Taragraphies — Header Component

หากพิจารณาจากระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโลกยุคใหม่ รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซของบริษัทบูรพาพาวเวอร์ถือว่า “ล้าสมัย” ไปแล้วโดยสิ้นเชิง บนกระดาษ โครงการนี้เป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (Combined Cycle) ขนาด 600 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.) เป็นระยะเวลา 25 ปี รายงาน EIA นี้พยายามอธิบายว่าโครงการนี้จำเป็นต่อความมั่นคงทางพลังงาน ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงที่ “สะอาดกว่า” และผลกระทบสิ่งแวดล้อมรอบข้างสามารถควบคุมได้

แต่เมื่อเอา EIA ฉบับนี้มาวางเทียบกับโลกจริงในปัจจุบัน สถานการณ์กำลังผลิตไฟฟ้าล้นระบบอย่างเรื้อรัง ภาระคำมั่นด้านสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น วิกฤต PM2.5 ที่รุนแรงขึ้น ความตึงเครียดของทรัพยากรน้ำและกรอบการเงินยั่งยืนใหม่ๆ เช่น Thailand Taxonomy รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซของบริษัทบูรพาพาวเวอร์ไม่ต่างอะไรจาก “ซากฟอสซิล” จากนโยบายพลังงานยุคเก่ามากกว่า หาใช่กลไกคุ้มครองสิ่งแวดล้อมไม่

นี่ไม่ใช่เพียงข้อบกพร่องเชิงเทคนิคเล็กน้อย แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง รายงาน EIA ที่ไม่สอดรับกับบริบทใหม่ของโลกไม่อาจเป็นฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือในการอนุมัติโรงไฟฟ้าฟอสซิลแห่งใหม่ซึ่งจะเดินเครื่องลากยาวไปจนถึงคริสตทศววรษ 2050 ได้เลย

ระบบไฟฟ้าที่ล้นเกินแต่รายงาน EIA โครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ ยังทำเหมือนไฟฟ้าขาดแคลน

เริ่มจากคำถามพื้นฐานที่สุด เราจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้านี้จริงหรือ?

ข้อมูลล่าสุดสะท้อนอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยมีกำลังการผลิตติดตั้งสูงเกินความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดมาก ในระดับประเทศ กำลังการผลิตตามสัญญามีเกินกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดอยู่หลายหมื่นเมกะวัตต์ ในภาคตะวันออกซึ่งเป็นที่ตั้งโครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ กำลังผลิตไฟฟ้ารวมมีประมาณสองเท่าของความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด ส่วนในจังหวัดฉะเชิงเทรา โรงไฟฟ้าที่มีอยู่ก็ผลิตไฟฟ้ามากกว่าหลายเท่าของการใช้ไฟฟ้าในจังหวัดอยู่แล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงปี พ.ศ.2567–2568 มีโรงไฟฟ้าก๊าซของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) บางแห่งที่ กฟผ. ไม่ได้ซื้อไฟเลยทั้งปีและอีกหลายแห่งที่ถูกสั่งเดินเครื่องในระดับต่ำกว่าศักยภาพและกำลังการผลิตตามสัญญาอย่างมาก กล่าวอีกนัยหนึ่ง ประเทศไทยจ่ายค่าความพร้อมจ่าย (capacity payment) ให้โรงไฟฟ้าก๊าซจำนวนมากทั้งที่ไม่ได้ถูกใช้เต็มกำลังด้วยซ้ำ

แต่รายงาน EIA โครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์กลับแทบไม่แตะประเด็นไฟฟ้าล้นระบบเลย อ้างเพียงกรอบแผน PDP2018 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 เสมือนว่าระบบไฟฟ้าไทยยังอยู่ในยุคไฟฟ้าขาดแคลน ก่อนเผชิญกับกำลังผลิตล้นระบบ ไม่มีการวิเคราะห์กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองอย่างจริงจัง ไม่มีคำอธิบายว่าทำไมโรงไฟฟ้าก๊าซที่มีอยู่ถึงไม่ถูกใช้เต็มที่ และไม่มีการชี้ให้เห็นว่าการเพิ่มโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่อีกหนึ่งแห่งจะยิ่งซ้ำเติมภาระค่าไฟจากกำลังการผลิตส่วนเกินอย่างไร

รายงาน EIA โครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ที่ตอบไม่ได้แม้กระทั่งคำถามง่าย ๆ ว่าทำไมต้องเพิ่มโรงไฟฟ้าฟอสซิลในระบบที่ล้นอยู่แล้ว คงยากจะเรียกว่าเป็นเครื่องมือวางแผนพลังงานสมัยใหม่ได้เต็มปาก เป็นเพียง “ตรายาง” มากกว่า

ติดกับดักตัวเลือกเก่า: ถ้าไม่ถ่านหินก็ต้องก๊าซ?

อีกหนึ่งปัญหาหลักของรายงาน EIA โครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์คือกรอบการเปรียบเทียบทางเลือกที่ติดอยู่ในอดีตอย่างชัดเจน รายงานพยายามวางข้อถกเถียงว่า โครงการเดิมใช้ถ่านหินซึ่งสกปรกกว่า ปัจจุบันเปลี่ยนเชื้อเพลิงเป็นก๊าซธรรมชาติซึ่งสะอาดกว่า จึงเป็น “ทางเลือกที่ดีกว่า” นี่คือการสร้างสมมติฐานว่ามีแค่สองตัวเลือก “ถ่านหิน” หรือ “ก๊าซ”

แต่ในปี 2558 การตั้งโจทย์แบบนี้ถือว่าล้าหลัง

ประเทศไทยประกาศเลิกสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ไปแล้ว ต้นทุนพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ (โดยเฉพาะฟาร์มโซลาร์และฟาร์มกังหันลม) เมื่อจับคู่กับระบบกักเก็บพลังงานและการบริหารจัดการด้านอุปสงค์ มีแนวโน้มถูกกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่ในมุมต้นทุนตลอดอายุโครงการ(LCOE) ด้วยซ้ำ และยังไม่มีภาระคาร์บอนในระยะยาว ปริมาณศักยภาพของโซลาร์รูฟท็อปในเขต EEC ก็ยังสูงอย่างมหาศาล

อย่างไรก็ตาม EIA กลับไม่เคยเปรียบเทียบอย่างจริงจังเลยว่าถ้าใช้โซลาร์ฟาร์มกับ แบตเตอรี่แทนจะมีต้นทุนเท่าใด ถ้าใช้โซลาร์รูฟท็อปในสถานประกอบการและนิคมอุตสาหกรรมที่มีอยู่จะลดความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าฟอสซิลใหม่ได้แค่ไหน ถ้าใช้การจัดการด้านความต้องการใช้ไฟฟ้า(Demand Side Management) และประสิทธิภาพพลังงานจะลดความต้องการสูงสุดได้มากเพียงใด และถ้าไม่มีโครงการเลย (no-project option) แล้วใช้กำลังการผลิตส่วนเกินที่มีอยู่ในระบบจะเป็นอย่างไร

รายงาน EIA ยังยึดกับกรอบคิดเก่า “ไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินก็ต้องเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซ” ทั้งที่ในโลกจริง ตัวเลือกพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและการบริหารจัดการความต้องการไฟฟ้ากลายเป็น “ตัวเลือกหลัก” ไปแล้ว การเฉไฉไม่พูดถึงจึงไม่ใช่แค่การมองข้ามแต่เป็นการนำเสนอภาพที่บิดเบือน

สภาพภูมิอากาศ : คำมั่นเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution (NDC 3.0) อยู่ไหนใน EIA?

นับตั้งแต่ EIA ฉบับนี้จัดทำขึ้น ประเทศไทยยกระดับความทะเยอทะยานทางสภาพภูมิอากาศหลายครั้ง ประเทศไทยได้ปรับปรุงเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด(Nationally Determined Contribution : NDC 3.0) ให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนเศรษฐกิจ และประกาศเจตนารมณ์มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ภายในช่วงกลางศตวรรษนี้ คำประกาศเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่หมายถึงข้อจำกัดที่เป็นจริงต่อโครงสร้างพื้นฐานฟอสซิลใหม่ทุกโครงการ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าก๊าซขนาด 600 เมกะวัตต์ที่มีอายุสัญญา 25 ปีซึ่งจะลากยาวไปจนถึงยุคที่เราต้องเข้าใกล้หรือบรรลุเป้าหมาย Net Zero

อย่างไรก็ตาม ในรายงาน EIA โครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ ประเด็นว่าด้วยสภาพภูมิอากาศถูกลดรูปเหลือเพียงการนับปริมาณ CO₂ ที่ปล่อยจากปล่องต่อปีและเปรียบเทียบกับโรงไฟฟ้าถ่านหินว่า “ปล่อยน้อยกว่า” แล้วก็จบเรื่อง ไม่มีคำอธิบายหรือการคำนวณว่าโครงการโรงไฟฟ้านี้จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมกันกี่ล้านตันตลอด 25 ปี ปริมาณการปล่อยดังกล่าวกิน “งบประมาณคาร์บอน” ของภาคพลังงานและของประเทศไปเท่าใด การพึ่งพาก๊าซฟอสซิลเหลว(LNG)นำเข้าและการรั่วไหลของมีเทนต้นทางจะเพิ่มรอยเท้าคาร์บอนมากขึ้นอีกแค่ไหน รวมถึงความเสี่ยงจากนโยบายภูมิอากาศในอนาคต เช่น ภาษีคาร์บอน การจำกัดชั่วโมงเดินเครื่องโรงไฟฟ้า หรือการทบทวนสัญญาซื้อขายไฟฟ้าอาจทำให้โรงไฟฟ้ากลายเป็น ทรัพย์สินด้อยค่า (stranded asset) ได้อย่างไร

ในยุคที่เป้าหมาย 1.5°C และ Net Zero กลายเป็นกรอบคิดหลักสำหรับการวางแผนพลังงาน การพูดซ้ำๆ ว่า “ก๊าซสะอาดกว่าถ่านหิน” จึงไม่เพียงพออีกต่อไป คำถามที่ควรถามคือ “โรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลใหม่นี้สอดคล้องกับเส้นทางไปสู่เป้าหมาย Net Zero หรือไม่?” ซึ่งรายงาน EIA เล่มนี้ไม่เคยตั้งคำถามด้วยซ้ำ

เกษตรและสุขภาพ : เมื่อ EIA มองไม่เห็นผู้คนและพืชในเงาควันปล่องไฟฟ้า

หนึ่งในจุดอ่อนที่สุดของรายงาน EIA โครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ คือวิธีที่พิจารณา “ภูมิทัศน์เกษตรกรรมรอบโรงไฟฟ้า”

ในรัศมี 5 กิโลเมตรจากจุดตั้งโครงการโรงไฟฟ้ามีพื้นที่เกษตรกรรมรวมกว่าหนึ่งแสนไร่ ปลูกข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อย สับปะรด ข้าวโพด ฯลฯ ผลผลิตรวมของเกษตรในสามตำบลหลักที่อยู่ในเขตผลกระทบมีมูลค่าเกินหนึ่งพันล้านบาทต่อปี พื้นที่กว้างออกไปกว่านั้นยังเป็นแหล่งปลูก “มะม่วงน้ำดอกไม้” ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียน GI และเป็นฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์สำคัญรวมทั้งมีศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ เป็นหัวใจของเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ในภูมิภาค

แต่หากอ่านเฉพาะรายงาน EIA ภาพที่ได้กลับเป็นพื้นที่เกษตรทั่วไปที่ถูกลดทอนเหลือเพียงตัวเลขในผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน ไม่มีการแสดงให้เห็นมูลค่าเชิงเศรษฐกิจที่แท้จริงของผลผลิต ไม่มีการประเมินว่ามลพิษอากาศและ PM2.5 อาจกระทบต่อผลผลิตต่อไร่ คุณภาพสินค้าหรือความเชื่อมั่นของตลาดต่อสินค้า GI และสินค้าอินทรีย์อย่างไร

ในส่วนของมลพิษ โครงการโรงไฟฟ้าแห่งนี้จะปล่อย NOₓ, SO₂ และฝุ่นขนาดต่าง ๆ จากปล่อง แม้ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงหลักก็ยังมีระดับมลพิษที่ไม่ธรรมดา NO₂ และ SO₂ ไม่ใช่แค่ก๊าซที่ทำร้ายระบบหายใจของคน แต่มันยังมีพิษต่อพืช (phytotoxic) ทำให้เกิดใบไหม้ การสังเคราะห์แสงลดลง และทำให้พืชอ่อนแอต่อโรค นอกจากนี้ NO₂ ยังเป็นสารตั้งต้นสำคัญของฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาระดับชาติขณะนี้

รายงาน EIA เลือกวิธีการจำลองความเข้มข้นมลพิษเฉลี่ยเทียบกับค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศรายวัน/รายปีของไทย จากนั้นสรุปว่ายังไม่เกินมาตรฐานแต่ไม่เคยขยับไปสู่คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือผลกระทบสะสมต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรในระยะยาวคืออะไร ภาระโรคจาก PM2.5 และโอโซนต่อคนทำงานกลางแจ้ง เด็ก ผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวจะเพิ่มขึ้นเพียงใด

ในพื้นที่ที่มีผลผลิตการเกษตรปลอดภัยและมีคุณภาพ การไม่วิเคราะห์มิติเหล่านี้ถือเป็นช่องว่างทางนโยบายที่อันตรายมาก

ความตึงเครียดของทรัพยากรน้ำ

โครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์จะใช้น้ำเฉลี่ยประมาณ 12,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวันหรือ 4.32 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ส่วนใหญ่เพื่อใช้ในระบบหล่อเย็น น้ำดังกล่าวจะมาจากการสูบน้ำของบริษัทเอกชนจากคลองระบมแล้วเก็บไว้ในบ่อพักน้ำของโครงการโรงไฟฟ้า หากดูแต่ในรายงาน EIA อาจรู้สึกว่าก็เป็นเพียงการใช้น้ำอุตสาหกรรมตามปกติ

แต่ข้อมูลด้านอุทกวิทยาของจังหวัดฉะเชิงเทรากลับสะท้อนอีกภาพหนึ่งที่แตกต่างไปอย่างมาก หลายปีมานี้ ปริมาณน้ำใช้การในอ่างเก็บน้ำหลัก เช่น อ่างคลองระบมและคลองสียัดลดลงเหลือระดับวิกฤตในช่วงหน้าแล้ง หลายเดือนเหลือน้ำใช้การเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของความจุอ่าง ขณะที่การศึกษาสมดุลน้ำในภาคตะวันออกชี้ชัดว่าคลองระบมอยู่ในสถานะ “ขาดแคลนน้ำแทบทุกเดือน” เมื่อรวมความต้องการใช้น้ำภาคเกษตร อุตสาหกรรม และระบบนิเวศเข้าไปด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น ระบบลุ่มน้ำที่เชื่อมโยงกัน เช่น คลองท่าลาด ก็ใช้ทั้งเพื่อการชลประทานและการประปาส่วนภูมิภาคหลายสาขา พลวัตรของระบบน้ำจากต้นน้ำอย่างคลองระบมจึงส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อทั้งเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่กว้าง

รายงาน EIA กลับเลือกพูดถึงการใช้น้ำของโครงการโรงไฟฟ้าในแง่มุมของโครงการเอง นับปริมาณรายปี ระบุว่าจะมีบ่อพักน้ำ ไม่มีการวิเคราะห์สมดุลน้ำในระดับลุ่มน้ำอย่างจริงจัง ไม่มีการจำลองสถานการณ์ภัยแล้งรุนแรง ไม่มีการประเมินว่าการดึงน้ำออกไปอีก 4.32 ล้าน ลบ.ม./ปี จะกระทบความเชื่อมั่นด้านน้ำของเกษตรกรและระบบประปาอย่างไร

ในบริบทปัจจุบันที่ภัยแล้งและเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วมีแนวโน้มถี่และรุนแรงขึ้น การทำรายงาน EIA โดยไม่ยึดมิติลุ่มน้ำจึงไม่เพียงแต่ล้าสมัย แต่คือการไร้ซึ่งความรับผิดชอบ

การเงินยั่งยืนเดินไปข้างหน้า แต่กระบวนการจัดทำ EIA ยังหยุดอยู่ที่เดิม

อีกมิติหนึ่งที่หายไปจากรายงาน EIA อย่างสิ้นเชิงคือ “มิติการเงิน” ความจริงแล้ว โครงการอย่างบูรพาพาวเวอร์จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินรูปแบบอื่น ๆ ธนาคารไทยจำนวนมากเคยปล่อยกู้โรงไฟฟ้าก๊าซทั้ง SPP และ IPP มาแล้วหลายโครงการ ขณะเดียวกัน ธนาคารกลุ่มเดียวกันนี้ก็ร่วมลงนามในกรอบ “ธนาคารเพื่อความยั่งยืน” ประกาศใช้นโยบาย ESG และอ้างอิงมาตรฐานสากล เช่น Equator Principles และกรอบในประเทศอย่าง Thailand Taxonomy

ภายใต้ Thailand Taxonomy การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลรวมถึงโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่ ถูกจัดให้อยู่ในประเภท “กิจกรรมสีแดง” คือกิจกรรมที่เป็นโทษต่อสิ่งแวดล้อมและไม่สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวด้านสภาพภูมิอากาศ ธนาคารที่ยังเลือกปล่อยกู้กิจกรรมสีแดงถูกคาดหวังให้ต้องมีแผนการจัดการความเสี่ยงที่ชัดเจน ทั้งด้านการเปลี่ยนผ่าน (transition risk) และด้านชื่อเสียง (reputational risk)

รายงาน EIA ของบูรพาพาวเวอร์ไม่แตะเรื่องเหล่านี้เลย ไม่พูดถึงเลยว่ากิจกรรมหลักของโครงการจัดอยู่ในกลุ่ม “สีแดง” ตาม Taxonomy ไม่วิเคราะห์ว่าความเสี่ยงด้านนโยบายภูมิอากาศ วิกฤตน้ำ หรือข้อพิพาทด้านสุขภาพ–สิ่งแวดล้อม อาจกระทบความสามารถในการชำระหนี้ของโครงการอย่างไร ไม่เปิดประเด็นว่าการปล่อยกู้ให้โรงไฟฟ้าก๊าซใหม่อาจสวนทางกับคำมั่นด้าน ESG ของธนาคารใดบ้าง

ในโลกปี 2568 ที่ผู้ลงทุนและหน่วยกำกับดูแลเริ่มจับตา “การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สถาบันการเงินเป็นผู้สนับสนุน (financed emissions)” การทำรายงาน EIA โดยทำเหมือนบริบทการเงินไม่เกี่ยว ถือว่าล้าหลังเกินรับได้ สำหรับโครงการฟอสซิลขนาดใหญ่ รายงาน EIA อย่างน้อยควรต้องส่งสัญญาณเตือนมิติเหล่านี้ให้สาธารณะได้รับรู้ แต่รายงานเล่มนี้กลับเงียบกริบ

ทางแยกสำคัญ : จะคงระบบ EIA แบบโลกเก่า หรือยกระดับธรรมาภิบาลในยุคใหม่?

อนึ่ง รายงาน EIA โครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ไม่ใช่เอกสารที่เลวร้ายอย่างยิ่งหากเทียบกับมาตรฐานรายงาน EIA ของโครงการพลังงานในภูมิภาคช่วง 10–20 ปีที่ผ่านมาทั้งรูปแบบ การนำเสนอข้อมูลและวิธีการวิเคราะห์ผลกระทบล้วนแล้วแต่หน้าตาคล้ายกัน และนี่เองคือปัญหาที่แท้จริง

โลกเดินไปข้างหน้า ระบบการผลิตไฟฟ้าของไทยมีกำลังผลิตส่วนเกิน ภาระคำมั่นด้านภูมิอากาศเข้มงวดขึ้น PM2.5 กลายเป็นวิกฤตสาธารณสุขอันดับต้น ๆ ความไม่มั่นคงของน้ำส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและชุมชนทุกปี ภาคการเงินถูกดึงเข้ามารับผิดชอบต่อพอร์ตฟอสซิลของตนเองผ่าน Taxonomy และการเปิดเผยข้อมูล

ในบริบทเช่นนี้ การมีรายงาน EIA ที่สมมติเอาเองว่าการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิลคือสิ่งจำเป็น เปรียบเทียบทางเลือกระหว่างถ่านหินกับก๊าซ ลดทอนเรื่องภูมิอากาศเป็นประเด็นรอง พิจารณาประเด็นเกษตร–สุขภาพ–น้ำเพียงผิวเผิน ไม่แตะมิติการเงินยั่งยืนและ Taxonomy เลยนั้นจึงไม่ใช่เพียง “เอกสารทางเทคนิคที่ยังไม่อัปเดต” แต่กลายเป็น “เครื่องมือขึงตรึงสังคมไทยไว้กับตรรกะพลังงานยุคเก่า”

หน่วยงานกำกับดูแลโดยเฉพาะอย่างคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)มีทางเลือกอยู่ตรงหน้า กล่างคือ กกพ. จะปฏิบัติต่อรายงาน EIA โครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ในฐานะเอกสารที่พอใช้ได้แล้วปล่อยให้โรงไฟฟ้าก๊าซอีกหนึ่งแห่งล็อกอินการปล่อยคาร์บอน การใช้น้ำและความเสี่ยงทางการเงินไปอีก 20–25 ปี หรือจะใช้โอกาสนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ในยุคที่ไฟฟ้าล้นระบบ วิกฤตสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรง และทรัพยากรน้ำตึงเครียด รายงาน EIA ที่ไม่อัปเดตบริบทโลกนั้นไม่ควรได้รับความเห็นชอบ

หากประเทศไทยจริงจังกับเป้าหมายสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงอาหารและน้ำ และคำมั่นเรื่องการเงินยั่งยืน รายงาน EIA ที่ล้าสมัย ไม่อิงข้อเท็จจริงใหม่ ไม่ควรถูกใช้เป็นฐานตัดสินใจให้โรงไฟฟ้าฟอสซิลเดินหน้าในศตวรรษนี้อีกต่อไป

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading