พฤษภาคม 2568 เป็นเดือนพฤษภาคมที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับสองตามสถิติที่บันทึกไว้ในโลก

บริการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (Copernicus Climate Change Service – C3S) ได้เผยแพร่รายงานข่าวสารภูมิอากาศประจำเดือนล่าสุด โดยมุ่งเน้นไปที่แนวโน้มภูมิอากาศสำคัญในเดือนพฤษภาคม 2025 รายงานระบุว่า เดือนพฤษภาคม 2025 เป็นเดือนพฤษภาคมที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับสองที่มีบันทึกไว้ทั่วโลก โดยมีอุณหภูมิอากาศเฉลี่ยพื้นผิวอยู่ที่ 15.79°C สูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วงปี 1991–2020 สำหรับเดือนนี้ 0.53°C ในทวีปยุโรป อุณหภูมิเฉลี่ยของเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 12.98°C ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยช่วงปี 1991–2020 อยู่ 0.29°C ภาพข้อมูลนี้ ซึ่งสร้างขึ้นจากข้อมูลของ C3S แสดงความผิดปกติของอุณหภูมิอากาศพื้นผิวในเดือนพฤษภาคม 2025 ทั่วบางส่วนของซีกโลกเหนือ เฉดสีแดงแสดงบริเวณที่อุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ย ขณะที่โทนสีน้ำเงินแสดงบริเวณที่อุณหภูมิต่ำกว่าค่าเฉลี่ย มีความแตกต่างที่เห็นได้ชัดของอุณหภูมิอากาศพื้นผิวในยุโรป ภูมิภาคยุโรปตะวันออกมีอุณหภูมิต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเป็นส่วนใหญ่ โดยพบจุดที่มีความผิดปกติของความหนาวเย็นในสเปนและฝรั่งเศสด้วย ในทางกลับกัน ยุโรปตะวันตกส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิที่อุ่นกว่าค่าเฉลี่ย

บทเรียนจากไฟดับครั้งใหญ่ในยุโรป

เรียบเรียงจาก https://es.greenpeace.org/es/noticias/el-gran-apagon-la-seguridad-era-la-energia-y-mucho-mas/ เหตุการณ์ไฟดับใหญ่เมื่อวันจันทร์ที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา ได้มอบบทเรียนและข้อคิดบางประการให้กับเรา แม้ว่างานฟื้นฟูและการสืบหาสาเหตุยังคงดำเนินอยู่ สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการแสดงความห่วงใยต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งในระดับไม่สะดวกสบายไปจนถึงขั้นรุนแรงในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา และเราขอขอบคุณเจ้าหน้าที่กู้ภัยและทีมงานทุกคนที่ช่วยเหลือประชาชนและเร่งฟื้นฟูระบบไฟฟ้า พร้อมกันนี้ แม้จะยังต้องรอผลสอบสวนอย่างเป็นทางการ แต่ก็สามารถสรุปประเด็นเบื้องต้นบางประการได้ดังนี้: 1. นี่แหละคือความมั่นคง เราได้เห็นกับตาว่า “ความมั่นคง” ที่พูดถึงกันมากมายทุกวันนี้ แท้จริงแล้วเกี่ยวข้องกับความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและคมนาคมของเรา มากกว่าการซื้ออาวุธหรือกระสุน ทุกยูโรที่ลงทุนมีความหมาย และตอนนี้คือเวลาที่ต้องย้ำว่า “นโยบายป้องกันประเทศ” ที่ดีที่สุดคือระบบพลังงานที่เข้าถึงได้ กระจายศูนย์ และมาจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งไม่เพียงรับประกันการจ่ายไฟฟ้า แต่ยังช่วยหยุดยั้งวิกฤตภูมิอากาศ ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดในยุคของเรา 2. ถึงเวลาแห่งพลังงานหมุนเวียน อีกหนึ่งบทเรียนที่เงียบแต่ชัดเจนจากไฟดับครั้งนี้คือ พลังงานหมุนเวียนคืออนาคตเดียวที่ปลอดภัย มีศักยภาพ และคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ย้อนกลับไปในช่วงไฟดับ แทนที่สเปนจะต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากฝรั่งเศสเหมือนอดีต กลับกลายเป็นว่าเรากำลัง “ส่งออกไฟฟ้า” ให้กับฝรั่งเศสและโปรตุเกส จากความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนในประเทศ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ไฟดับครั้งนี้ควรเป็นแรงผลักให้เร่งการลดคาร์บอนในระบบพลังงาน ขยายพลังงานหมุนเวียน การผลิตไฟฟ้าใช้เอง ชุมชนพลังงาน และการจัดเก็บพลังงาน ยิ่งระบบยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลมากเท่าไร ก็ยิ่งเสี่ยงต่อภัยโลกร้อน ความหลากหลายทางชีวภาพ และความมั่นคงทางพลังงานมากขึ้น (อย่าลืมเหตุการณ์วางระเบิดท่อส่งก๊าซ Nordstream หรือความเปราะบางของการนำเข้าก๊าซจากเรือภายใต้ความเสี่ยงจากทรัมป์หรือปูติน) 3. ความล้มเหลวอีกครั้งของพลังงานนิวเคลียร์ เหตุการณ์นี้ได้เผยให้เห็นข้อบกพร่องร้ายแรงของพลังงานนิวเคลียร์ เวลาประมาณ 5 […]

ภารกิจ 6 ด้านที่ COP27

เขียนโดย Nathan Cogswell, David Waskow, Rebecca Carter, Jamal Srouji, Nate Warszawski, Preety Bhandari, Nisha Krishnan and Maria Lemos Gonzalez https://bit.ly/3SAXnnj การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญา UNFCCC ครั้งที่ 27 หรือ COP27 ในปี 2565 นี้จะเกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตการณ์ทั่วโลก ผลกระทบจากโควิด-19 และการรุกรานยูเครนของรัสเซียส่งผลให้ราคาอาหารและพลังงานพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกำลังส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางและทำลายล้าง พายุฝน ความร้อน ภัยแล้ง ไฟล้างผลาญ และพายุหมุนที่ส่งผลกระทบแทบทุกมุมของโลก หายนะจากสภาพภูมิอากาศในปากีสถานคร่าชีวิตผู้คนกว่า 1,000 คน และหลายสิบล้านคนต้องพลัดถิ่น น้ำท่วมและพายุในทางตอนใต้ของแอฟริกาใต้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 คร่าชีวิตผู้คนไปหลายร้อยคนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักลงในทันที ผู้คนนับล้านในเขตจะงอยแห่งแอฟริกา(Horn of Africa)กำลังอดอยาก ความแห้งแล้งรุนแรงส่งผลกระทบต่อการผลิตอาหารและพลังงานของจีน ระบบการผลิตไฟฟ้าขัดข้อง ต้องมีการแบ่งปันพลังงานและน้ำ และยุโรปกำลังเผชิญกับภัยแล้งครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 500 ปี พร้อมกับคลื่นความร้อนที่แผดเผา วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นเหล่านี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนของประเทศต่างๆ […]

เงินทุนเพื่อสงครามของปูติน : การส่งออกเชื้อเพลิงฟอสซิลจากรัสเซียในช่วง 6 เดือนแรกของการรุกรานยูเครน

แปลจาก https://energyandcleanair.org/publication/financing-putins-war-fossil-fuel-exports-from-russia-in-the-first-six-months-of-the-invasion-of-ukraine/ โดย Lauri Myllyvirta, Lead Analyst; Hubert Thieriot, Data Lead; Jan Lietava, Data Analyst; Oleksii Mykhailenko, Guest Writer; Andrei Ilas, Guest Writer; Ronja Borgmästars, Guest Writer; Vera Tattari, Guest Writer; Lyder Ulvan, Guest Writer; 24 สิงหาคมเป็นวันประกาศอิสรภาพครบปีที่ 31 ของยูเครน และเป็นเวลาหกเดือนนับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการรุกรานเต็มรูปแบบของรัสเซียโดยมีเป้าหมายเพื่อยุติความเป็นอิสรภาพนั้น เพื่อให้ความกระจ่างว่าใครซื้อน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหินของรัสเซีย ปริมาณและมูลค่าของการนำเข้าที่เปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่รัสเซียเริ่มรุกรานยูเครน ศูนย์วิจัยพลังงานและอากาศสะอาด (the Centre for Research on Energy and Clean Air) ได้รวบรวมชุดข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับท่อส่งน้ำมัน/ก๊าซ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings