Taragraphies — Header Component

ข้อเสนอของแคมเปญคือการสรุปว่าแคมเปญเกี่ยวกับอะไร จุดเริ่มต้นที่ดีคือการใช้รูปแบบข่าววิทยุที่เรียกว่า PSB – ปัญหา (Problem) ทางแก้ (Solution) ประโยชน์ (Benefit)

‘อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณนักรณรงค์เพื่อ X ยินดีต้อนรับสู่รายการ What the Hell! ตอนนี้คุณกังวลเกี่ยวกับ X และกำลังจะแถลงข่าวในช่วงสายวันนี้ — บอกหน่อยค่ะว่า ปัญหาคืออะไร?’
(… คำตอบแรก)

‘แล้วทางแก้คืออะไรล่ะคะ?’
(… คำตอบที่สอง)

‘ฟังดูดีค่ะคุณนักรณรงค์เพื่อ X แล้วชาว “What the Hell!” จะได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง?’
(… คำตอบที่สาม)

‘ขอบคุณที่มาเข้ารายการนะคะ… ตอนนี้ไปฟังข่าวจราจรจากคุณ Kitti กันค่ะ’

หากข้อเสนอแคมเปญของคุณสามารถใช้รูปแบบนี้ได้ แสดงว่าคุณมีจุดเริ่มต้นที่ดี ข้อเสนอนั้นประกอบด้ว RASPBerry:

ตัวอย่าง:

แคมเปญจริงควรใช้ถ้อยคำที่น่าตื่นเต้นและเร้าใจกว่านี้! ดังนั้นอาจเรียกได้ว่า “แคมเปญผลักดันให้รัฐบาลปกป้องป่าดึกดำบรรพ์จากการตัดไม้ผิดกฎหมาย” หรือ “แคมเปญต่อต้านการตัดไม้ผิดกฎหมายเพื่อช่วยชุมชนในป่าดึกดำบรรพ์” คุณอาจข้อความข้างต้นให้กลายเป็นคำเรียกร้องง่ายๆ ได้

‘ข้อเสนอแคมเปญ’ มีคำสัญญาโดยนัยว่า “ถ้าคุณทำบางสิ่ง เช่น ลงชื่อในคำร้องออนไลน์เพื่อเรียกร้องให้บริษัท X ทำ Y – คนอื่นๆ ก็จะทำตาม ‘ข้อเสนอ’ ไม่ได้เกี่ยวกับแค่สาเหตุหรือเป้าหมายเท่านั้นแต่ยังเกี่ยวกับวิธีการทำแคมเปญและบทบาทของผู้สนับสนุนด้วย โดยทั่วไปแล้ว การเริ่มต้นด้วยการระบุปัญหาและทางออกไว้ชัดเจนตั้งแต่ต้นจะช่วยในการสื่อสาร และสามารถเริ่มได้ทั้งจากภาพรวมทั่วไปหรือจากกรณีเฉพาะ – ทั้งภาพใหญ่และตัวอย่างเฉพาะต้องพร้อมใช้งาน บางคนชอบเริ่มจากสิ่งหนึ่ง ขณะที่บางคนชอบเริ่มอีกทาง ขึ้นอยู่กับความชอบในการสื่อสาร

ความชอบที่พบบ่อยในการสร้างข้อเสนอมีดังนี้:

มองจาก “หลีกเลี่ยง” หรือ “มุ่งสู่”

ภายใน/ภายนอก

มองแบบ “รายละเอียดเล็ก” หรือ “ภาพรวมใหญ่”

จับคู่/ไม่จับคู่ (Match/Mismatch)

เราทุกคนมีความชอบเหล่านี้ในระดับที่ต่างกัน นักวางแผนแคมเปญจึงควรถามตัวเองว่า พวกเขากำลังออกแบบแคมเปญให้เหมาะกับความชอบของตัวเอง หรือเหมาะกับผู้ฟัง/กลุ่มเป้าหมาย พวกเขาควรทำวิจัยและทดสอบว่าอะไรใช้ได้ผล การเน้นไปที่ “ปัญหาที่ควรหลีกเลี่ยงมากกว่าการบรรลุเป้าหมาย” (หลีกเลี่ยง/มุ่งสู่ – มุมมองครึ่งแก้วเต็ม/ครึ่งแก้วว่าง) มีความเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนกับการรณรงค์เกี่ยวกับปัญหา

สิ่งที่ไม่น่าจะได้ผลคือคำอธิบายขั้นตอนที่น่าเบื่อ เช่น “แคมเปญของเราจัดการกับกฎหมายและประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับป่าไม้บางแห่ง และมาตรการทางการเมืองที่จำเป็นต่อการส่งเสริมความยั่งยืน”

การรู้ว่าอะไรเป็นแรงจูงใจของกลุ่มเป้าหมายหรือองค์กรที่คุณต้องการโน้มน้าวจะมีประโยชน์มาก หากคุณไม่รู้ อย่างน้อยคุณก็ควรวางแผนแบบเผื่อทางเลือกไว้ได้อย่างมีสติ แคมเปญเปลี่ยนผ่านหลายแคมเปญใช้ “การกำหนดมาตรฐาน” เป็นกลไกการแทรกแซง เช่น โครงการ FSC (Forest Stewardship Council) ของ WWF ตัวกรอง “ภายใน–ภายนอก” (Internal–External) อธิบายว่าผู้คนรับเอามาตรฐานมาจากที่ใด หากบุคคลมีจุดอ้างอิงภายใน

New Oceans กล่าวว่า พวกเขา “รู้โดยสัญชาตญาณว่าตนเองทำงานได้ดีหรือไม่” ในทางตรงกันข้าม “ผู้ที่มีจุดอ้างอิงภายนอกจะต้องมีคนอื่นบอกพวกเขา”

ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จมักมีจุดอ้างอิงภายในสูงมาก — พวกเขารู้ตัวเองว่าได้ตัดสินใจดีหรือแย่ ส่วนคนจำนวนมากในองค์กรต่างๆ จะมีจุดอ้างอิงภายนอก และต้องพึ่งโครงสร้างการบริหารเพื่อตอบกลับถึงคุณภาพของงานที่พวกเขาทำ ดังนั้น หากคุณจะรณรงค์เพื่อแนะนำมาตรฐานใดกับผู้ประกอบการ คุณอาจเริ่มต้นด้วยการใช้ผลงานของเขาหรือเธอเป็นเกณฑ์อ้างอิง แต่หากคุณรณรงค์กับองค์กรขนาดใหญ่ การใช้หลักฐานของแนวปฏิบัติที่ดีจากองค์กรอื่นอาจมีประสิทธิภาพมากกว่า

ตามที่ได้กล่าวไว้ในหัวข้อเรื่อง ‘การสร้างกรอบความคิด’ (framing) การคิดแบบอารมณ์หรือไม่รู้สึกตัว (reflexive) มักมีอิทธิพลเหนือหรือเกิดก่อนการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล นักวิจัยต้องใช้เวลามากในการพยายามแยกสองสิ่งนี้ออกจากกัน ตัวอย่างเช่น Michel Handgraf จากมหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม ใช้วิธีสังเกตคำพูดที่ผู้คนใช้เมื่อตอบสนองต่อประเด็นหนึ่ง (ในกรณีนี้คือกังหันลม) เพื่อแยกแยะช่วงเวลาที่ผู้เข้าร่วมใช้เหตุผลเชิงวิเคราะห์ (เช่น “สิ่งนี้มีผลกระทบเท่านี้ในระยะเวลาหลายปี”) ออกจากช่วงเวลาที่พวกเขาใช้เหตุผลเชิงอารมณ์ (เช่น “แต่ฉันรู้สึกว่า…”)

หลักการในการออกแบบข้อเสนอแคมเปญจึงควรเป็น สร้างแรงผลักทางอารมณ์ (เพื่อให้ผู้คน “อยาก” เห็นด้วย) และเสริมด้วยเหตุผลเชิงตรรกะ (เพื่อให้พวกเขาอธิบายต่อผู้อื่นได้)

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading