ธาตุแรร์เอิร์ท (Rare Earth Element) ชื่อเรียกยาก แต่เราใช้ทุกที่ทุกเวลา

แร่หายาก หรือที่มักเรียกกันว่า “วิตามินของอุตสาหกรรม” เนื่องจากสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีนัยสำคัญแม้ใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย ถูกใช้อย่างแพร่หลายในหลายภาคส่วนของการผลิต ทว่า ผู้คนส่วนใหญ่กลับไม่สามารถระบุชื่อธาตุหายากเหล่านี้ได้แม้แต่ชนิดเดียว คำว่า “แร่หายาก” โดยทั่วไปหมายถึงกลุ่มธาตุหายากจำนวน 17 ชนิด (REEs – Rare Earth Elements) ในอดีต ธาตุหายากส่วนใหญ่ถูกใช้ในอุตสาหกรรมตัวเร่งปฏิกิริยา การขัดเงา เซรามิก และสารเรืองแสง แต่ในศตวรรษที่ 21 ความต้องการใช้แร่หายากได้เปลี่ยนไปอย่างมาก โดยได้รับแรงผลักดันจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น แม่เหล็ก โลหะผสม อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และแบตเตอรี่ นั่นหมายความว่าแร่หายากได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่หลอดไฟประหยัดพลังงาน สมาร์ตโฟน ไปจนถึงแท็บเล็ตหรือ iPad ที่เราใช้ดูหนัง ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 จีนแซงหน้าสหรัฐฯ กลายเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกแร่หายากรายใหญ่ที่สุดของโลก นับแต่นั้นมา จีนก็กลายเป็นซัพพลายเออร์แทบจะเพียงรายเดียวในตลาดโลกสำหรับแร่หายากทั้ง 17 ชนิด และสำหรับบางชนิด จีนเป็นแหล่งเดียวของโลก พูดได้ว่าเกือบทุกหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ กังหันลมส่วนใหญ่ รถยนต์ไฮบริด สมาร์ตโฟน และอุปกรณ์ไฮเทคอื่น ๆ ล้วนมี “ดีเอ็นเอของจีน” […]

แรร์เอิร์ท – เฉดแห่งสีเทา

เมื่อเดือนธันวาคม 2015 ณ กรุงปารีส มีการบรรลุข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางยาวไกลในการลดการปล่อยคาร์บอนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก โดยมีนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการปฏิวัติ “สะอาด เขียว และชาญฉลาด” ที่กำลังจะมาถึง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาลึกลงไปถึงเทคโนโลยีพื้นฐานเหล่านี้ กลับพบปัญหาร้ายแรงที่มักถูกมองข้าม นั่นคือ แร่หายาก (rare earths) กลุ่มธาตุ 17 ชนิดที่มักถูกขนานนามว่า “วิตามินของอุตสาหกรรม” อาจกลายเป็นคอขวดสำคัญของการปฏิวัติสีเขียวและอัจฉริยะเหล่านี้ จากกังหันลมนอกชายฝั่ง ไปจนถึงสมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุดของ Apple หรือ Xiaomi ล้วนมีแร่หายากฝังอยู่ในเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ แร่หายากจึงเป็นส่วนสำคัญของอนาคตที่ปราศจากฟอสซิล ชาญฉลาด และเป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ อนาคตที่มีคาร์บอนต่ำไม่อาจเกิดขึ้นได้หากปราศจากเทคโนโลยีเหล่านี้ และในปัจจุบัน เทคโนโลยีเหล่านี้ยังคงไม่สามารถทำงานได้หากไม่มีแร่หายาก ในช่วงที่จีนครองความเป็นผู้นำสูงสุดเมื่อปี 2010 ประเทศนี้ครองสัดส่วนตลาดแร่หายากโลกถึง 92% กล่าวได้ว่า จีนในฐานะประเทศผู้ส่งออกหลักมาตั้งแต่กลางทศวรรษ 1990 ต้องแบกรับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองและการสกัดแร่หายากอย่างไร้การควบคุมและได้ผลตอบแทนต่ำ ตัวอย่างเช่น บ่อกากแร่หายากกัมมันตรังสีในเมืองเป่าตู เขตมองโกเลียในของจีน ซึ่งส่งผลกระทบถึงขั้นทำให้หมู่บ้านใกล้เคียงกลายเป็น “หมู่บ้านมรณะ” และบางคนถึงกับเตือนว่า นี่คือระเบิดเวลาที่อาจสร้างหายนะให้กับแม่น้ำเหลืองซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 10 กิโลเมตร […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings