Taragraphies — Header Component

ชีวิตในเมืองที่ปอดของคนหายใจได้

เฉกเช่นผู้คนจำนวนมหาศาลในพื้นที่ยากจน ห่างไกล ทุรกันดาร ผมเดินทางออกจากแผ่นดินเกิดมาสู่เมืองหลวงด้วยความหวังและปรารถนาชีวิตที่ดี (good life) เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่หนังสือ The Five Faces of Thailand พรรณาถึงสังคมไทยและกรุงเทพฯ ในช่วงยุคหลังสงคราม หนึ่งในข้อมูลที่เตะตาผมคือ ในช่วงปีที่ผมเกิด (2510) ย้อนหลังไป 67 ปี (2443)ก่อนหน้านั้น กรุงเทพกำลังเข้าสู่ขั้นตอนความเป็นเมืองแบบก้าวกระโดด พื้นที่เมืองขยายเพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่า ต่อมาอีก 50 กว่าปีจนถึงปัจจุบัน กรุงเทพฯ ขยายตัวแบบระเบิด ออกไปทุกทิศทางทุกทาง ทั้งแนวตั้งและแนวนอน ต่อเนื่องกับเขตปริมณฑล มิใช่เพียงในขอบเขต 1, 500 ตารางกิโลเมตรในทางกายภาพ แสงของเมืองที่มองมาจากสถานีอวกาศนานาชาติคล้ายกับกระจุกดาวเนบูลาบนแผ่นดิน หากแต่เจิดจ้า โชติช่วงชัชวาลย์ยิ่งกว่า จากศูนย์กลางเมืองไปทางเหนือ ตะวันตก และตามแนวชายฝั่งอีสเทอร์นซีบอร์ดที่ขณะนี้กลายเป็นเขตระเบียงเศรษฐกิจ ในขณะที่กระบวนการกลายเป็นเมืองดำเนินไปในช่วง 5 ทศวรรษที่ผ่านมา มลพิษทางอากาศก็ได้เป็นคุณลักษณะของเมืองไปเรียบร้อยแล้ว หลักๆ มาจากไอเสียของยานยนต์ในเขตศูนย์กลางธุรกิจการค้า ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เองที่สังคมไทยค่อยๆ เปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นอุตสาหกรรมใหม่ เสือตัวที่สี่ที่ห้าของเอเชีย ตามมาด้วยการยกสถานะการเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง และล่าสุดก็คือวิกฤตโรคระบาด ในบริบทต่างๆ เหล่านี้ […]

เรารู้ได้อย่างไรว่าโลกเดือดทะลุขีดจำกัดอุณหภูมิ 1.5°C

เรียบเรียงจาก https://www.economist.com/the-economist-explains/2024/02/09/how-to-know-when-the-world-has-passed-15degc-of-global-warming เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 Copernicus Climate Change Service ของสหภาพยุโรป ประกาศว่าในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาจนถึง 31 มกราคม 2567 อุณหภูมิของโลกโดยเฉลี่ยสูงกว่าระดับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม 1.52°C ความตกลงปารีสซึ่งในปี 2558 ให้คํามั่นว่าประเทศต่างๆ จะรักษาระดับอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เพิ่มมากกว่า 2°C เทียบกับระดับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม” และพยายามจํากัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไว้ที่ 1.5°C ดังนั้น เราสามารถพูดได้หรือไม่ว่าโลกได้ผ่านหมุดหมายสําคัญประการหนึ่งของความตกลงปารีสไปแล้ว ถ้ายังไม่ใช่ มีอะไรที่พอจะอ้างได้อีกบ้าง? ขีดจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในความตกลงปารีส โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายที่ต่ํากว่านั้นกลายเป็นสัญลักษณ์ ทว่าความตกลงไม่ได้กําหนดชัดเจนถึงขีดจำกัด(ของอุณภูมิเฉลี่ยผิวโลก) หรือระบุเวลาที่จะทะลุขีดจำกัดดังกล่าว โดยเป็นเรื่องรองลงไปในขณะที่โลกยังดูดีจากหมุดหมายแรก —ในปี 2558 อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกอยู่ที่เพียง 1°C ระดับก่อนอุตสาหกรรม แต่นั่นไม่ใช่กรณีอีกต่อไป และอาจแปลกใจที่ขีดจำกัด 1.5°C และ 2°C นั้นค่อนข้างยากที่จะระบุ ปัญหาแรกคือสิ่งที่ประกอบกันเป็น “ระดับอุณหภูมิก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม” ในทางเทคนิคแล้ว สิ่งนี้อาจหมายถึงช่วงเวลาใด ๆ ก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ipcc) […]

มลพิษทางอากาศ วิกฤตสภาพภูมิอากาศและสุขภาพ

แปลเรียบเรียงจาก https://www.stateofglobalair.org/news-events/critical-moment-air-pollution-climate-and-health?fbclid=IwAR3fCvnWD8QXCuNEOVilwFWlVvq-uIjbMOLmz81n72fUn4OZ7yHzxBSZjq4 COP28 ที่ดูไบ จัดให้วันหนึ่งในช่วงสัปดาห์แรกเป็น “วันแห่งสุขภาพ(Day of Health)” แม้ว่าผลกระทบด้านสุขภาพของวิกฤตสภาพภูมิอากาศจะแตกต่างกันไป แต่ผลกระทบจากการสัมผัสกับมลพิษทางอากาศก็เป็นที่รู้จักกันดี ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไฟป่าครั้งใหญ่ คลื่นความร้อนที่รุนแรง และพายุฝุ่นที่เกิดถี่ขึ้นได้พิสูจน์แล้วว่าสร้างความเสียหายต่อคุณภาพอากาศในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก เหตุการณ์ดังกล่าวได้เพิ่มการสัมผัสมลพิษทางอากาศให้กับผู้คนหลายล้านคน ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงที่สําคัญต่อสาธารณะสุขและความเป็นอยู่ที่ดี เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วนี้ชี้ให้เห็นว่าคุณภาพอากาศ สภาพภูมิอากาศ และสุขภาพเชื่อมโยงกันมากน้อยเพียงใด แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศก็ยังเป็นแหล่งกำเนิดของก๊าซเรือนกระจกร่วม (รูปที่ 1) และมีหลักฐานเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าผลกระทบร่วมกันของความร้อนและคุณภาพอากาศที่ไม่ดีร่วมกันอาจเลวร้ายยิ่งกว่าผลกระทบจากเพียงแหล่งเดียว การสัมผัสกับมลพิษทางอากาศเป็นปัจจัยเสี่ยงสําคัญต่อสุขภาพของเด็กและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในผู้ใหญ่ เกือบ 80% ของภาระโรคมลพิษทางอากาศทั้งหมดเชื่อมโยงกับ NCDs เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง และโรคเบาหวาน การสัมผัสกับมลพิษทางอากาศไม่เพียงแต่ทําให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรเท่านั้น แต่ยังสามารถนําไปสู่คุณภาพชีวิตที่ไม่ดี ค่ารักษาพยาบาลที่สูง และการสูญเสียผลิตภาพ ขยายเป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวม ไฟป่าและมลพิษทางอากาศ : ในปี 2566 ส่วนใหญ่ของแคนาดาและสหรัฐอเมริกาประสบกับคุณภาพอากาศที่แย่มาก ในบางกรณี เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ ไฟป่าและการสัมผัสสารมลพิษที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝุ่นละอองจิ๋ว (PM2.5) มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทั้งความรุนแรงและความถี่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก สิ่งนี้มีความหมายที่สําคัญสําหรับทั้งการวางแผนการจัดการคุณภาพอากาศและสาธารณสุข ในสหรัฐอเมริกา การศึกษาหลายชิ้นรายงานว่าการเข้ารับการตรวจที่แผนกฉุกเฉินเพิ่มขึ้น […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings