 20MW ซึ่งอยู่ในการทำ EHIA ครั้งที่ 3 แต่ก็ติดปัญหาต่างๆนานา ทั้งผลกระทบโควิด และแรงต้านจากภาคประชาชนถึงความไม่ชอบมาพากลต่างๆ เช่น มีความพยายามก่อสร้างในพื้นที่เดิมที่เคยมีกรณีข้อพิพาทในการก่อสร้างครั้งที่แล้วแต่ไม่สามารถก่อสร้างได้อันเนื่องมาจากสารพัดปัญหา จนเกิดการฟ้องร้องระหว่างผู้รับจ้างคือเจนเนอรัลอะตอมมิค(GA) และหน่วยงานของรัฐ มูลค่าฟ้องร้องสูงเกือบหมื่นล้านบาทในขณะนั้น ตลอดจนความฉ้อฉลจากบุคลากรภายในหน่วยงานของรัฐจนเกิดการฟ้องร้องอีกมากมาย ส่วนคดี GA ที่อยู่ในชั้นอนุญาโตตุลาการ

นั่นหมายความว่า หน่วยงานสามารถบริหารจัดการรายได้ของตนเองได้โดยไม่ต้องส่งคืนรัฐ แต่กลับใช้งบประมาณสนับสนุนจากรัฐ และใช้ทรัพยากรของรัฐในการดำเนินการ จึงเป็นช่องทางที่ส่อให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ได้ ซึ่งหากดูรายงานประจำปีในส่วนรายได้ ค่อนข้างมีมูลค่าสูงมากยกตัวอย่างรายได้ประจำปี 2563 (เอกสารอ้างอิง)

แม้ว่า สทน. เป็นหน่วยงานของรัฐไม่ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อแสวงหาผลกำไรเป็นหลักแต่หากสังเกตจากรายได้ตามรายงาน เงื่อนไขการยกเว้นภาษีเพราะเป็นหน่วยงานของรัฐ ข้อนี้มีความพิเศษเพราะหน่วยงานของรัฐ แสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรที่ตนมี เช่นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ระบุไว้ในมาตรา 8 “ทรัพย์สินของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐซึ่งใช้ในกิจการของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐ หรือในกิจการสาธารณะ ทั้งนี้ โดยมิได้ใช้หาผลประโยชน์” ดังนั้น สทน. ต้องเสียภาษีตามกฏหมายนี้ และปฏิบัติตามกฏหมายด้านภาษี อย่างเคร่งครัด เป็นแบบอย่างที่ดีของหน่วยงานรัฐ

ในเวลาต่อมา มีรายงานการประชุมสภานโยบาย อว. ออกมาว่า “GA นำเสนอข้อเสนอเพื่อยุติคดีโดยมีข้อแลกเปลี่ยน” ในเวลาเดียวกับก็มีความพยายามจาก รัฐมนตรี อว. ส่งหนังสือ ที่ นร. 0505/850 ลงวันที่ 13 มกราคม 2565 ไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี หนังสือนั้น มีความพยายามดึงโครงการเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยเดิมเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว ขึ้นมาใหม่อีกครั้งแต่มีขนาดกำลังที่ใหญ่ขึ้นโดยขอให้มีข้อยกเว้นแบบพิเศษ

หากเรื่องนี้ได้รับการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี นั่นหมายถึงบรรยากาศเดิมๆ อาจจะกลับมาอีกครั้ง แต่หากมองความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแล้วการเลือกใช้พื้นที่เดิมคืออำเภอองครักษ์นั้น ถือว่าเป็นการใช้หลักการและเหตุผลที่ใช้ไม่ได้ เพราะบริบทมิติทางภูมิศาสตร์ ประชากร การขยายตัวของเมืองเปลี่ยนไปมาก แตกต่างจากเมื่อ 30 กว่าปีก่อนจะใช้ข้อมูลการเลือกพื้นที่ไว้แล้วกว่า 30 ปีมาตัดสินใจโดยไม่มองบริบทปัจจุบันดูไม่สมเหตุสมผล อีกทั้งพื้นที่สำนักงานองครักษ์ มีขนาดที่เล็กเกินไปไม่เป็นไปตามมาตรฐานทบวงพลังงานนิวเคลียร์ระหว่างประเทศ(IAEA)

หน่วยงานของรัฐ ผู้มีหน้าที่กำกับดูแล (ปส.) หรือหน่วยงานปฏิบัติ (สทน.) ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมา แล้วหาทางออกที่เหมาะสม เพราะ “หากไม่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นย่อมไม่พัฒนา” ในส่วนกำกับดูแลต้องมีความใส่ใจในรายละเอียดให้มาก

ระบบติดตาม ระบบเตือนภัยต่าง เมื่อวัตถุกัมมันตรังสีหายไปจากพื้นที่หรือระบบ ต้องนำเทคโนโลยี่มาช่วย บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างแผนเผชิญเหตุ บังคับใช้กฏหมายให้รัดกุมส่วนผู้ใช้งานหรือโรงงานต้องมีความรับผิดชอบตามกฏหมาย หาไม่แล้ว “ประชาชน” คือผู้รับกรรม ผลกระทบในวงกว้าง เมื่อสารกัมมันตรังสีปนเปื้อนสู่สภาพแวดล้อม ยากที่เยียว หรือเรียกว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้สภาพแวดล้อมเป็นปกติเหมือนเดิม

ท้ายที่สุดหน่วยงานกำกับดูแลกิจกรรมด้านนิวเคลียร์และกำมันตรังสีของประเทศและหน่วยงานผู้ปฏิบัติสมควรมีความเป็นอิสระต่อกันปราศจากการครอบงำใดๆ แน่นอนประเทศเราต้องมีหน่วยงานเหล่านี้ในการดำเนินงาน แต่การดำเนินการนั้นต้องมีประสิทธิภาพ ไม่เป็นเฉกเช่นปัจจุบัน พอเกิดเรื่องที ก็ตื่นตัวที

ต้องสร้างวัฒธรรมความปลอดภัย มาตราฐานความปลอดภัย แผนเผชิญเหตุ ที่สามารถปฏิบัติได้จริง ความเข้มข้นในการตรวจติดตามก็เป็นเรื่องสำคัญมาก ของทุกหน่วยงาน และประชาชนเองก็ควรมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจว่ากิจกรรมเหล่านั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน อันจะนำมาซึ่งความสงบสุข ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในการอยู่ร่วมกันในสังคม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
กฎกระทรวง ศักยภาพของผู้ให้บริการจัดการกากกัมมันตรังสีฯ
พระราชบัญญัติ องค์การมหาชน พ.ศ. 2542 http://web.krisdika.go.th/data/lawabout/lawdetail/lawdetail_002.htm
การแถลงข่าวของรองประธานาธิบดี กามาลา แฮริส http://bit.ly/3ZaAjhZ0
หนังสือ นร. 0505/850 https://resolution.soc.go.th/?prep_id=405587
รายงานประจำปี พ.ศ. 2563 (สทน.) http://bit.ly/40q36zZ0
รายงานการประชุมนโยบาย อว. (เสนอยุติคดี GA)http://bit.ly/3FHx0aQ0
โครงสร้างการบริหาร อว.
https://www.mhesi.go.th/images/2562/0008.jpg
มาตราฐานเชิงพื้นที่ (IAEA)

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading