Taragraphies — Header Component

ฝนตกช่วยลดฝุ่น PM2.5 ในอากาศหรือไม่?

เพื่อให้เห็นภาพ งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ดำเนินการในประเทศจีน ชี้ให้เห็นว่า การตกของฝนนั้นมีผลทำให้ความเข้มข้นของฝุ่นละอองลดลงไม่มากนัก ในช่วงที่มีฝนตกหนักที่สุด ฝนจะช่วยลดความเข้มข้นของฝุ่นขนาดเล็กลงได้เพียงร้อยละ 8.7 ส่วนฝนที่ตกลงมาในระดับน้อยถึงปานกลาง มีผลต่อการลดความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 เกือบจะเป็นศูนย์ เมื่อพิจารณาถึงฝุ่นละอองที่มีขนาดใหญ่ การตกของฝนจะมีผลช่วยลดฝุ่นขนาดใหญ่ลงได้มากขึ้น จากกราฟแสดงถึงผลของการลดลงของฝุ่นละอองขนาดต่างๆ ตามลักษณะการตกของฝน สีเทาแทนฝุ่นละอองทุกขนาด สีฟ้าแทนฝุ่นละอองขนาดใหญ่ และสีแดงแทนฝุ่นละอองขนาดเล็กถึงเล็กมาก อย่างไรก็ตาม งานวิจัยข้างต้นเป็นตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่ละพื้นที่นั้นมีลักษณะการตกของฝนและสัดส่วน ของฝุ่นละอองขนาดต่างๆ ในบรรยากาศเมื่อเทียบกับฝุ่น PM2.5 แตกต่างกันไป  ที่ผ่านมา มีความพยายามใช้ฝนเทียมเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ แต่ไม่เป็นผล การชี้แจงข้อมูลจากผู้แทนหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องระบุว่า ระดับการตกของฝนที่จะช่วยลดฝุ่นขนาดเล็กได้ ต้องเป็นฝนระดับตกหนัก แต่ฝนเทียมที่ตกในเขตกรุงเทพฯ หรือพื้นที่ต่างๆ เป็นเพียงระดับปานกลาง ซึ่งแทบจะไม่ช่วยให้ฝุ่น PM2.5 ลดลงได้เลย

คนเมืองหายใจไม่เต็มปอดจากมลพิษ PM2.5

มลพิษทางอากาศเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับที่ 4 ของการเสียชีวิตทั่วโลก  แต่มลพิษที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง คือ ฝุ่น PM2.5 อนุภาคขนาดเล็กที่หายใจเข้าไปได้เหล่านี้ (เส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมครอน) เป็นผลมาจากการปล่อยสู่อากาศโดยตรง ตลอดจนปฏิกิริยาระหว่างสารมลพิษอื่นๆ  ฝุ่น PM2.5 เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในบรรดามลพิษทางอากาศต่างๆ ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและระบบทางเดินหายใจ และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรนับล้านทั่วโลกในแต่ละปี ในการศึกษาใหม่ที่ครอบคลุมการตั้งถิ่นฐานในเมืองทั่วโลก นักวิจัยพบว่าความเข้มข้นของมลพิษ PM2.5 และอัตราการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องลดลงในบางพื้นที่เนื่องจากการลดลงของมลพิษตั้งต้นบางชนิด (เช่น ออกไซด์ของซัลเฟอร์และไนโตรเจน) หลังจากมีกฎหมายอากาศสะอาด  อย่างไรก็ตาม อัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยทั่วโลกที่เกิดจากฝุ่น PM2.5 ยังคงค่อนข้างคงที่ระหว่างปี 2543 ถึง 2562 “นั่นคือค่าเฉลี่ยทั่วโลก” Susan C. Anenberg รองศาสตราจารย์ด้านสุขภาพระดับโลกที่มหาวิทยาลัย George Washington กล่าว “และนั่นเป็นการซ่อนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง ๆ ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ส่วนไหนของโลก” การศึกษาโดย Anenberg และเพื่อนร่วมงานเป็นหนึ่งในการศึกษาที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก NASA ซึ่งตีพิมพ์ใน The Lancet Planetary Health เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2565 […]

คนเมืองหายใจไม่เต็มปอดจากมลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์

เป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก NASA เชื่อมโยงผลลัพธ์ด้านสุขภาพในเมืองต่างๆทั่วโลกกับข้อมูลจากดาวเทียมและข้อมูลภาคพื้นดินเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศนักวิจัยสรุปว่าแม้บางส่วนของโลกมีปัญหามลพิษทางอากาศน้อยลงแต่คุณภาพอากาศยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคการลดการปล่อยมลพิษทางอากาศจึงมีความสำคัญต่อสุขภาพของประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กที่อาจอ่อนแอต่อโรคระบบทางเดินหายใจเช่นโรคหอบหืด ผู้เขียนนำ Susan C. Anenberg รองศาสตราจารย์ด้านสุขภาพระดับโลกที่มหาวิทยาลัย George Washington และสมาชิกของ NASA’s Health and Air Quality Applied Sciences กล่าวว่า “เกือบทุกคนในเมืองใดๆทั่วโลกสัมผัสกับอากาศที่มีระดับมลพิษทางอากาศที่เป็นอันตราย” มลพิษทางอากาศเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับที่ 4 ของการเสียชีวิตทั่วโลกมลพิษบางชนิดกระจุกตัวในเขตเมืองซึ่งมีประชากรประมาณครึ่งโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้วประชากรเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์อาศัยอยู่ในเขตเมือง Anenberg กล่าวว่า “เรารู้ว่ามลพิษทางอากาศและประชากรอยู่ร่วมกันในเขตเมืองแต่เราไม่เคยมีการประเมินภาระโรค(burden of disease) จากมลพิษทางอากาศในเมืองต่างๆทั่วโลกมาก่อน“ การศึกษาโดย Anenberg และเพื่อนร่วมงานมุ่งเน้นไปที่ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) และฝุ่น PM2.5ไนโตรเจนไดออกไซด์ซึ่งส่วนใหญ่มีแหล่งกำเนิดจากการปล่อยไอเสียจากรถยนต์รถบรรทุกและรถประจำทางนั้นเกี่ยวข้องกับอุบัติการณ์ของโรคหอบหืดในเด็กนอกจากนี้ไนโตรเจนไดออกไซด์ยังเป็นสารตั้งต้นของโอโซนและ PM2.5 ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ ในการศึกษานี้ทีมงานได้รวมการสังเกตการณ์จากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมเป็นเวลา 20 ปีในเมือง 13,000 แห่งทั่วโลกเข้ากับข้อมูลด้านสุขภาพจากการศึกษา Global Burden of Disease ซึ่งเป็นการศึกษาที่ครอบคลุมด้านสุขภาพปัจจัยเสี่ยงโรคและการเสียชีวิตใน 204 ประเทศทั่วโลก “นี่เป็นครั้งแรกที่เรามีข้อมูลความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศสำหรับพื้นที่เมืองทั้งหมดทั่วโลก” Anenberg กล่าว “และไม่เพียงแต่เป็นข้อมูลความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศที่ผู้คนรับสัมผัสเข้าไปแต่เป็นเรื่องว่าจะเกิดผลกระทบอย่างไรต่อสุขภาพของพวกเขาด้วย” […]

ฝุ่นและละอองลอยแห่งฤดูหนาวเหนือแผ่นดินจีน

ในขณะที่ระดับมลพิษทางอากาศทั่วประเทศจีนลดลงอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การแพร่กระจายของมลพิษทางอากาศยังคงทำให้ท้องฟ้ามืดลงเป็นประจำในบางพื้นที่ เครื่องมือ MODIS บนดาวเทียม Terra ของ NASA บันทึกภาพสีธรรมชาติของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนเมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2565 หมอกควันสีเทาจาง ๆ ปกคลุมเหนือหุบเขาและพื้นที่ลุ่มต่ำอื่น ๆ เขตเมือง พื้นที่เพาะปลูก ทะเลสาบและลักษณะทางพื้นที่อื่นๆ ซึ่งปกติจะมองเห็นได้ชัดเจนกว่านี้ บริเวณสว่างที่ด้านซ้ายล่างของภาพคือเมฆ ในวันที่บันทึกภาพ เครื่องมือวัดคุณภาพอากาศภาคพื้นดินหลายแห่งในรายงานระดับฝุ่น PM2.5 ในระดับที่ส่งผลต่อสุขภาพและเป็นอันตราย ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดยโครงการคุณภาพอากาศโลก หมายความว่า ระดับ PM2.5 นั้นสูงกว่าขีดจำกัดที่แนะนำขององค์การอนามัยโลกโดยเฉลี่ย 15 ไมโครกรัมในหนึ่งวัน การกระจายตัวของฝุ่นและละอองลอยเพิ่มมากขึ้นในช่วงฤดูหนาวเนื่องจากอุณหภูมิผกผัน โดยปกติอากาศจะเย็นลงตามระดับความสูง แต่ในระหว่างการผกผัน อากาศอุ่นจะลอยเหนือชั้นอากาศเย็นใกล้พื้นผิว อากาศอุ่นทำหน้าที่เหมือนฝาปิดและดักจับมลพิษใกล้พื้นผิวโดยเฉพาะที่ราบและหุบเขา แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศทั่วไปในฤดูหนาว ได้แก่ การเผาไหม้ถ่านหินและไม้ฟืนเพื่อให้ความร้อน กิจการทางอุตสาหกรรม และยานพาหนะ ควันจากไฟและพายุฝุ่นยังส่งผลต่อคุณภาพอากาศที่ไม่ดีอีกด้วย องค์ประกอบที่น่าจะเป็นไปได้ของฝุ่นและละอองลอยในภาพถ่ายดาวเทียมด้านบนนี้คืออนุภาคไนเตรต จากการวิเคราะห์ล่าสุดที่นำโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระดับของไนเตรตยังคงสูงอย่างยาวนานในจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้ว่าการควบคุมการปล่อยมลพิษจะลดความเข้มข้นของอนุภาคประเภทอื่นๆ ที่มีส่วนทำให้เกิด PM2.5 ลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะนี้ ไนเตรตเป็นองค์ประกอบหลักของมลพิษทางอากาศในฤดูหนาวของปักกิ่ง ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดมวล PM2.5 […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings