Taragraphies — Header Component

ก๊าซฟอสซิลเหลว(LNG) : คอขวดทางเศรษฐกิจที่มักถูกมองข้าม

ก๊าซฟอสซิลเหลว(LNG) : คอขวดทางเศรษฐกิจที่มักถูกมองข้าม ทางเลือกอื่นนอกเหนือจากอุปทานจากอ่าวเปอร์เซียมีอยู่อย่างจำกัด “สิ่งนี้จะฉุดเศรษฐกิจของโลกให้ทรุดลง” ซาอัด อัล-คาบี รัฐมนตรีพลังงานของกาตาร์ เตือนเมื่อวันที่ 6 มีนาคม คำเตือนนี้ไม่ได้เกินจริงเลย ไม่กี่วันก่อนหน้านั้น QatarEnergy ซึ่งผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) คิดเป็นหนึ่งในห้าของทั้งโลก ได้ปิดโรงงานผลิตและสถานีส่งออก หลังจากบางแห่งถูกโจมตีโดยการโจมตีของอิหร่าน เนื่องจากบริษัทไม่สามารถสกัด แปรรูป และส่งออก LNG ได้ อีกทั้งช่องแคบฮอร์มุซก็แทบถูกปิดกั้นจากการสู้รบ บริษัทจึงประกาศเหตุสุดวิสัยต่อสัญญาของตน ราคาก๊าซ LNG จึงพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในตลาดโลก ลูกค้าทั่วโลกซึ่งใช้ก๊าซชนิดนี้ในการผลิตไฟฟ้า ให้ความร้อนแก่บ้านเรือน และผลิตสิ่งต่าง ๆ เช่น ปุ๋ย ต่างกำลังเร่งหาทางรับมือ คำถามสำคัญคือ การหยุดชะงักของกาตาร์ครั้งนี้จะฉุดเศรษฐกิจลงไปได้มากเพียงใด ซึ่งขึ้นอยู่กับคำตอบของ 4 คำถามยาก ได้แก่ มันจะยืดเยื้อนานแค่ไหน? หลังจากสถานการณ์ยุติลง การขนส่งจะกลับมาฟื้นตัวเต็มที่ได้เร็วเพียงใด? ประเทศต่าง ๆ จะพึ่งพาปริมาณสำรองที่มีอยู่ไปก่อนได้หรือไม่? และช่องว่างที่เกิดขึ้นจะสามารถอุดได้มากน้อยเพียงใดด้วย LNG จากแหล่งอื่น? คำถามแรกเป็นคำถามที่ตอบยากที่สุด เพราะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้เล่นที่คาดเดาได้ยากสามคน ได้แก่ โดนัลด์ […]

โครงการก๊าซล้นโลก: AI ถูกใช้เป็นข้ออ้างให้โครงสร้างฟอสซิลกลับมาครองเกม

โครงการก๊าซล้นโลก: AI ถูกใช้เป็นข้ออ้างให้โครงสร้างฟอสซิลกลับมาครองเกม สหรัฐฯ กำลังเป็นผู้นำกระแสการเร่งสร้างกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซครั้งใหญ่ทั่วโลก ซึ่งจะทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกยิ่งร้อนพุ่งขึ้นอย่างมาก โดยการบูมทำสถิติครั้งนี้ถูกขับเคลื่อนจากการขยายตัวของศูนย์ข้อมูลที่กินพลังงานสูง เพื่อรองรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตามการคาดการณ์ฉบับใหม่ ปีนี้มีแนวโน้มจะทำลายสถิติประจำปีของการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซใหม่ทั่วโลก โดยโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนาคาดว่าจะทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซทั่วโลกที่มีอยู่แล้วเพิ่มขึ้นเกือบ 50% รายงานของ Global Energy Monitor (GEM) ระบุ สหรัฐฯ อยู่แถวหน้าของแรงผลักระดับโลกที่หันไปพึ่งก๊าซ ซึ่งมีแนวโน้มจะยิ่งทวีความรุนแรงในช่วงห้าปีข้างหน้า หลังจากสหรัฐฯ เพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซ “ตามแผน” ของตนขึ้นเป็นสามเท่าในปี 2025 กำลังผลิตใหม่จำนวนมากจะถูกใช้เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้ามหาศาลของ AI โดยหนึ่งในสามของกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซที่อยู่ระหว่างพัฒนาทั้งหมด 252 กิกะวัตต์ ถูกคาดว่าจะตั้งอยู่ “ในพื้นที่เดียวกัน” กับศูนย์ข้อมูล พลังงานจากก๊าซใหม่ทั้งหมดนี้ย่อมมีต้นทุนต่อสภาพภูมิอากาศอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางคำเตือนต่อเนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ว่า จำเป็นต้องเร่งเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างรวดเร็ว หากต้องการหลีกเลี่ยงภาวะโลกร้อนที่รุนแรงและสร้างหายนะ โครงการก๊าซที่อยู่ระหว่างพัฒนาในสหรัฐฯ หากสร้างเสร็จทั้งหมด จะก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดอายุโครงการรวม 12.1 พันล้านตัน ซึ่งมากเป็น สองเท่า ของการปล่อยรายปีในปัจจุบันจากทุกแหล่งในสหรัฐฯ ทั่วโลก หากการบูมก๊าซตามแผนเกิดขึ้นจริง จะทำให้การปล่อยสะสมตลอดอายุโครงการรวม 53.2 พันล้านตัน ซึ่งจะยิ่งผลักโลกไปสู่คลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้น ภัยแล้ง น้ำท่วม […]

รายงาน EIA โครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ : เอกสารตกยุค

หากพิจารณาจากระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโลกยุคใหม่ รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซของบริษัทบูรพาพาวเวอร์ถือว่า “ล้าสมัย” ไปแล้วโดยสิ้นเชิง บนกระดาษ โครงการนี้เป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (Combined Cycle) ขนาด 600 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.) เป็นระยะเวลา 25 ปี รายงาน EIA นี้พยายามอธิบายว่าโครงการนี้จำเป็นต่อความมั่นคงทางพลังงาน ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงที่ “สะอาดกว่า” และผลกระทบสิ่งแวดล้อมรอบข้างสามารถควบคุมได้ แต่เมื่อเอา EIA ฉบับนี้มาวางเทียบกับโลกจริงในปัจจุบัน สถานการณ์กำลังผลิตไฟฟ้าล้นระบบอย่างเรื้อรัง ภาระคำมั่นด้านสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น วิกฤต PM2.5 ที่รุนแรงขึ้น ความตึงเครียดของทรัพยากรน้ำและกรอบการเงินยั่งยืนใหม่ๆ เช่น Thailand Taxonomy รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซของบริษัทบูรพาพาวเวอร์ไม่ต่างอะไรจาก “ซากฟอสซิล” จากนโยบายพลังงานยุคเก่ามากกว่า หาใช่กลไกคุ้มครองสิ่งแวดล้อมไม่ นี่ไม่ใช่เพียงข้อบกพร่องเชิงเทคนิคเล็กน้อย แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง รายงาน EIA ที่ไม่สอดรับกับบริบทใหม่ของโลกไม่อาจเป็นฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือในการอนุมัติโรงไฟฟ้าฟอสซิลแห่งใหม่ซึ่งจะเดินเครื่องลากยาวไปจนถึงคริสตทศววรษ 2050 ได้เลย ระบบไฟฟ้าที่ล้นเกินแต่รายงาน EIA โครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ ยังทำเหมือนไฟฟ้าขาดแคลน […]

นักวิจัยระบุกลุ่มล็อบบี้จากอุตสาหกรรมฟอสซิลของญี่ปุ่นและเกาหลีผลักดันการขยายก๊าซฟอสซิลในออสเตรเลียและสร้างความต้องการก๊าซฟอสซิลเหลวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

รายงานฉบับใหม่โดยศูนย์วิจัย Jubilee Australia ซึ่งจัดทำร่วมกับมูลนิธิ Australian Conservation Foundation และกลุ่มพันธมิตร Fossil Free Japan พบว่า กำไรของบริษัทในญี่ปุ่นและเกาหลีถูกนำไปใช้สนับสนุนการขยายตัวของก๊าซในออสเตรเลีย นอกจากจะทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นและถ่วงเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนของประเทศแล้ว นักวิจัยยังชี้ว่าการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการก๊าซฟอสซิลเหลวในต่างประเทศจะทำให้ผู้เสียภาษีชาวญี่ปุ่นและเกาหลีต้องสูญเสียเงินหลายพันล้านดอลลาร์ และยังสร้างความเสี่ยงทางการเงินอย่างมากต่อผู้ลงทุน นอกจากนี้ แผนดังกล่าวยังเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ ทำลายธรรมชาติ และส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชุมชนในพื้นที่พัฒนาโครงการ รายงาน “How to Build a Gas Empire” เปิดเผยถึงผลประโยชน์ทางการเมืองและภาคธุรกิจในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ รวมถึงวิธีที่พวกเขาทำกำไรจากการขยายตัวของก๊าซฟอสซิลในออสเตรเลีย ผู้เขียนรายงานพบว่า ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งถูกเรียกรวมกันว่า “จักรวรรดิก๊าซฟอสซิล” ในรายงานได้สนับสนุนเงินทุนจำนวน 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับโครงการก๊าซในออสเตรเลียระหว่างปี 2008 ถึง 2024 โดยกว่า 64% ของเงินทุนดังกล่าวมาจาก JBIC ซึ่งเป็นหน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออกแห่งชาติของญี่ปุ่น ขณะที่ KEXIM และ K-Sure ของเกาหลีใต้ก็เป็นผู้สนับสนุนหลักอีกด้วย รายงานระบุว่า ระหว่างปี 2023 ถึง 2024 ญี่ปุ่นได้ลงทุนรวมทั้งสิ้น […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings