Taragraphies — Header Component

“ปัญหาของสังคมนิยมคือมันกินเวลาเย็นของคุณมากเกินไป”

— Oscar Wilde

หลายแคมเปญล้มเหลวเพราะไม่สามารถรวบรวมการสนับสนุนได้เพียงพอ แคมเปญมักเป็นการชวนให้คน “ตามฉันมา” หรือ “มาร่วมด้วย” โดยเชิญชวนให้ผู้อื่นสละเวลาหรือความสนใจเพื่อสนับสนุนวาระของคุณ แล้วทำไมใครสักคนจึงควรออกนอกเส้นทางของตนเองเพื่อสนับสนุนหรือเข้าร่วมแคมเปญของคุณ?

ระดับของการสนับสนุนแคมเปญจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคนบางกลุ่มเก่งกว่าคนอื่นๆ เสมอไป หรือว่าบางประเด็นนั้น “น่าดึงดูด” กว่า แต่บ่อยครั้งที่ผู้จัดแคมเปญไม่ออกแบบให้ดึงดูดได้มากพอ ถ้าได้ยินใครพูดว่า “ไม่มีใครสนใจเรื่องนี้เลย” นั่นอาจหมายความว่าเขายังไม่ออกแบบแคมเปญให้เหมาะสม

เมื่อประเมินข้อเสนอของแคมเปญ เราทุกคนล้วนตั้งคำถามว่า “มันคุ้มค่าหรือไม่?” โดยส่วนใหญ่เราจะประเมินด้วยสัญชาตญาณว่า “นี่ใช่สิ่งที่ฉันควรสนับสนุนไหม” หรือไม่ใช่

1. ประเด็น (The cause) – เราสนใจประเด็นนี้ไหม? แคมเปญนี้จำเป็นหรือเปล่า? (ถ้ากลุ่มเป้าหมายเห็นตรงกันอยู่แล้ว คำตอบควรเป็น ‘ใช่’)

2. ประโยชน์ (The benefit) – ผลลัพธ์ของแคมเปญจะเป็นอย่างไร หากประสบความสำเร็จ — ในภาพรวม หรือในระดับส่วนตัว? มันสร้างความเปลี่ยนแปลงที่คุ้มค่าหรือไม่? มันให้อำนาจกับฉันอย่างไร มันช่วยเพิ่มอิทธิพลของฉันต่อโลกใบนี้หรือไม่? มันช่วยให้กลไกที่มีอยู่ดีขึ้น หรือสร้างกลไกใหม่ขึ้นมาหรือไม่?

3. วิธีการ (The means) – แนวทางหรือกิจกรรมของแคมเปญดึงดูดฉันหรือผลักฉันออกไป?

4. แนวโน้มความสำเร็จ (The prospects) – มีโอกาสประสบความสำเร็จหรือไม่?

เป้าหมาย ทรัพยากร และกิจกรรม — สิ่งเหล่านี้ต้องเป็น “สามเหลี่ยมที่ลงตัว” เพื่อให้แคมเปญดูเป็นไปได้ หากทั้งสามสอดคล้องกัน แคมเปญจะดูน่าสนใจ เป็นไปได้ และน่าเชื่อถือ แต่ถ้าไม่ แคมเปญจะถูกปฏิเสธ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดีแค่ไหนก็ตาม

“สามเหลี่ยมความเป็นไปได้” นี้สามารถใช้ประเมินแคมเปญ โครงการ หรือองค์กรได้

The feasibility triangle

ในแวดวงวิชาการ ทฤษฎีนี้เรียกว่า “ทฤษฎีคุณค่ากับความคาดหวัง” (Values Expectancy Theory) ซึ่งพัฒนาโดยนักจิตวิทยา Martin Fishbein เราสามารถเปรียบ “สามเหลี่ยมความเป็นไปได้” (ดูภาพด้านล่าง) เสมือนขาเก้าอี้สามขา — ถ้าขาไม่สมดุล เก้าอี้ก็ล้ม

การขาดการสนับสนุนอาจเกิดจาก “คนไม่แคร์” หรือ “เขาไม่รู้ข้อเท็จจริง” สื่อมวลชนอาจใช้เหตุผลนี้ต่อยอดไปอีกขั้นโดยเรียกมันว่า “ความเหนื่อยล้าจากความเห็นอกเห็นใจ” (compassion fatigue) หรือประกาศว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไป — คนเลยไม่สน” หรือบางทีอาจเป็นเพราะแคมเปญนั้น “ดูไม่น่าเชื่อถือ” ก็เป็นได้

ปัญหาทั่วไปด้านความเป็นไปได้ของแคมเปญ

เป้าหมายใหญ่เกินไป

เป็นความล้มเหลวแบบคลาสสิกของ NGO ที่ไร้เดียงสา คือการประกาศ “เป้าหมายสูงสุด” แทนที่จะตั้งเป้าหมายที่สามารถบรรลุได้จริง ตัวอย่างเช่น “แคมเปญของชาวบ้าน Lower Snoring เพื่อเปลี่ยนแปลงการค้าโลก” (มีทรัพยากรคือคน 4 คน กับหมา 1 ตัว) กลุ่มเล็กๆ ที่รับมือกับประเด็นใหญ่ มักกลายเป็นแค่กลุ่มเล็กๆ ที่พูดถึงการเปลี่ยนแปลง แทนที่จะลงมือทำให้เกิดขึ้นจริง

กรณีศึกษา: ตัวอย่างเด่นในปี 2008 เมื่อแคมเปญระดับชาติของสหราชอาณาจักรชื่อ “Energy Saving Day” ถูก BBC รายงานว่ามี “ไม่มีผลกระทบใด ๆ” เพราะผู้คนถูกขอให้ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้ แต่การบริโภคไฟฟ้าทั่วประเทศไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

ปัญหาคือ แคมเปญนี้มีความทะเยอทะยานเกินไปเมื่อเทียบกับความสามารถในการเข้าถึงและกระตุ้นสาธารณชน แม้จะได้รับการกล่าวถึงใน Campaign Strategy Newsletter แต่หนึ่งในปัญหาสำคัญคือ แม้ BBC จะเคยสนับสนุนในช่วงเริ่มต้นแต่สื่อก็ถอนตัวในภายหลัง

แคมเปญนี้จึง “เล็กเกินไป” ที่จะทำให้เกิดผลกระทบจริง แต่ “ใหญ่พอ” ที่จะได้รับความสนใจและการรายงาน หากคุณจะเปิดแคมเปญที่เล่นกับ “เกมตัวเลข” ต้องมั่นใจว่ามีโอกาสสำเร็จจริง

เป้าหมายเล็กเกินไป

งานวิจัยช่วงปี 1990 เกี่ยวกับกลุ่มผู้สนับสนุน Greenpeace ในสหราชอาณาจักรเผยให้เห็น “หลุมดำทางแรงจูงใจ” ที่ทำให้แคมเปญหลายแคมเปญตัดขาดจากการสนับสนุน ผู้ที่สนใจประเด็นสิ่งแวดล้อมกลับรู้สึกว่าแคมเปญเหล่านั้นไม่น่าดึงดูด

การรีไซเคิลเคยเป็นหนึ่งในกิจกรรม “เขียว” ที่เล็กเกินไปจนไม่น่าพูดถึง เป็นสิ่งที่คนทำตามปกติแต่ไม่โดดเด่น ขณะที่ประเด็นอย่างโลกร้อน กลับ “ใหญ่เกินไป” สำหรับคนทั่วไปที่จะมีส่วนร่วมได้ มองว่าเป็น “เรื่องของนักสิ่งแวดล้อม”

ทางออกคือแยกเป้าหมายใหญ่ให้กลายเป็นชิ้นเล็ก ๆ ที่สามารถทำได้ เช่นที่ Greenpeace และผู้สนับสนุนเคยทำ ซึ่งแม้เป็นความพยายามเล็ก ๆ ก็สามารถรวมกันเป็นผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ (ดู ภาพด้านล่าง

เป้าหมายที่มองไม่เห็น (Objective not visible)

องค์กรภาครัฐมักประสบปัญหานี้เมื่อไม่สามารถระบุเป้าหมายได้อย่างชัดเจนและประกาศเพียงกิจกรรมหรือทรัพยากรเท่านั้น ทำให้ผู้ชมต้อง “เดา” เอาเองว่าเป้าหมายคืออะไร จากข่าวลือหรือสิ่งที่เห็นในสื่อซึ่งมักนำไปสู่การเข้าใจว่าเป้าหมายนั้นใหญ่มาก

ใช้เวลาไปกับการกำหนดเป้าหมายมากเกินไป (Too much time spent on the objective)

ในกรณีที่การรณรงค์ไม่ใช่กิจกรรมหลักขององค์กรอาสาสมัคร มักเกิดปัญหาที่ให้ความสำคัญกับการนิยามเป้าหมายมากเกินไป ขณะที่ให้ความสำคัญน้อยเกินไปกับการจัดกิจกรรมและการจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็น

การกำหนดเป้าหมายอย่างคลุมเครือ (Being vague)

บริษัทต่าง ๆ มักหลุดจากขอบเขตหลักของตนเองเมื่อพูดคลุมเครือ เป้าหมายที่ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นที่ “ยาก” มักดูดีในการประชุมของผู้บริหารระดับสูง แต่ดูไร้แก่นสารเมื่อถึงเวลารายงานประจำปีและพังทลายทันทีเมื่อต้องตอบคำถามจากสาธารณะ

กิจกรรมที่ไม่เพียงพอ (Inadequate activities)

NGO ที่มีชื่อเสียงอาจระมัดระวังมากเกินไปจนไม่สามารถรณรงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ – มีความเป็นระบบราชการสูง มีผู้มีส่วนได้เสียภายในองค์กรที่คอยปกป้องผลประโยชน์หรือเส้นทางอาชีพของตนจนไม่กล้าเสี่ยง พวกเขาอาจเชื่อในคำโฆษณาของตนเองว่า “มีประสิทธิภาพแบบเงียบ ๆ” – ถ้าจริง ก็อาจไม่ต้องรณรงค์ใดๆ แต่ในความเป็นจริง กลุ่มเหล่านี้อาจมีเป้าหมายที่ดีและทรัพยากรพร้อม แต่กลับไม่ใช้มัน ไม่ลงทุนในเครื่องมือการรณรงค์ และไม่ให้ผู้บริหารระดับสูงเข้ามามีส่วนร่วม


การตั้งคำถามเมื่อวัตถุประสงค์ กิจกรรม และทรัพยากรดูไม่สอดคล้องกัน
เรียบเรียงจาก How To Win Campaigns: Communications for Change https://www.routledge.com/How-to-Win-Campaigns-Communications-for-Change/Rose/p/book/9781849711142?srsltid=AfmBOop0UY1g9PdwpLb-cTOTemaNVV0tiudoPDsg5FV6muEWqQdJnENZ เขียนโดย Chris Rose

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading