เรียบเรียงจาก https://www.climateandcapitalmedia.com/small-modular-nuclear-reactors-a-history-of-failure/ เขียนโดย Dr. Jim Green is the national nuclear campaigner with Friends of the Earth Australia.

กระแสความตื่นตัวระดับโลกเกี่ยวกับเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กเพื่อทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก แต่แทบไม่มีที่ใดเลยที่มีแนวโน้มว่าจะสร้างขึ้นจริง
เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMRs) ได้รับการกล่าวถึงและโปรโมตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทว่าความเป็นจริงคือยังไม่มีเครื่องปฏิกรณ์ SMR ใดถูกสร้างขึ้น ไม่ว่าจะในอดีตหรือในปัจจุบัน และมีแนวโน้มสูงว่าจะไม่มีการสร้างขึ้นในอนาคต เนื่องจากต้นทุนที่สูงเกินกว่าจะคุ้มค่า
SMR หมายถึง เครื่องปฏิกรณ์ที่มีกำลังการผลิตไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ (MW) โดยมีการผลิตชิ้นส่วนของเครื่องปฏิกรณ์แบบต่อเนื่องจากโรงงาน (หรือที่เรียกว่า “โมดูล”) แม้จะยังไม่มี SMR ที่สร้างสำเร็จจริง แต่ที่ผ่านมาก็มีการสร้างเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็ก (ต่ำกว่า 300 MW) ในหลายประเทศแล้ว โดยไม่ได้ใช้การผลิตแบบโรงงานหรือโมดูลาร์
ก่อนจะพิจารณาประวัติที่เต็มไปด้วยปัญหาของเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็ก ควรเข้าใจบริบทที่นำไปสู่กระแสความตื่นตัวอย่างรุนแรงเกี่ยวกับ SMR เสียก่อน ความตื่นตัวนี้ส่วนใหญ่เป็นผลจากความล้มเหลวอย่างหนักของโครงการก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบดั้งเดิม
ในสหรัฐอเมริกา โครงการก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์แห่งเดียวในปัจจุบันคือโครงการโวเกิล (Vogtle) ในรัฐจอร์เจีย ซึ่งประกอบด้วยเครื่องปฏิกรณ์แบบ AP1000 สองเครื่อง โดยประมาณการต้นทุนล่าสุดอยู่ที่ 34 พันล้านดอลลาร์ มากกว่าสองเท่าของประมาณการเดิมเมื่อเริ่มก่อสร้าง ซึ่งอยู่ที่ 14–15.5 พันล้านดอลลาร์
โครงการวี.ซี. ซัมเมอร์ (V.C. Summer) ในรัฐเซาท์แคโรไลนา ซึ่งเป็นโครงการสร้างเครื่องปฏิกรณ์ AP1000 สองเครื่องเช่นกัน ถูกยกเลิกในปี 2017 หลังจากใช้เงินไปแล้วราว 9 พันล้านดอลลาร์ ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานนิวเคลียร์ของสหรัฐอย่างเวสติ้งเฮาส์ (Westinghouse) ได้ยื่นขอล้มละลายไม่นานหลังจากการล้มเลิกโครงการดังกล่าว และบริษัทแม่อย่างโตชิบาก็รอดพ้นวิกฤตมาได้เพียงเพราะต้องขายสินทรัพย์ที่ทำกำไรได้มากที่สุดออกไป
เมื่อปี 2006 เวสติ้งเฮาส์เคยกล่าวว่าจะสามารถสร้างเครื่องปฏิกรณ์ AP1000 ได้ในราคาต่ำสุดเพียง 1.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าประมาณการล่าสุดของโครงการโวเกิลถึง 12 เท่า
ในช่วงปลายทศวรรษ 2000 ต้นทุนการก่อสร้างที่ประเมินไว้สำหรับเครื่องปฏิกรณ์ EPR หนึ่งเครื่องในสหราชอาณาจักรอยู่ที่ 2 พันล้านปอนด์ (ประมาณ 2.52 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ขณะที่ปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายที่ประเมินล่าสุดสำหรับเครื่องปฏิกรณ์ EPR สองเครื่องที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างที่โรงไฟฟ้า Hinkley Point — ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์เพียงแห่งเดียวในสหราชอาณาจักร — เพิ่มขึ้นเป็น 32.7 พันล้านปอนด์ (ประมาณ 41.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) นั่นหมายความว่า ต้นทุนที่ประเมินล่าสุดเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่าจากการประเมินเดิมที่ 2 พันล้านปอนด์ต่อเครื่อง
ในฝรั่งเศส โครงการก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์เดียวที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบันคือเครื่องปฏิกรณ์ EPR ที่ Flamanville โดยต้นทุนปัจจุบันที่ประเมินไว้คือ 19.1 พันล้านยูโร (ประมาณ 20.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 6 เท่าจากประมาณการเดิมที่ 3.3 พันล้านยูโร (ประมาณ 3.58 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) (ตัวเลขที่ต่ำกว่านี้ซึ่งมักอ้างโดย EDF และหน่วยงานอื่น มักไม่รวมต้นทุนทางการเงิน)
ต้นทุนการก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์ในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศสอยู่ในช่วงตั้งแต่ 17 พันล้านถึง 20.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเครื่อง โดยต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นมีตั้งแต่ 6 เท่า ไปจนถึง 12 เท่าจากประมาณการเดิม ดูเหมือนว่า “กฎทอง” ของเศรษฐศาสตร์นิวเคลียร์คือ ให้เพิ่มเลขศูนย์ท้ายตัวเลขที่อุตสาหกรรมคาดการณ์ไว้ แล้วคุณจะเข้าใกล้ความเป็นจริงมากกว่าตัวเลขของพวกเขาเอง
ในระดับโลก การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์หยุดนิ่งมานานกว่า 30 ปี สัดส่วนของพลังงานนิวเคลียร์ในการผลิตไฟฟ้าทั่วโลกลดลงเกือบครึ่ง จาก 17.5% ในปี 1996 เหลือเพียง 9.2% ในปัจจุบัน ขณะที่พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเป็น 30% และสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ว่าการเติบโตจะ “เร่งตัว” จนแตะ 38% ภายในปี 2027
กระแสการฟื้นฟูพลังงานนิวเคลียร์ระดับโลกที่เคยถูกคาดหวังไว้ ไม่เคยเกิดขึ้นจริง ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะ และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากต้นทุนของโครงการเครื่องปฏิกรณ์แบบดั้งเดิมที่บานปลายอย่างมหาศาล
ภายใต้บริบทนี้ อุตสาหกรรมนิวเคลียร์จึงหันมาโปรโมตเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMRs) อย่างเข้มข้น อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่านี่อาจเป็นเพียงความหวังลมๆ แล้งๆ เท่านั้น
SMRs จนถึงปัจจุบัน? ยุติหมดแล้ว
ประวัติของเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กคือประวัติของความล้มเหลว กองทัพสหรัฐฯ เคยสร้างและเดินเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็ก 8 เครื่องตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950 แต่ปรากฏว่ามีปัญหาทั้งด้านความน่าเชื่อถือและต้นทุนที่สูงเกินไป โครงการจึงถูกยกเลิกในปี 1977 นอกจากนี้ ยังมีเครื่องปฏิกรณ์พลเรือนขนาดเล็ก 17 เครื่องที่ถูกสร้างขึ้นในสหรัฐฯ ช่วงทศวรรษ 1950–1960 ซึ่งในปัจจุบันทั้งหมดถูกปิดตัวลงแล้ว
สหราชอาณาจักรเคยสร้างเครื่องปฏิกรณ์ Magnox ขนาดเล็ก 26 เครื่อง ซึ่งทั้งหมดปิดตัวลงแล้ว และจะไม่มีการสร้างเพิ่มอีก เครื่องเดียวที่ยังเดินเครื่องอยู่ในปัจจุบันคือ Magnox ขนาดเล็กในเกาหลีเหนือ โดยแบบแปลนของเครื่องนี้ถูกเปิดเผยในงานประชุม “Atoms for Peace” และเกาหลีเหนือใช้ Magnox ขนาด 5 เมกะวัตต์นี้ในการผลิตพลูโตเนียมเพื่อทำอาวุธนิวเคลียร์
อินเดียมีเครื่องปฏิกรณ์น้ำหนักดันด้วยแรงดัน (Pressurized Heavy Water Reactor) ขนาดเล็กจำนวน 14 เครื่อง โดยแต่ละเครื่องมีกำลังประมาณ 200 เมกะวัตต์ ศาสตราจารย์เอ็ม.วี. รามานา (M.V. Ramana) ระบุไว้ในหนังสือ The Power of Promise: Examining Nuclear Energy in India (2012) ว่า แม้จะใช้แนวทางออกแบบ ก่อสร้าง และดำเนินการที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เครื่องเหล่านี้ก็ยังประสบปัญหาค่าก่อสร้างบานปลายและความล่าช้าอย่างมาก ปัจจุบัน อินเดียไม่มีแผนจะสร้างเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กแบบนี้เพิ่มอีก
ในปี 2021 รัสเซียเริ่มก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์ต้นแบบแบบเร็วชนิดใช้สารหล่อเย็นตะกั่ว (lead-cooled BREST fast neutron reactor) ขนาด 300 เมกะวัตต์ โดยต้นทุนก่อสร้างได้เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า เป็น 100 พันล้านรูเบิล (ประมาณ 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และมีแนวโน้มว่าจะยังคงพุ่งสูงขึ้นต่อไป
NuScale Power
ในปี 2012 กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) เสนอเงินสนับสนุนสูงสุดถึง 452 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการออกแบบ วิศวกรรม การขอรับรอง และการขอใบอนุญาตของแบบเครื่องปฏิกรณ์ SMR สองแบบในสหรัฐฯ โดยสองแบบที่ได้รับการคัดเลือกคือ NuScale Power และ Generation mPower
ล่าสุด NuScale ได้ยกเลิกโครงการเรือธงของตนในรัฐไอดาโฮ แม้จะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ รวมประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งประกอบด้วยเงินอุดหนุน 1.4 พันล้านดอลลาร์จาก DOE และสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย Inflation Reduction Act อีกประมาณ 30 ดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) แต่แม้จะได้รับการสนับสนุนมหาศาลเช่นนั้น NuScale ก็ยังไม่สามารถระดมเงินทุนเพียงพอในการเริ่มต้นโครงการได้
การประเมินต้นทุนล่าสุดของ NuScale สูงลิ่ว: 9.3 พันล้านดอลลาร์ สำหรับโรงไฟฟ้าขนาด 462 เมกะวัตต์ ซึ่งประกอบด้วยเครื่องปฏิกรณ์ขนาด 77 เมกะวัตต์ จำนวน 6 เครื่อง หรือคิดเป็น 20,100 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์ และมีต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย (levelised cost) ที่ 89 ดอลลาร์ต่อ MWh หากไม่รวมเงินอุดหนุน 30 ดอลลาร์/MWh จากกฎหมาย Inflation Reduction Act ต้นทุนจะเพิ่มเป็น 129 ดอลลาร์ต่อ MWh
ที่น่าตกใจคือ NuScale ยังมีความหวังที่จะสร้าง SMR ต่อไป แต่บริษัทกำลังเผาเงินสดอย่างรวดเร็วและเผชิญกับความเสี่ยงจริงในการล้มละลาย
Generation mPower
Generation mPower ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัท Babcock & Wilcox และ Bechtel เป็นอีกหนึ่งแบบเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ที่กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ โดย mPower ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องปฏิกรณ์น้ำแรงดันขนาด 195 เมกะวัตต์
ในปี 2012 กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ได้ประกาศสนับสนุนโครงการ mPower ภายใต้ข้อตกลงร่วมแบ่งค่าใช้จ่ายเป็นระยะเวลา 5 ปี โดยมีวงเงินสูงสุดที่รัฐบาลจะจ่ายอยู่ที่ 226 ล้านดอลลาร์ ซึ่งต่อมาถูกจ่ายจริงไปแล้ว 111 ล้านดอลลาร์ ในปีถัดมา Babcock & Wilcox ประกาศความตั้งใจที่จะขายหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัทร่วมทุนนี้ แต่ไม่สามารถหาผู้ซื้อได้
ในปี 2014 บริษัท Babcock & Wilcox ประกาศลดการลงทุนในโครงการ mPower อย่างมาก เหลือเพียงปีละ 15 ล้านดอลลาร์ โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถ “ดึงดูดนักลงทุนรายใหม่จำนวนมาก หรือสัญญาด้านวิศวกรรม การจัดหา และการก่อสร้างจากลูกค้าได้” ซึ่งจำเป็นต่อการสนับสนุนทางการเงินในการพัฒนาและนำเครื่องปฏิกรณ์ mPower ไปใช้งาน โครงการ mPower ถูกยุติในปี 2017 โดยบริษัทในเครือกิจการร่วมค้าลงทุนไปมากกว่า 375 ล้านดอลลาร์ นอกเหนือจากเงินสนับสนุนจำนวน 111 ล้านดอลลาร์ที่ได้รับจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE)
ผลกระทบจากความล้มเหลวของ NuScale และ mPower
ทั้ง NuScale และ mPower มีองค์ประกอบที่เอื้ออำนวยทุกด้าน — บริษัทแม่มีขนาดใหญ่และมีประสบการณ์สูง, ใช้เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์น้ำเบาแบบดั้งเดิม, และได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลอย่างมากมาย แต่ถึงกระนั้น ทั้งสองโครงการก็ยังประสบความยากลำบากในการระดมทุนจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่รัฐบาล
แน่นอนว่า การระดมทุนจากภาคเอกชนยิ่งเป็นไปได้ยากกว่าสำหรับโครงการที่ไม่มีบริษัทขนาดใหญ่เข้ามาร่วม, โครงการที่ออกแบบให้ใช้เครื่องปฏิกรณ์แบบใหม่ที่ไม่เป็นที่แพร่หลาย เช่น เครื่องปฏิกรณ์เกลือหลอมเหลว หรือเครื่องปฏิกรณ์นิวตรอนเร็ว และโครงการที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลในระดับสูง
ความล้มเหลวของ NuScale ยิ่งน่าจับตามองเป็นพิเศษ เพราะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างมาก และสามารถดำเนินการในกระบวนการขอใบอนุญาตได้ไกลกว่าการออกแบบ SMR อื่น ๆ — แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว ระยะทางที่ “ไกลกว่า” นั้นจะยังห่างไกลจากความสำเร็จก็ตาม
เครื่องปฏิกรณ์ “ทำลายกากนิวเคลียร์” ที่ล้มเหลว
โครงการสร้างเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กอีกจำนวนมากได้ถูกยกเลิกไปแล้วเช่นกัน ในปี 2013 บริษัท Transatomic Power จากสหรัฐฯ เคยให้คำมั่นว่า เครื่องปฏิกรณ์เกลือหลอมเหลวของตนที่เรียกว่า “Waste-Annihilating Molten-Salt Reactor” จะสามารถผลิตพลังงานนิวเคลียร์ได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น ในราคาที่ถูกกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับเครื่องปฏิกรณ์ขนาดใหญ่แบบดั้งเดิม
แต่ภายในสิ้นปี 2018 บริษัทก็ละทิ้งข้อกล่าวอ้างเรื่อง “ทำลายกากนิวเคลียร์” หมดเงินทุน และล้มละลาย
ในอีกกรณีหนึ่ง บริษัท MidAmerican Energy ได้ยกเลิกแผนการสร้าง SMR ในรัฐไอโอวาเมื่อปี 2013 หลังจากไม่สามารถผลักดันกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องช่วยร่วมรับภาระค่าก่อสร้างได้
ในปี 2018 บริษัท TerraPower ได้ยกเลิกแผนการสร้างเครื่องปฏิกรณ์ต้นแบบนิวตรอนเร็วในจีน อันเป็นผลจากข้อจำกัดด้านการค้าพลังงานนิวเคลียร์กับจีนที่รัฐบาลทรัมป์กำหนดไว้
รัฐบาลฝรั่งเศสยกเลิกแผนสร้างเครื่องปฏิกรณ์ต้นแบบแบบเร็ว (ASTRID) ขนาด 100–200 เมกะวัตต์ในปี 2019
รัฐบาลสหรัฐฯ ยกเลิกการพิจารณาใช้เครื่องปฏิกรณ์แบบเร็วรวมระบบ (integral fast reactors) สำหรับการจัดการพลูโตเนียมในปี 2015 และรัฐบาลสหราชอาณาจักรก็ยกเลิกแนวทางเดียวกันในปี 2019
(การจัดการพลูโตเนียม หรือ plutonium disposition หมายถึงการทำลายพลูโตเนียมที่สามารถใช้ผลิตอาวุธได้ โดยการนำไปฉายรังสีในเครื่องปฏิกรณ์ หรือผ่านกระบวนการที่ทำให้ไม่สามารถนำไปใช้ในอาวุธนิวเคลียร์ได้อีก)
พลังงานนิวเคลียร์ “ก้าวหน้า” กำลังถอยร่น
ในปัจจุบัน มีการโปรโมตแบบเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMRs) หลายสิบแบบทั่วโลก — โดยส่วนใหญ่เป็นของสตาร์ทอัปที่มีเพียงแค่พรีเซนเทชันใน PowerPoint เท่านั้น มีน้อยมากที่โครงการเหล่านี้จะเดินหน้าไปถึงขั้นตอนการก่อสร้างจริง และความเป็นไปได้ที่จะมีการสร้าง SMR จำนวนมากนั้นแทบเป็นศูนย์
ในทำนองเดียวกัน อนาคตของภาคพลังงานนิวเคลียร์แบบ “ก้าวหน้า” หรือ Generation IV ซึ่งรวมถึงแนวคิดเครื่องปฏิกรณ์ที่ใช้เชื้อเพลิง ตัวหน่วงปฏิกิริยา หรือสารหล่อเย็นรูปแบบใหม่ ก็มีแนวโน้มริบหรี่ไม่ต่างกัน
หยุด “ผิวปากเดินผ่านสุสาน” เสียที
บทความฉบับหนึ่งจาก Breakthrough Institute ซึ่งเป็นองค์กรที่สนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์ ได้กล่าวถึงความล้มเหลวของโครงการ NuScale ในไอดาโฮเมื่อเดือนพฤศจิกายนว่า:
“การประกาศของ NuScale เกิดขึ้นตามหลังความล้มเหลวอื่น ๆ หลายกรณีในกลุ่มเครื่องปฏิกรณ์ก้าวหน้า เมื่อเดือนที่แล้ว X-Energy ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัท SMR ที่เคยถูกมองว่ามีศักยภาพ ประกาศยกเลิกแผนที่จะนำบริษัทเข้าตลาดหุ้น และในสัปดาห์นี้ บริษัทถูกบังคับให้เลิกจ้างพนักงานราว 100 คน”
เมื่อต้นปี 2022 คำขอใบอนุญาตฉบับแรกของบริษัท Oklo ถูกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ (NRC) ปฏิเสธโดยทันที โดยที่หน่วยงานยังไม่ได้เริ่มกระบวนการพิจารณาด้านเทคนิคของเครื่องปฏิกรณ์ Aurora ของบริษัทเลยด้วยซ้ำ
ขณะเดียวกัน การประมาณต้นทุนใหม่ของบริษัท TerraPower และ X-Energy ซึ่งจะถูกรายงานในกรอบของโครงการส่งเสริมการใช้เครื่องปฏิกรณ์ก้าวหน้าของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) ก็ “มีแนวโน้มที่จะเปิดเผยว่าต้นทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์ใหม่เหล่านี้สูงกว่าที่คาดไว้มาก”
Breakthrough Institute ตั้งข้อสังเกตว่า ความพยายามในการผลักดันเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ยุคใหม่ให้เข้าสู่เชิงพาณิชย์ “ไม่ได้เป็นไปตามแผนที่วางไว้เลย” และเตือนกลุ่มผู้สนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์ว่าไม่ควร “ผิวปากเดินผ่านสุสาน” (เปรียบเปรยถึงการเพิกเฉยต่อสัญญาณเตือนที่ชัดเจนของความล้มเหลว)
ตามคาด สถาบันฯ เสนอ “ทางออก” ซึ่งรวมถึงการเพิ่มเงินอุดหนุนจากภาครัฐในระดับมหาศาล และการผ่อนคลายมาตรฐานความปลอดภัยและการคุ้มครองจากรังสีอีกด้วย
งานวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบียในปี 2022 ชี้ให้เห็นถึงอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMRs) นั่นคือ ปริมาณกากกัมมันตรังสี โดยผลการศึกษาระบุว่า SMRs สร้างกากกัมมันตรังสีมากกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม
ความท้าทายด้านเทคนิคและต้นทุนที่สูงลิ่วของ SMRs เป็นสิ่งที่เป็นที่รู้กันและถูกรายงานอย่างกว้างขวางมาหลายปีแล้ว ซึ่งนำไปสู่คำถามสำคัญว่า:
เหตุใดกระแสความตื่นตัวจึงยังคงเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และที่สำคัญที่สุด เหตุใดรัฐบาลจึงยังคงอุดหนุนเทคโนโลยีที่ล้มเหลวนี้ ขณะที่นักลงทุนภาคเอกชนต่างพากันปฏิเสธอย่างชัดเจน?
ดร.จิม กรีน (Dr. Jim Green) เป็นนักรณรงค์ระดับชาติด้านพลังงานนิวเคลียร์ขององค์กร Friends of the Earth Australia เป็นสมาชิกของกลุ่ม Nuclear Consulting Group และเคยดำรงตำแหน่งบรรณาธิการจดหมายข่าว Nuclear Monitor ของบริการข้อมูลด้านพลังงานโลก (World Information Service on Energy) เขาเป็นผู้เขียนบทวิเคราะห์ฉบับละเอียดเกี่ยวกับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMRs) ที่เผยแพร่ในเดือนมิถุนายน 2023 ดร.กรีนสำเร็จการศึกษาด้านสาธารณสุข และเป็นดุษฎีบัณฑิตในสาขาการศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science and Technology Studies)
