Taragraphies — Header Component

เปรียบเทียบกันระหว่าง(ร่าง)ดัชนีคุณภาพอากาศของประเทศไทยฉบับใหม่และดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพชาวเหนือ (Northern Thailand Air Quality Health Index-NTAQHI) ก็จะประมาณรูปนี้ครับ

(ร่าง)ดัชนีคุณภาพอากาศของประเทศไทยฉบับใหม่แทบจะไม่มีอะไรใหม่ ยกเว้นความเข้มข้นของ PM2.5 ในหน่วยไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรที่ปรับตาม Ambient Air Standard ที่เป็นค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงซึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2566 นี้

สรุปง่ายๆ คือเมื่อ ความเข้มข้นของฝุ่นพิษ PM2.5 เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร กรมควบคุมมลพิษก็จะแจ้งเตือนว่า AQI ของฝุ่นพิษ PM2.5 = 100 (สีส้ม) และ “เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ” และเมื่อ AQI เกิน 200 จึงจะแจ้งเตือนว่าฝุ่นพิษ PM 2.5 “มีผลกระทบต่อสุขภาพ”

ส่วนดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพชาวเหนือ (Northern Thailand Air Quality Health Index-NTAQHI) ก้าวหน้ากว่าในแง่ของการเตือนภัย กล่าวคือ ความเข้มข้นของฝุ่นพิษ PM2.5 เกิน 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ไปจนถึง 55 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือ AQI = 100-150 (สีส้ม) จะแจ้งเตือนว่า “มีผลกระทบต่อสุขภาพต่อกลุ่มเสี่ยง” และเมื่อ AQI เป็น151-200 จะเตือนว่า “มีผลกระทบต่อสุขภาพ”

แถบสี “ดัชนีคุณภาพอากาศ” ที่มากกว่า 200 ขึ้นไป ไม่ว่าจะมากกว่าแค่ไหน (ร่าง)ดัชนีคุณภาพอากาศของประเทศไทยฉบับใหม่ก็จะเป็นสีแดงไปจนสุด ในขณะที่ดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพชาวเหนือ (Northern Thailand Air Quality Health Index-NTAQHI) จะเป็นสีม่วง(201-300) และสีน้ำตาล (300-500) ถัดจากนั้นไปจะเรียกว่า Beyond AQI

การเปิดรับฟังความคิดเห็น(แบบไทยๆ)ในเรื่องนี้ กรมควบคุมมลพิษอยากรู้แค่ว่า “เห็นด้วยไม่มีข้อแก้ไข” กับ “เห็นด้วยโดยมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม” กล่าวง่ายๆ คือ ก็ตามที่ร่างนั่นแหละ อย่าคิดต่าง อย่าเรื่องมาก

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading