
มหาอุทกภัยในปากีสถานในปี 2565 เป็นมหากาพย์แห่งวิกฤตด้านมนุษยธรรม เมืองทั้งหมด โครงสร้างพื้นฐานที่สําคัญ บ้านเรือน พื้นที่เพาะปลูก และพืชผลต่างราบพนาสูร หนึ่งในสามของพื้นที่ประเทศจมอยู่ใต้น้ํา ผู้คน 33 ล้านคนได้รับผลกระทบ และจํานวนผู้เสียชีวิตมากกว่าพันคนและเพิ่มขึ้น ต้นทุนของมนุษย์และเศรษฐกิจนั้นมหาศาล
คาดว่าความเสียหายอย่างกว้างขวางทั้งประเทศคิดเป็นอย่างน้อย 10,000 ล้านดอลลาร์ ประเทศต้องเผชิญกับทั้งความท้าทายอย่างฉับพลันจากการพลัดถิ่นครั้งใหญ่ คนไร้บ้าน ความหิวโหย และการแพร่กระจายของโรคที่เกิดจากน้ํา ตลอดจนค่าใช้จ่ายระยะยาวในการสร้างและฟื้นฟูประเทศขึ้นใหม่ ปากีสถานต้องตกในบ่วงวิกฤตหนี้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผลกระทบจากหายนะของสภาพภูมิอากาศที่ตนเองไม่มีส่วนก่อขึ้น
Sherry Rehman รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสภาพภูมิอากาศของปากีสถานออกคําเตือนที่ชัดเจนว่าปากีสถานเป็น “จุดศูนย์กลาง” ของ “น้ำท่วมฉับพลัน ทะเลสาบน้ําแข็งแตกออกหลายครั้ง คลื่นความร้อน และตอนนี้เป็นมรสุมยักษ์แห่งทศวรรษ” ปากีสถานมีธารน้ําแข็งมากกว่า 7,000 แห่ง ซึ่งถือว่ามีจํานวนมากที่สุดนอกเขตขั้วโลก อุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้นทําให้ธารน้ำแข็งละลายเร็วขึ้นและเร็วขึ้น เกิดทะเลสาบน้ําแข็งและเติมน้ําจํานวนมากให้แม่น้ําและลําธาร ฤดูมรสุมเริ่มต้นเร็วขึ้นและกินเวลานานขึ้น เนื่องจากฝนตกหนักได้ช่วยสะสมน้ําส่วนเกินอย่างไม่หยุดยั้ง
สถานการณ์นี้ทําให้ปากีสถานเป็นประเทศที่เปราะบางต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศมากที่สุดเป็นอันดับ 8 ของโลก และมีส่วนในการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่า 1% ของโลก ในขณะที่ชาวปากีสถานกำลังงต้องแบกภาระราคาแพงจากวิกฤตที่พวกเขาไม่ได้มีส่วน แต่เกิดจากกลุ่มประเทศในซีกโลกเหนือที่ขุดเจาะและนำเชื้อเพลิงฟอสซิลมาใช้นานนับหลายศตวรรษ แม้จะมีคําเตือนหลายครั้งจากผู้เชี่ยวชาญและนักวิทยาศาสตร์ให้ทิ้งเชื้อเพลิงฟอสซิลไว้ใต้ดิน โครงการก๊าซและน้ํามันโครงการใหม่ยังคงอนุมัติให้เดินหน้าต่อไปในประเทศอย่างสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา โดยผลกระทบที่เป็นหายนะนั้นตกอยู่กับประเทศอย่างปากีสถานที่ต้องเผชิญกับอันตรายจากภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศมากที่สุด
กลุ่มประเทศที่ร่ำรวยให้คํามั่นทางการเงินเพื่อช่วยกลุ่มประเทศที่มีรายได้น้อยในการรับมือกับผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศเพื่อสะท้อนถึงภาระรับผิดต่อการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในอดีต แต่เป้าหมาย 100,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีของการเงินด้านภูมิสภาพอากาศภายในปี 2563 ไม่เคยบรรลุ และไม่อาจเทียบเคียงกับเงินหลายล้านล้านดอลลาร์ที่จําเป็นต่อการตอบรับขนาดของวิกฤต ที่แย่ไปกว่านั้น การเงินที่ส่งมอบส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบของเงินกู้ไม่ใช่เงินให้เปล่า
ปากีสถานอยู่ในวิกฤตหนี้ก่อนที่มหาอุทกภัยจะปลดปล่อยพลังการทําลายล้างอย่างทั่วถ้วน โดยต้องชําระหนี้ 12,500 ล้านดอลลาร์ที่ครบกําหนดในปี 2565 เพียงปีเดียว เงินกู้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ถูกนํามาใช้เป็นเวลาหลายปีเพื่อจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ให้เงินกู้ที่ไม่แยแสสิ่งใด – เงินกู้อีก 1.1 พันล้านดอลลาร์ถูกปล่อยออกมาเพิ่ม – ในขณะที่หนี้สินยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง วิกฤตหนี้รุนแรงขึ้นจากผลกระทบทางเศรษฐกิจของโรคระบาดใหญ่ เช่นเดียวกับราคาอาหารและพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามในยูเครนและการเก็งกําไรเกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดการเงิน
สภาพเศรษฐกิจโลกที่เลวร้ายผลักดันให้ปากีสถานใกล้จะล่มสลายทางเศรษฐกิจ วิกฤตหนี้ทําให้ปากีสถานยังคงชําระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ต่างประเทศต่อไป ถึงแม้ว่าจะเป็นเงินกู้ที่เป็นทรัพยากรสำคัญเพื่อฟื้นฟูจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศและการลงทุนในบริการสาธารณะ ทิ้งให้ปากีสถานตกอยู่ในชะตากรรมความหนักเบาของหายนะสภาพภูมิอากาศ
หากไม่มีการดําเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อจัดการกับวิกฤตหนี้ ปากีสถานจะยังคงรับภาระหนี้มากขึ้นเพื่อตอบสนองค่าใช้จ่ายทางเศรษฐกิจมหาศาลของทั้งวิกฤตหนี้และความเสียหายที่เกิดจากมหาอุทกภัยในขณะที่ยังคงชําระคืนให้กับเจ้าหนี้ที่ร่ำรวย ผู้ให้กู้เหล่านี้รวมถึงธนาคารของชาติตะวันตกและผู้ถือพันธบัตรที่ซื้อพันธบัตรในราคาที่ลดลง หากพวกเขาได้รับการชําระคืนเต็มจํานวน พวกเขาจะทำกําไรมหาศาล กลุ่มผู้ให้กู้ภาคเอกชนใช้การกระทําแบบล่าเหยื่อนี้อย่างไร้ยางอายมานานแล้วเพื่อทํากําไรในทุก ๆ ครั้ง แต่การชําระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ที่ร่ำรวยไม่ควรจัดลําดับความสําคัญเหนือความจำเป็นขั้นพื้นฐานของมนุษย์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์เผชิญกับหายนะภัยที่รุนแรงสุดขั้ว
ปากีสถานต้องการให้มีการระงับชําระหนี้โดยมีผลทันทีเพื่อรับประกันว่าทรัพยากรที่จําเป็นมากจะไม่ถูกส่งออกจากประเทศเพื่อชําระคืนผู้ให้กู้ที่ร่ํารวยในช่วงเวลาวิกฤตนี้ วิธีแก้ปัญหาระยะยาวคือการยกเลิกหนี้ของปากีสถานให้อยู่ในระดับที่ยั่งยืนเพื่อเอื้อต่อรัฐบาลในการให้ความสําคัญกับความต้องการของประชาชนก่อนผลกําไรของเจ้าหนี้ที่ร่ํารวย
รัฐบาลของกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยจะต้องหยุดหลบเลี่ยงภาระรับผิดและเพิ่มเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศเป็นจำนวนหลายล้านล้านดอลลาร์ ที่สําคัญคือการเงินนี้ควรส่งมอบในฐานะเป็นเงินให้เปล่าไม่ใช่เงินกู้ และรัฐบาลของกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยและก่อให้เกิดมลพิษควรจัดตั้งกองทุนว่าด้วยการสูญเสียและความเสียหาย(Loss and Damage) เพื่อให้กลุ่มประเทศที่มีรายได้น้อยสามารถระดมทุนในการสร้างและฟื้นฟูจากหายนะภัยสภาพภูมิอากาศ นี่ไม่ใช่เรื่องของความช่วยเหลือหรือการกุศล แต่คือการชดใช้และการซ่อมแซมความเสียหายเป็นเวลาหลายศตวรรษของการสกัดเชื้อเพลิงฟอสซิลและการปล่อยคาร์บอนของรัฐบาลและบริษัทที่ร่ำรวย
ปากีสถานไม่ใช่กรณีเดียว – ปัจจุบันมี 54 ประเทศอยู่ในภาวะวิกฤตหนี้ และหลายประเทศยังอยู่ในแนวหน้าของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทั้งวิกฤตสภาพภูมิอากาศและวิกฤตหนี้เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก หากเจ้าหนี้ที่ร่ำรวย เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ รัฐบาลของกลุ่มประเทศที่ร่ำรวย ธนาคารชาติตะวันตก และกองทุนป้องกันความเสี่ยงจะดําเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในการยกเลิกหนี้ขนาดใหญ่ หนี้จะยังคงทําหน้าที่เป็นตัวเร่งความโกลาหลของสภาพภูมิอากาศต่อไป
