การมีส่วนร่วม มักจะมีรูปแบบอยู่ใน 4 ขั้นตอน:

  • ไม่ทำอะไรเลย
  • ทำบางสิ่ง
  • มีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ
  • เปลี่ยนแปลงอย่างเต็มรูปแบบ

ขั้นที่ 1: ไม่ทำอะไรเลย

ผู้คนอาจไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับปัญหา สาเหตุ หรือทางออกของปัญหาเลย หรืออาจไม่รู้สึกว่าสำคัญหรือเกี่ยวข้องกับตัวเอง จึงยังไม่มีแรงกระตุ้น อาจเป็นเพราะยังไม่ได้เห็นในบริบทที่ถูกต้อง หรือยังไม่ได้ยินจากผู้ส่งสารที่เหมาะสม

หากคุณต้องการช่วยให้คนจากขั้นที่ 1 ก้าวไปยังขั้นที่ 2 อาจต้องใช้ช่องทางการสื่อสารที่ต่างออกไป ลองใช้เครื่องมือ CAMPCAT https://taragraphies.org/2025/06/15/ทำแคมเปญอย่างไรให้ประส-8/

เนื่องจากเงื่อนไขส่วนตัวหรือจิตวิทยา ความเชื่อ ความกดดันทางสังคม หรือวัฒนธรรม บางคนอาจไม่ก้าวข้ามจากขั้นที่ 1 ไปเลย

ขั้นที่ 2: ทำบางสิ่ง

ในขั้นนี้ ผู้คนเริ่มลงมือทำอะไรบางอย่าง “เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง” พวกเขาซื้อแนวคิดแล้วแต่ยังไม่ก้าวไปไกลนัก เช่น ในสหราชอาณาจักรและอีกหลายประเทศ มีคนจำนวนมากอยู่ในขั้นนี้เมื่อพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลก เช่น “ฉันซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”

การรายงานข่าวในสื่อมักเพียงพอในการดึงผู้คนเข้าสู่ขั้นที่ 2 และโดยมากแล้ว คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่น่าจะก้าวต่อไปได้ง่ายที่สุดเพราะพวกเขาเชื่ออยู่แล้วว่ามีปัญหาและอาจมีทางแก้

บางครั้งนักรณรงค์มักดูแคลนการทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่าเป็น “การแสดงสัญลักษณ์” (tokenism) แต่นั่นอาจเป็นความเข้าใจผิด เพราะแท้จริงแล้ว นั่นคือสัญญาณว่าผู้คนแคร์ มันคือการใช้เวลาและความพยายามอย่างมีเหตุผล เป็นการ “เผื่อไว้” ทำอย่างน้อยเพื่อรู้สึกว่ามีส่วนร่วม

ท่าทีเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้อาจเป็นเศษซากของกระแสความตระหนักรู้ในสังคมที่เคยพลุ่งพล่าน และอาจกลับมาอีก มันสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการรับรู้และการจุดประกายให้เกิดการตื่นตัวในประเด็นนั้น ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างภาพจำ สัญลักษณ์ หรือเส้นทางสื่อสารที่ผู้คนเข้าถึงได้ง่าย

การกระทำเล็ก ๆ บางอย่างอาจเกิดจากแรงกดดันทางสังคม เช่น การทำตามสิ่งที่ดูเหมือน “เรื่องปกติ” ไปแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมบางคนกังวลว่า “อคติแบบทำแล้วพอ” จะทำให้คนหมดแรงจูงใจ

ทางออกคือ การออกแบบแคมเปญให้มีเป้าหมายที่ชัดเจนและมุ่งเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง มากกว่าจะมุ่งเน้นแต่การเปลี่ยนแปลงรายบุคคล และเตรียม “แรงผลัก” ครั้งถัดไปให้ดึงคนกลับเข้ามามีส่วนร่วมอีกครั้ง เพราะมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะไปถึงขั้นที่ 3 หรือ 4

ขั้นที่ 3: การมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ

สำหรับคนส่วนใหญ่ ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตมักเกิดจากการลงมือทำร่วมกับคนอื่น นี่คือหัวใจของการรณรงค์—มันช่วยให้ผู้คนสามารถ “ลงมือทำร่วมกัน” ได้

การมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบช่วยสร้างตัวอย่าง แสดงให้เห็นว่าสิ่งต่าง ๆ สามารถเกิดขึ้นได้ มีเหตุผลที่รับได้ในเชิงสังคม เป็นแรงผลักเพื่อให้คน “ก้าวออกจากสิ่งเดิม ๆ” โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเกินไป

ผู้คนในขั้นนี้มักรู้สึกว่าตนเองยังทำไม่พอ จึงเริ่มมองออกนอกตัวเอง กลายเป็นผู้สนับสนุนอย่างจริงจัง และมักตั้งใจค้นหาแคมเปญในสื่อ ดังนั้น แม้พวกเขาอาจไม่ได้สนใจในประเด็นนั้นเสมอไปในภาพรวม แต่พวกเขามีแนวโน้มที่จะใช้โอกาสฝึกอบรมหรือทรัพยากรของแคมเปญได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระดับของการมีส่วนร่วมส่วนบุคคล

ขั้นที่ 4: เปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งระบบ

ในขั้นนี้ ผู้คนเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิตของตนเองโดยสิ้นเชิง พวกเขาอาจลาออกจากงานเพื่อเข้าร่วมกลุ่มรณรงค์แบบเต็มเวลา เริ่มต้นอาชีพใหม่ หยุดการรณรงค์แต่เริ่มทำธุรกิจที่มีเป้าหมายเหมือนกัน เลือกใช้ชีวิตในรูปแบบ “ทางเลือก” เช่น การเดินทางท่องโลก หรือสร้างบ้านแนวอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (eco-home)

ยกตัวอย่าง นักรณรงค์ชาวดัตช์คนหนึ่งที่เชื่ออย่างแรงกล้าว่าพลังงานนิวเคลียร์เป็นภัยคุกคามต่อคนรุ่นหลัง เขาไม่ได้แค่เชื่อ เขาใช้เวลาเรียนรู้ตั้งแต่มัธยม จนเข้ามหาวิทยาลัย ศึกษาฟิสิกส์นิวเคลียร์เพื่อจะเข้าใจอุตสาหกรรมนี้ และหาวิธีโน้มน้าวนักการเมืองให้ยุติการใช้พลังงานนิวเคลียร์

อีกตัวอย่างหนึ่งคืออดีตสารวัตรใหญ่จากสกอตแลนด์ยาร์ดในลอนดอนที่ลาออกมาเข้าร่วมกรีนพีซเพราะรู้สึกว่านั่นคือ “สิ่งที่มีประโยชน์จริง ๆ” แม้ว่าจะต้องลดเงินเดือนลงมากกว่าครึ่งก็ตาม