อุตสาหกรรมเผาขยะแสวงหาตลาดใหม่ ๆ ในประเทศกำลังพัฒนาเพื่อขายเทคโนโลยีที่ล้าสมัย

“ในศตวรรษแห่งความก้าวหน้า ประกอบกับความรู้ด้านเคมีและเครื่องจักรกลที่สมบูรณ์มากมาย ผมเห็นว่ามันเหมือนการถอยหลังเข้าคลองสำหรับผู้ที่เสนอให้ทำลายวัสดุ (ที่เป็นอินทรีย์) ซึ่งมีคุณค่ามากที่สุด เพียงเพื่อกำจัดมันไป ขณะเดียวกันเราต้องไปหาซื้อวัสดุแบบเดียวกัน (ปุ๋ยอินทรีย์) จากที่อื่น ๆ มาใช้ในไร่นาของเรา”

Bruno Terne นักเคมี พูด ณ สถาบันแฟรงกิ้นส์ เมืองฟิลลาเดลเฟียในปี 1893 เพื่อต่อต้านการเผาปุ๋ยธรรมชาติ ซึ่งทำให้เราต้องไปขุดและขนส่งปุ๋ยจากทวีปหนึ่งไปอีกทวีปหนึ่ง (ที่มา [Bruno Terne], “The Utilization of Garbage,”  American Architect and Building News (Sept. 23,1893), หน้า 185-86, as cited by Susan Strasser, Waste and Want: A Social History of Trash (Metropolitan Books, Henry Holt and Co, LLC: NY, 1999) หน้า 133-134.)

————

การเผาขยะเป็นวิธีการเก่าแก่ที่มนุษย์ทำกันมาตั้งแต่หลังจากค้นพบไฟใหม่ ๆ แต่การเผากากของเสียในยุคใหม่เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1874 เมื่อมีการออกแบบเตาเผา “The Destructor” ในเมืองน็อตติงแฮม ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นโรงเผาขยะอย่างเป็นระบบแห่งแรกของโลก

สหรัฐอเมริกานำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในปี 1885 โดยก่อสร้างโรงเผาขยะขึ้นในเกาะโกเวอร์เนอร์ รัฐนิวยอร์ก ภายในเวลา 25 ปี ชาวอเมริกันสร้างโรงเผาขยะมากกว่า 180 แห่ง ในปี 1905 เทศบาลกรุงนิวยอร์กได้ปรับปรุงโรงเผาขยะแบบเดิมให้สามารถส่งผ่านความร้อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าให้แสงสว่างกับสะพานวิลเลียมเบิร์ก แต่ตอนนั้นกระแสโรงเผาขยะเริ่มเสื่อมลงแล้ว ภายในปี 1909 โรงเผาขยะ 102 แห่งที่สร้างขึ้นในสหรัฐอเมริกานับแต่ปี 1885 ได้ถูกทิ้งร้างหรือถูกทำลายไป ที่ดินสำหรับทำหลุมทิ้งขยะและองค์ประกอบของการเผาขยะที่ทำให้เกิดขี้เถ้าจำนวนมาก (เนื่องจากการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเมือง และเป็นเหตุให้หลาย ๆ เมืองหันมาใช้วิธีกลบฝังขยะซึ่งถูกกว่าและเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติมากกว่า จากแหล่งกลบฝังขยะได้พัฒนาขึ้นเป็น “หลุมฝังกลบแบบสุขาภิบาล” ซึ่งเป็นวิธีกำจัดขยะส่วนใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน

โรงเผาขยะเฟื่องฟูขึ้นมาอีกในช่วงทศวรรษ 1970 เมื่อเกิดวิกฤตพลังงานในสหรัฐอเมริกา โดยปรากฏในชื่อใหม่ว่า “โรงงานเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงาน” และมีการโฆษณาชวนเชื่อมากมายว่า โรงเผาขยะจะเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ให้ประโยชน์ทั้งสองด้าน กล่าวคือทำให้ขยะ “หายไป” พร้อม ๆ กับผลิตความร้อนและ/หรือไฟฟ้า

โรงเผาขยะในยุโรปยุคแรก ๆ สร้างตามเทคโนโลยีในอังกฤษ จนประมาณช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มีการก่อสร้างโรงเผาขยะขึ้นทั่วทั้งภาคพื้นทวีปยุโรป โดยเฉพาะในเยอรมนีและมหานคร อย่างเช่น บรัสเซล สตอคโฮมและซูริค กระแสก่อสร้างโรงเผาขยะใหม่ ๆ เกิดขึ้นอีกในทศวรรษ 1960 และ 1970 เพื่อแก้ปัญหาของเสียที่เพิ่มมากขึ้น อันเป็นผลมาจากบริโภคนิยมและการบริโภควัสดุแบบใช้แล้วทิ้ง

จนถึงช่วงทศวรรษ 1980 กระแสการเผาขยะในประเทศอุตสาหกรรมเริ่มลดลง อันเป็นผลมาจากความตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และต้นทุนทางเศรษฐกิจของการเผาขยะ ประชาชนและองค์กรด้านสุขภาพและองค์กรด้านสุขภาพสิ่งแวดล้อม เริ่มต่อต้านโรงเผาขยะอย่างจริงจัง ขณะที่รัฐบาลหลายประเทศได้นำมาตรการควบคุมการเผาขยะอย่างเข้มงวดมาใช้ ในระหว่างปี 1985-1994 โครงการก่อสร้างโรงเผาขยะอย่างน้อย 280 โครงการในสหรัฐอเมริกาต้องล้มเลิกไป

เมืองต่าง ๆ ในยุโรปก็ล้มเลิกโครงการที่จะก่อสร้างโรงเผาขยะ

นอกจากนั้นมาตรการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ยังเป็นเหตุให้โรงเผาขยะที่มีอยู่หลายแห่งต้องปิดลงไป ตัวอย่างเช่น กรอบแนวทางด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปชุดใหม่ที่เริ่มนำมาใช้ในปี 1996 ส่งผลให้โรงเผาขยะ 23 จาก 28 แห่งในอังกฤษต้องปิดลง เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการวางแผนจะปิดโรงเผาขยะ 509 แห่งในประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้หลังจากมีการนำมาตรฐานควบคุมการปลดปล่อยได   อ็อกซีนที่เข้มงวดมากขึ้นมาใช้ในปี 2002 ตั้งแต่เดือนธันวาคม 1998 ถึงพฤษภาคม 2002 โรงเผาขยะในญี่ปุ่น 170 แห่งถูกยกเลิกใช้งาน เพราะไม่ผ่านมาตรฐานที่นำมาใช้ใหม่ และภายในปี 2002 จะมีการปิดโรงเผาขยะอีก 339 แห่ง

คำตัดสินของศาลหลายชิ้นยังสั่งห้ามการเผาขยะหรือการก่อสร้างโรงเผาขยะแห่งใหม่ ฟิลิปปินส์อาจเป็นประเทศเดียวที่มีกฎหมายห้ามก่อสร้างโรงเผาขยะในระดับประเทศ

เมื่อต้องเผชิญกับแรงต่อต้านในสหรัฐอเมริกา แคนาดาและยุโรป อุตสาหกรรมเผาขยะจึงต้องแสวงหาช่องทางการตลาดใหม่ ๆ ในประเทศกำลังพัฒนาด้านอุตสาหกรรม เพื่อจะขายสินค้าที่ทำให้เกิดสารพิษและราคาแพง บริษัท Indaver ซึ่งเป็นบริษัทโรงเผาขยะของเบลเยียม ไม่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างโรงเผาขยะขนาดใหญ่ในเขตปกครองที่ประชาชนพูดภาษาเฟลมมิชในเบลเยียม และกำลังพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างอื่นแทน เช่น การใช้บัคเตรีเพื่อหมักปุ๋ยซึ่งทำให้เกิดก๊าซชีวภาพ อย่างไรก็ตาม บริษัทดังกล่าวยังคงพยายามที่จะขายเทคโนโลยีเผาขยะขนาดใหญ่ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมนอกเบลเยียม

ในปัจจุบันมีการเสนอโครงการโรงเผาขยะหลายสิบแห่งในประเทศกำลังพัฒนาด้านอุตสาหกรรม หลายบริษัทพยายามผลักดันที่จะก่อสร้างโรงเผาขยะเหล่านี้ได้แก่ Onyx ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท Vivendi Environnement จากฝรั่งเศส Energy Developments Ltd (EDL) จากออสเตรเลีย Indaver จากเบลเยียม Olivine จากสหรัฐอเมริกา Ogden Martin จากสหรัฐอเมริกา และ Wheelabrator จากสหรัฐอเมริกา

คำตัดสิน

ปี

รายละเอียด

สหรัฐอเมริกา
เวอร์จิเนียตะวันตก 1993 พระราชบัญญัติเวอร์จิเนียตะวันตก (H.B.2445) “กฎหมายไม่อนุญาตให้ติดตั้ง จัดทำ หรือก่อสร้างโรงกำจัดขยะเทศบาลหรือการจัดทำในเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นโรงเผาขยะที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อเผาขยะ”
โรดไอส์แลนด์ 1992 รัฐโรดไอส์แลนด์ห้ามการเผาขยะจนทำให้รัฐแห่งนี้สามารถนำกากของเสียนำมาใช้ใหม่ได้มากถึงร้อยละ 70 พระราชบัญญัติวุฒิสภาแห่งรัฐโรดไอส์แลนด์ หมายเลข 92-S 2502 ระบุว่า “…การเผาขยะเป็นวิธีกำจัดขยะที่แพงที่สุด และมีต้นทุนทั้งที่รู้และไม่รู้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดภาระด้านงบประมาณของรัฐและเทศบาลอย่างมหาศาลและไม่สมเหตุผล จนทำให้กระทบต่อผลประโยชน์ของสาธารณะอย่างร้ายแรง”
เดลาแวร์ 1998 พระราชบัญญัติ SBS 98 ซึ่งห้ามการเผาขยะในเขต “ชายฝั่ง” ของรัฐเดลาแวร์
แมสซาจูเสต 1992 ออกกฎหมายห้ามการก่อสร้างหรือขยายโรงเผาขยะใหม่ ๆ เป็นการชั่วคราว
หลุยเซียน่า 2000 รัฐหลุยเซียน่าได้แก้ไขกฎหมาย Title 33 ซึ่งระบุว่า “…ไม่อนุญาตให้เทศบาลใดซึ่งมีประชากรมากกว่า 500,000 คน เดินเครื่องโรงกำจัดขยะหรือโรงเผาขยะซึ่งเทศบาลเป็นเจ้าของ ดำเนินการ หรือเหมาช่วงในพื้นที่เทศบาล ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของผู้อยู่อาศัยและประโยชน์ในเชิงพาณิชย์”
เมืองอลาเมดา รัฐแคลิฟอร์เนีย 1990 เทศบัญญัติเพื่อลดและนำกากของเสียกลับมาใช้ใหม่แห่งเมืองอลาเมดาปี 1990 ระบุว่า “โรงเผาขยะเป็นทางเลือกของการลดและนำกากของเสียกลับมาใช้ใหม่ที่มีประสิทธิภาพน้อยที่สุด โรงเผาขยะเหล่านั้นทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายทรัพยากรธรรมชาติซึ่งควรจะนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมามากขึ้น ทำให้ภาวะโลกร้อนเลวร้ายลง และทำให้เกิดวัตถุมีพิษ” เป้าหมายประการหนึ่งของเทศบัญญัตินี้คือ “ห้ามการเผาขยะภายในเขตเมืองอลาเมดา”
เมืองแอนอรุนเดล รัฐแมรีแลนด์ 2001 สภาเทศบาลได้ผ่านเทศบัญญัติหมายเลข 40-01 ห้ามก่อตั้งโรงเผาขยะทั่วไปและโรงเผาขยะทางการแพทย์ในเขตเทศบาล
เทศบาลนครเบิร์กลีย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย 1982 ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงมีมติให้มีการลงคะแนนเสียงเพื่อห้ามก่อสร้างโรงเผาขยะเป็นเวลา 5 ปี (ตั้งแต่ พ.ย.1982-ธ.ค.1987) ข้อเสนอดังกล่าวระบุไว้ว่า “เทศบาลนครเบิร์กลีย์จะไม่ก่อสร้างเป็นเจ้าของ หรือดำเนินการโรงเผาขยะภายในเขตเทศบาลนครเบิร์กลีย์ เทศบาลนครเบิร์กลีย์จะไม่อนุญาตให้มีการก่อสร้างหรือดำเนินการโรงเผาขยะในเขตเทศบาลนครเบิร์กลีย์” ข้อห้ามชั่วคราวดังกล่าวอนุญาตให้เทศบาลพัฒนาโครงการรีไซเคิล (ซึ่งกลายเป็นแม่แบบของโครงการในทำนองเดียวกันทั่วประเทศ) ยังไม่เคยมีการก่อสร้างโรงเผาขยะแม้แต่แห่งเดียวในเมืองเบิร์กลีย์
เทศบาลนครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ 2000 เทศบาลได้ผ่านเทศบัญญัติเพื่อแก้ไขเทศบัญญัตินครชิคาโก เทศบัญญัติฉบับแก้ไขระบุว่า “กฎหมายไม่อนุญาตให้ติดตั้งหรือสร้างโรงเผาขยะเพิ่มขึ้นในเขตเทศบาลนครชิคาโก หลังจากวันที่ 1 มิถุนายน 2000 เป็นต้นไป และเริ่มจากวันที่ 1 สิงหาคม 2000 โรงเผาขยะในเขตเทศบาลนครชิคาโกจะต้องหยุดดำเนินการ และการเผาขยะในเขตเทศบาลจะถูกห้ามอย่างเข้มงวด เว้นแต่จะมีกฎหมายจากรัฐและรัฐบาลกลางมารองรับ
เทศบาลนครซานดิอาโก รัฐแคลิฟอร์เนีย 1987 เทศบัญญัติของเมืองห้ามก่อสร้างโรงกำจัดขยะในพื้นที่ที่มีโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็ก ส่งผลให้ไม่มีที่ดินใดที่เหมาะกับการก่อสร้างโรงเผาขยะได้
แคนาดา

(แคว้นออนตาริโอ)

1992 ในปี 1992 รัฐบาลแห่งแคว้นออนตาริโอ ห้ามการก่อสร้างโรงเผาขยะเพิ่มเติมในเขตเทศบาล ในปี 1996 รัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาใหม่ได้ยกเลิกคำสั่งห้าม ทั้งนี้เป็นไปตามนโยบายเปิดเสรีการค้า แต่อุตสาหกรรมรีไซเคิลในออนตาริโอได้ล็อบบี้จนสามารถรักษาคำสั่งห้ามนั้นไว้ได้
กรีซ 1994 ในเดือนตุลาคม 1994 ประเทศกรีซผ่านกฎหมายว่าด้วยทรัพยากรที่หมุนเวียนนำกลับมาใช้ใหม่และการผลิตพลังงานโดยภาคเอกชน กฎหมายฉบับนี้ห้ามการเผากากของเสียอันตรายในโรงงาน “ผลิตขยะให้เป็นพลังงาน” พร้อมกันนั้นห้ามการเผาเชื้อเพลิงแข็ง (ยกเว้นเชื้อเพลิงชีวภาพ) ในโรงผลิตไฟฟ้าแห่งใหม่ ๆ”
บราซิล (เทศบาลเมืองเดียเดอมา)

รัฐเซาเปาโล

1995 เมืองเดียเดอมาผ่านกฎหมายห้ามก่อสร้างโรงเผาขยะในเขตเทศบาล สภาเทศบาลระบุว่าควรแก้ปัญหากากของเสียด้วยนโยบายลด ใช้ใหม่และรีไซเคิล
ฟิลิปปินส์ 1999 พระราชบัญญัติอากาศบริสุทธิ์ห้ามการเผาขยะใด ๆ ทั้งสิ้น
เบลเยียม 1990/

1997/

2000

ประชาชนในเขตที่พูดภาษาเฟลมมิชของเบลเยียมได้เรียกร้องจนมีข้อห้ามชั่วคราวมิให้ก่อสร้างโรงเผาขยะเพิ่มเติมในเขตเทศบาลภายในเวลา 5 ปี (เมื่อปี 1990) ในปี 1997 รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมเฟลมมิซ ประกาศคำสั่งชั่วคราวเพื่อห้ามการก่อสร้างโรงเผาขยะใหม่ ๆ และในวันที่ 1 กรกฎาคม 2543 เขตของประชากรที่พูดภาษาเฟลมมิซ (Flanders) กำหนดนโยบายห้ามการเผาขยะที่ไม่ได้คัดแยก
อินเดีย 2000 อินเดียมีคำสั่งห้ามการเผาขยะในเขตเมืองบางส่วน Schedule IV, Emissions Standards ของเทศบัญญัติขยะปี 2000 ระบุว่า “ไม่อนุญาตให้มีการเผาพลาสติกที่มีส่วนผสมของคลอรีน”

ที่มา Institute for Local Self-Reliance, Washington, DC, 2004; Marcia Carroll, Multinationals Resource Center, Washington, DC, สัมภาษณ์, ตุลาคม 2001; Kathy Evans, Ecology Center, Berkeley, California, สัมภาษณ์, ตุลาคม 2001; Anu Agarwal, Project Officer, Srishti, New Delhi, India, สัมภาษณ์, ตุลาคม 2001; Pawel Gluszynski, Waste Prevention Association, Krakow, Poland, สัมภาษณ์, ตุลาคม 2001; Bharati Chaturvedi and Ravi Agarwal, “No Fire Without Smoke,” Srishti, New Delhi, India, 1996; และ Fred De Baere, Belgian Platform Environment & Health, Nieuwkerken Was, Belgium, สัมภาษณ์, 21 ตุลาคม 2001.

 

 

About Tara Buakamsri

ordinary people

No comments yet... Be the first to leave a reply!

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

WORLD ORGANIC NEWS

News & Advocacy

Bucket List Publications

Indulge- Travel, Adventure, & New Experiences

Pimthika 'S BLOG

The Right Way To Walk For Coffee Lover

A-FAB

ASEAN for a Fair, Ambitious and Binding Global Climate Deal

TARAGRAPHIES

A view from within in a hyperconnected world

Burma Concern

A Creative Platform for Understanding Burma

AOr NOpawan

Let's the flowers bloom in your heart!!

Matt on Not-WordPress

Stuff and things.

%d bloggers like this: