Taragraphies — Header Component

แรร์เอิร์ธ : หลายเฉดสีเทา (4)

ตลาดมืด – ความลับสกปรกที่ใคร ๆ ก็รู้ มีช่องว่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างโควตาการผลิตแรร์เอิร์ธอย่างเป็นทางการที่รัฐบาลจีนออกให้กับปริมาณการผลิตที่รายงานโดย USGS โดยเชื่อว่าส่วนหนึ่งของช่องว่างนี้มาจากตลาดมืดของแรร์เอิร์ธซึ่งเป็นหนึ่งในหลายๆ พื้นที่สีเทาของอุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธ ห่วงโซ่อุปทานของตลาดมืดยิ่งหมายถึงมลพิษที่รุนแรงขึ้น เนื่องจากผู้ทำเหมืองผิดกฎหมายไม่สนใจกฎเกณฑ์การดำเนินงานหรือมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม และไม่มีใครตรวจสอบพวกเขา ผู้ผลิตในตลาดมืดยังใช้วิธีการถลุงและแยกขั้นพื้นฐานแบบดั้งเดิมที่ไม่ทันสมัย ทำให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ ของเสียพิษถูกปล่อยออกโดยไม่มีการบำบัดหรือการกำกับดูแลสู่สิ่งแวดล้อมโดยรอบโดยตรง แรร์เอิร์ธที่ถูกลักลอบออกจากจีนกระจายไปไกลถึงหลายประเทศทั่วโลก นี่คืออาชญากรรมที่ไม่ต่างอะไรจากการค้ายาเสพติดหรือการค้าสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ แต่กลับมีมาตรการเพื่อต่อสู้กับตลาดมืดนี้น้อยมาก เมื่อพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม การเมือง และเศรษฐกิจ คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ใครคือผู้ที่ต้องทนทุกข์? ใครคือผู้ที่ได้ประโยชน์? บริษัทต่างๆ ตระหนักหรือไม่ว่าพวกเขากำลังใช้แรร์เอิร์ธที่ทำเหมืองมาอย่างผิดกฎหมาย? ท้ายที่สุด เราจะพิจารณาถึง แนวทางที่จะทำให้ระบบความรับผิดชอบและการตรวจสอบย้อนกลับ (accountability & traceability) เข้มแข็งยิ่งขึ้น การประเมินขนาดตลาดมืดแรร์เอิร์ธของจีน ตลาดมืดแรร์เอิร์ธเป็นความลับที่ใครๆ ก็รู้ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อมูลจำกัดเกี่ยวกับขนาดของตลาดและมูลค่าที่แท้จริง ไม่เพียงแต่ข้อมูลมีน้อยแต่ยังมีความแตกต่างระหว่างข้อมูลที่มีอยู่ รวมถึงปัญหาด้านการเปรียบเทียบทำให้ยิ่งยากที่จะประเมินขนาดของตลาดมืดได้ หนึ่งในความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือช่องว่างการผลิต 32,980 ตัน ระหว่างข้อมูลของ USGS และข้อมูลทางการของจีน ตามข้อมูลของ USGS การผลิตแรร์เอิร์ธทั่วโลกในปี 2558 อยู่ที่ 124,000 ตัน […]

แรร์เอิร์ธ : หลายเฉดสีเทา (3)

จีนสูญเสียส่วนแบ่งตลาด แต่ยังคงครองความเป็นใหญ่ “ยุคจีน” ของแรร์เอิร์ธ อุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธของจีนเพิ่งเริ่มเฟื่องฟูในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ระหว่าง “การเดินสายภาคใต้” (Southern Tour) อันโด่งดังในฤดูใบไม้ผลิปี 2535 ประธานาธิบดีเติ้ง เสี่ยวผิง สถาปนิกใหญ่แห่งการปฏิรูป เปิดประเทศ และทำให้ทันสมัยของจีนสรุปว่า แร่แรร์เอิร์ธเป็นทรัพยากรที่มีความพิเศษเฉพาะในจีนและสามารถเปรียบเทียบได้กับน้ำมันดิบในตะวันออกกลาง “ตะวันออกกลางมีน้ำมันดิบ ส่วนจีนมีแรร์เอิร์ธ”— เติ้ง เสี่ยวผิง, 1992 “การเดินสายภาคใต้” หลังจากนั้น ความเป็นผู้นำตลาดแรร์เอิร์ธของสหรัฐฯ ที่แสดงออกใน “ยุคเหมืองเมาเทนพาส” (Mountain Pass Era) หลีกทางให้กับ “ยุคจีน” ตามข้อมูลของ USGS ภายในปี 2537 จีนผลิตแรร์เอิร์ธเกือบครึ่งหนึ่งของการผลิตทั่วโลกแล้วคิดเป็น 30,700 ตัน นับแต่นั้น สัดส่วนตลาดและปริมาณการผลิตรวมของจีนก็เติบโตอย่างก้าวกระโดด จีนใช้เวลาเพียงอีก 5 ปีเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นเป็นสองเท่า และครองตลาดโลกด้วยส่วนแบ่งที่น่าทึ่งถึง 86% ภายในปี 2542 ในช่วงเวลานั้น เหมืองเมาเทนพาสของสหรัฐฯ ถูกปิด เนื่องจากการแข่งขันจากจีนที่รุนแรงขึ้น และความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมในสหรัฐฯ โดยเฉพาะปัญหาท่อรั่วที่ปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนจากโรงงานแปรรูปออกสู่สิ่งแวดล้อม […]

ขั้นตอนการขุดแร่หายากจากรัฐกะฉิ่นส่งออกไปยังจีน

การทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในเมียนมากระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ของรัฐกะฉิ่นใกล้ชายแดนจีน รอบ ๆ ชิปเว (Chipwe) และเมืองชายแดนปางหวา (Pangwa) พื้นที่นี้อยู่ห่างจากเมืองหลวงของรัฐกะฉิ่น คือ มิตจินา (Myitkyina) ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 125 กิโลเมตร พื้นที่นี้อยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังติดอาวุธที่เรียกว่า กองทัพประชาธิปไตยใหม่กะฉิ่น (New Democratic Army-Kachin: NDA-K) ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองทัพเมียนมา แรร์เอิร์ธทั้งหมดที่ขุดได้จากพื้นที่นี้จะถูกส่งออกไปยังประเทศจีน ผ่านด่านชายแดนสำคัญสองแห่งที่ปางหวาและกันไพก์ตี้ (Kan Paik Ti) ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมร่วมกันของกองทัพเมียนมาและ NDA-K ยังมีการทำเหมืองแรร์เอิร์ธในปริมาณที่น้อยกว่าในนข่องพ่า (Nhkawng Pa) ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาในอำเภอบาโม (Bhamo District) บริเวณชายแดนติดจีนทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองชายแดนไห่จาอาง (Mai Ja Yang) เหมืองเหล่านี้อยู่ภายใต้การควบคุมขององค์การเอกราชกะฉิ่น (Kachin Independence Organisation: KIO) ซึ่งทำสงครามกับกองทัพเมียนมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1960 (แม้ว่าจะมีการหยุดยิงระหว่างปี 1994 ถึง 2011) แรร์เอิร์ธทั้งหมดจากภูมิภาคนี้ถูกส่งออกไปยังจีนผ่านด่านชายแดนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ KIO ที่ไห่จาอาง อุตสาหกรรมเหมืองแรร์เอิร์ธดำเนินงานในลักษณะคล้ายกันในแต่ละพื้นที่ แต่ก็มีความแตกต่างที่สำคัญ โดยเฉพาะวิธีที่บริษัทได้รับอนุญาตให้ทำเหมือง […]

ห่วงโซ่อุปทานของแร่พลวง(Antimony) อาจเป็นหนึ่งในสมการทางอ้อมเพื่อแก้วิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง

พาดหัวข่าว “วิธีที่ผู้ซื้อแร่ที่มีความสำคัญมากในสหรัฐฯ หลบเลี่ยงการห้ามส่งออกของจีน” จากสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อเร็วๆ นี้ อาจมีนัยสำคัญบางประการในสมการของความพยายามแก้วิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง(กก/สาย/รวก/โขง) แร่ที่มีความสำคัญมากนี้คือ พลวง(Antimony, Sb) และนี่คือการวิเคราะห์แบบปะติดปะต่อของผม พลวง(Antimony, Sb)ในฐานะเป็นแร่ที่มีความสำคัญมาก(Critical Minerals) ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จัก “พลวง(Antimony, Sb)” ในฐานะเป็นแร่ที่มีความสำคัญมาก(Critical Minerals) นอกเหนือไปจากลิเทียม(Li) วาเนเดียม(V) แกลเลียม(Ga) โคบอลต์(Co) นิกเกิล(Ni) แพลทตินัม(Pt) และแร่ธาตุหายาก(Rare Earth Elements-REEs) กันก่อน แร่พลวง(Antimony, Sb)มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมหลายประเภท รวมถึงแบตเตอรี่ แผงโซลาร์ สารหน่วงไฟ และเครื่องกระสุน และอุตสาหกรรมตะกั่ว(Pb) รวมถึงเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการผลิตพลาสติก PET ความต้องการแร่พลวง(Antimony, Sb)เพิ่มสูงขึ้นจากการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัว โลหะสีขาวเงินชนิดนี้ยังมีความสำคัญต่อแผงโซลาร์โดยช่วยให้เซลล์แสงอาทิตย์แบบเพอรอฟสไกต์ทำงานได้ดีขึ้นด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซับแสงและการแปลงพลังงาน นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มเสถียรภาพทางความร้อนทำให้แผงโซลาร์ทนทานต่อสภาวะสุดขั้วได้ดียิ่งขึ้น ในด้านการกักเก็บพลังงาน แบตเตอรี่โลหะเหลวใช้แร่พลวง(Antimony, Sb)เพื่อกักเก็บและจ่ายพลังงานส่วนเกินจากระบบโซลาร์ เมื่อการติดตั้งระบบโซลาร์เติบโตขึ้น บทบาทของแร่พลวง(Antimony, Sb)ในกระบวนการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะขยายตัวตามไปด้วย กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (DoD) ใช้แร่พลวง(Antimony, Sb)ในเครื่องกระสุนมากกว่า 200 ประเภทรวมถึงจานชนวนจุดระเบิด (percussion […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings