Taragraphies — Header Component

การรณรงค์(Campaigning) การผลักดันเชิงนโยบาย(Advocacy) การเคลื่อนไหวทางสังคม(Activism) แตกต่างกันอย่างไร?

หากไม่มีการรณรงค์(Campaigning) การผลักดันเชิงนโยบาย(Advocacy) การเคลื่อนไหวทางสังคม(Activism) โลกที่เราอยู่อาจจะโหดร้าย ไร้อิสรภาพ เหลื่อมล้ำ และไม่ยั่งยืนยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งสามสิ่งนี้เป็นหนทางที่ยอดเยี่ยมในการมีส่วนร่วมกับโลก แต่สามสิ่งนี้มีความต่างกัน และการเข้าใจความแตกต่างนี้เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะถ้าเราเป็นนักรณรงค์แล้วเข้าใจผิดว่าหน้าที่ของเราคือการทำงานด้านการผลักดันเชิงนโยบาย(Advocacy) หรือการเคลื่อนไหว(Activism) อาจทำให้ความพยายามที่ดีที่สุดของเราไม่ประสบผลสำเร็จ นี่คือคำจำกัดความเพื่อช่วยแยกความหมายของแต่ละคำ มีนักรณรงค์จำนวนไม่น้อย หรือมีองค์กรจำนวนไม่น้อยที่มีเป้าหมายที่ต้องใช้การรณรงค์เพื่อให้สำเร็จ แต่แผนงานหรือวิธีการอธิบายงานของพวกเขากลับตรงกับความหมายของการผลักดันเชิงนโยบายหรือการเคลื่อนไหวมากกว่า เราทุกคนล้วนเป็นนักเคลื่อนไหว การลงชื่อในคำร้ข้อเรียก เขียนจดหมาย เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ร่วมชุมนุมและประท้วง บริจาคให้กับประเด็นต่างๆ เมื่อทำสิ่งเหล่านี้ เราก็กำลังเป็นนักเคลื่อนไหวอยู่ คนที่ออกมารวมตัวกันจำนวนมากเพื่อเดินขบวน—พวกเขาก็คือนักเคลื่อนไหว และเราจำเป็นต้องมีพวกเขา เพราะหากไม่มีนักเคลื่อนไหว นักรณรงค์จะมีข้อจำกัดอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรามักต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากสาธารณะต่อข้อเรียกร้องของเรา แต่เมื่อเราเป็นนักเคลื่อนไหวในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง เราไม่จำเป็นต้องมีแผนที่ชัดเจนว่าจะทำอะไรเพื่อขับเคลื่อนประเด็นนั้น เราลงมือทำตามสัญชาตญาณ ทำในสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้อง และทำตามการนำของคนอื่น แต่หากเราเป็นนักรณรงค์ หน้าที่(หรืออย่างน้อยก็เป็นบทบาท) ของเราคือต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน เราต้องปรับเปลี่ยนพลวัตของอำนาจเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงนั้นขึ้นมา นักรณรงค์อาจตัดสินใจว่าต้องมีการเดินขบวน เพราะมองว่ามันเป็นหนึ่งในยุทธวิธีที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ที่วางไว้เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่กำหนดไว้ ส่วน “นักเคลื่อนไหว” จะเข้าร่วมการเดินขบวนนั้นเพราะเชื่อในประเด็นและต้องการสนับสนุน แต่ไม่ได้จำเป็นต้องเข้าใจกลไกว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้อย่างไรในท้ายที่สุด หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นคืออะไรอย่างเฉพาะเจาะจง นี่ไม่ใช่การวิจารณ์การเคลื่อนไหวแต่อย่างใด อย่างที่ได้กล่าวไป เราต่างเป็นนักเคลื่อนไหวและภูมิใจกับมัน เพราะหากไม่มีนักเคลื่อนไหว กิจกรรมที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากสาธารณะจะล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แต่ถึงแม้ว่าการรณรงค์จะเป็นรูปแบบหนึ่งของการเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวก็ไม่จำเป็นต้องเป็นการรณรงค์เสมอไป วิธีที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้นักรณรงค์กลายเป็นเพียงนักเคลื่อนไหว คือเมื่อพวกเขาไม่พัฒนาวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนหรือกลยุทธ์เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น […]

ทำแคมเปญอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ (17) : RASPBerry การสร้างข้อเสนอแคมเปญ

ข้อเสนอของแคมเปญคือการสรุปว่าแคมเปญเกี่ยวกับอะไร จุดเริ่มต้นที่ดีคือการใช้รูปแบบข่าววิทยุที่เรียกว่า PSB – ปัญหา (Problem) ทางแก้ (Solution) ประโยชน์ (Benefit) ‘อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณนักรณรงค์เพื่อ X ยินดีต้อนรับสู่รายการ What the Hell! ตอนนี้คุณกังวลเกี่ยวกับ X และกำลังจะแถลงข่าวในช่วงสายวันนี้ — บอกหน่อยค่ะว่า ปัญหาคืออะไร?’(… คำตอบแรก) ‘แล้วทางแก้คืออะไรล่ะคะ?’(… คำตอบที่สอง) ‘ฟังดูดีค่ะคุณนักรณรงค์เพื่อ X แล้วชาว “What the Hell!” จะได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง?’(… คำตอบที่สาม) ‘ขอบคุณที่มาเข้ารายการนะคะ… ตอนนี้ไปฟังข่าวจราจรจากคุณ Kitti กันค่ะ’ หากข้อเสนอแคมเปญของคุณสามารถใช้รูปแบบนี้ได้ แสดงว่าคุณมีจุดเริ่มต้นที่ดี ข้อเสนอนั้นประกอบด้ว RASPBerry: ตัวอย่าง: แคมเปญจริงควรใช้ถ้อยคำที่น่าตื่นเต้นและเร้าใจกว่านี้! ดังนั้นอาจเรียกได้ว่า “แคมเปญผลักดันให้รัฐบาลปกป้องป่าดึกดำบรรพ์จากการตัดไม้ผิดกฎหมาย” หรือ “แคมเปญต่อต้านการตัดไม้ผิดกฎหมายเพื่อช่วยชุมชนในป่าดึกดำบรรพ์” คุณอาจข้อความข้างต้นให้กลายเป็นคำเรียกร้องง่ายๆ ได้ ‘ข้อเสนอแคมเปญ’ มีคำสัญญาโดยนัยว่า “ถ้าคุณทำบางสิ่ง เช่น ลงชื่อในคำร้องออนไลน์เพื่อเรียกร้องให้บริษัท X ทำ […]

ทำแคมเปญอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ (16) : การเชื่อมช่องว่างของการมีส่วนร่วม(Bridging the Engagement Gap)

การรณรงค์ต้องสามารถพูดได้อย่างจริงใจ และที่สำคัญกว่านั้นคือต้อง “แสดงให้เห็น” ว่า ‘หากไม่มีคุณ เราจะล้มเหลว แต่ถ้ามีคุณ เราจะสำเร็จได้’ ต้องทำให้ผู้คนรู้สึกว่า “พวกเขาจำเป็น” ให้ตั้งเป้าหมายที่คุณเชื่อว่าสามารถบรรลุได้ด้วยระดับการมีส่วนร่วมของสาธารณะที่เหมาะสม ผู้คนทั่วไปอาจมองเป้าหมายเหล่านี้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าดึงผู้คนมาร่วมมากพอ คุณจะสามารถสร้าง “สะพาน” เชื่อมช่องว่างและทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้กลายเป็นไปได้ เมื่อแคมเปญเชื่อมช่องว่างนั้นได้ มันก็จะประสบความสำเร็จ และยิ่งสะพานนั้นยาว (ช่องว่างยาก) ความสำเร็จของแคมเปญก็ยิ่งโดดเด่น นี่แหละที่ทำให้การรณรงค์แตกต่างจากชีวิตประจำวัน มันสามารถทำให้การรณรงค์น่าตื่นเต้น เป็นแรงบันดาลใจ และกระตุ้นผู้คน—เป็นเวทมนตร์ที่ช่วยเปลี่ยนระเบียบเดิมของโลกได้ หากไม่มี “ช่องว่าง” นี้ ก็ไม่มีใครรู้สึกว่าตนเองจำเป็นต้องมาร่วมแคมเปญ คุณอาจทำสิ่งที่ดูน่าตลกหรือดึงดูดใจได้ แต่จะไม่สร้างการมีส่วนร่วม เพราะผู้คนจะไม่รู้สึกว่าตนเองมีความจำเป็น ในการรณรงค์ สิ่งใดก็ตามที่ดีกว่าสิ่งเดิมที่เป็น “ธุรกิจตามปกติ” ถือว่าเป็นความสำเร็จ เปรียบเสมือนกับคำกล่าวของ Mr. Micawber: หากเกินความคาดหวังแม้เพียงเล็กน้อย—คือความสุข แต่หากตกต่ำกว่าความคาดหวังแม้เพียงเล็กน้อย—คือความทุกข์ องค์กรที่ทำงานรณรงค์ ไม่จำเป็นต้อง “ส่งมอบผลลัพธ์” เสมอไปแต่ต้องสร้างความรู้สึกว่าผู้คนมีส่วนสำคัญต่อผลลัพธ์นั้น การปรับจูนแนวคิดร่วมกัน (Alignment) นักพูดที่มีประสิทธิภาพเริ่มต้นด้วยการดึงความสนใจของกลุ่ม และเตือนให้ทุกคนจำได้ว่าทำไมพวกเขาถึงมาอยู่ตรงนี้ เด็กอังกฤษหลายชั่วอายุคนเติบโตมากับนิทานทางวิทยุของ BBC ที่เริ่มต้นด้วยคำถามว่า “นั่งสบายกันหรือยัง? ถ้าพร้อมแล้ว เราจะเริ่มกันเลย” […]

ทำแคมเปญอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ (15) : ระดับของการมีส่วนร่วม

การมีส่วนร่วม มักจะมีรูปแบบอยู่ใน 4 ขั้นตอน: ขั้นที่ 1: ไม่ทำอะไรเลย ผู้คนอาจไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับปัญหา สาเหตุ หรือทางออกของปัญหาเลย หรืออาจไม่รู้สึกว่าสำคัญหรือเกี่ยวข้องกับตัวเอง จึงยังไม่มีแรงกระตุ้น อาจเป็นเพราะยังไม่ได้เห็นในบริบทที่ถูกต้อง หรือยังไม่ได้ยินจากผู้ส่งสารที่เหมาะสม หากคุณต้องการช่วยให้คนจากขั้นที่ 1 ก้าวไปยังขั้นที่ 2 อาจต้องใช้ช่องทางการสื่อสารที่ต่างออกไป ลองใช้เครื่องมือ CAMPCAT https://taragraphies.org/2025/06/15/ทำแคมเปญอย่างไรให้ประส-8/ เนื่องจากเงื่อนไขส่วนตัวหรือจิตวิทยา ความเชื่อ ความกดดันทางสังคม หรือวัฒนธรรม บางคนอาจไม่ก้าวข้ามจากขั้นที่ 1 ไปเลย ขั้นที่ 2: ทำบางสิ่ง ในขั้นนี้ ผู้คนเริ่มลงมือทำอะไรบางอย่าง “เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง” พวกเขาซื้อแนวคิดแล้วแต่ยังไม่ก้าวไปไกลนัก เช่น ในสหราชอาณาจักรและอีกหลายประเทศ มีคนจำนวนมากอยู่ในขั้นนี้เมื่อพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลก เช่น “ฉันซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” การรายงานข่าวในสื่อมักเพียงพอในการดึงผู้คนเข้าสู่ขั้นที่ 2 และโดยมากแล้ว คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่น่าจะก้าวต่อไปได้ง่ายที่สุดเพราะพวกเขาเชื่ออยู่แล้วว่ามีปัญหาและอาจมีทางแก้ บางครั้งนักรณรงค์มักดูแคลนการทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่าเป็น “การแสดงสัญลักษณ์” (tokenism) แต่นั่นอาจเป็นความเข้าใจผิด เพราะแท้จริงแล้ว นั่นคือสัญญาณว่าผู้คนแคร์ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings