ภัยแล้งรุนแรงที่แม่น้ำดานูบ

ภาพบนบันทึกด้วยเครื่องมือบนดาวเทียม Copernicus Sentinel-2A และ Sentinel-2B เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2564 และ 20 สิงหาคม 2565 ตามลำดับแสดงให้เห็นถึงการขาดแคลนน้ำซึ่งส่งผลกระทบต่อแม่น้ำดานูบที่เป็นพรมแดนระหว่างบัลแกเรียและโรมาเนีย แม่น้ำดานูบเป็นหนึ่งในเส้นทางการค้าที่สำคัญที่สุดในยุโรปตะวันตก เช่นเดียวกับแม่น้ำสายสำคัญอื่น ๆ ของยุโรป แม่น้ำได้รับผลกระทบอย่างมากจากผลที่ตามมาของภาวะแห้งแล้งที่รุนแรงในยุโรป ในบางส่วนของยุโรปตะวันตก แม่น้ำดานูบไม่สามารถเดินเรือได้ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ระดับน้ำที่ Tulcea ในโรมาเนียอยู่ที่ 51 ซม. (ข้อมูลจากพอร์ทัลบริการข้อมูล Danube Fairway) ซึ่งต่ำกว่าค่าต่ำสุดที่จำเป็นสำหรับการเดินเรือ และขณะนี้กำลังดำเนินการขุดลอกแม่น้ำเพื่อเกิดการไหลเวียน

คลื่นความร้อนรุมเร้ายุโรป แอฟริกาและเอเชีย

เดือนมิถุนายนและกรกฎาคม 2565 คลื่นความร้อนจู่โจมยุโรป แอฟริกาเหนือ ตะวันออกกลางและเอเชีย โดยอุณหภูมิไต่ระดับขึ้นไปมากกว่า 40 องศาเซลเซียส(104 องศาฟาเรนไฮต์) ในหลายพื้นที่ และทุบสถิติอุณหภูมิสูงสุดเดิมที่เคยมีมายาวนาน แผนที่ด้านบนแสดงแบบจำลองอุณหภูมิอากาศในซีกโลกด้านตะวันออกเกือบทั้งหมดในวันที่ 13 กรกฎาคม 2565 เป็นข้อมูลจาก Goddard Earth Observing System Model, Version 5 (GEOS-5) ซึ่งเป็นแบบจำลองบรรยากาศระดับโลกที่ใช้สมการทางคณิตศาสตร์เพื่อวิเคราะห์กระบวนการทางกายภาพใกล้พื้นผิวโลกและในชั้นบรรยากาศ ในยุโรปตะวันตกซึ่งเผชิญกับภันแล้งรุนแรงอยู่ก่อนแล้ว คลื่นความร้อนได้เร่งให้ไฟขยายวงกว้างทั่วโปรตุเกส สเปนและบางส่วนของฝรั่งเศส ในโปรตุเกส อุณหภูมิทะลุไปถึง 45 องศาเซลเซียส(113 องศาฟาเรนไฮต์) ในวันที่ 13 กรกฎาคม ในเมือง Leiria มีไฟป่าไหม้ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 3,000 แฮกตาร์ (7,400 เอเคอร์) กว่าครึ่งประเทศตกอยู่ในสภาวะฉุกเฉิน ทีมดับไฟฟ่าต้องเข้าจัดการกับไฟป่า 14 พื้นที่ ภาพด้านบนแสดงจุดเกิดไฟในโปรตุเกสและสเปนซึ่งตรวจจับโดยเครื่องมือ Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) บน ดาวเทียม Suomi NPP ในวันที่ 12 […]

ยุโรปพึ่งพาก๊าซฟอสซิลจากรัสเซียแค่ไหน อย่างไร

แปลเรียบเรียงจาก Q&A | Europe’s Dependence on Russian Gas BY ANNE-SOPHIE CORBEAU https://www.energypolicy.columbia.edu/research/interview/qa-europe-s-dependence-russian-gas การรุกรานยูเครนของรัสเซียก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน สะท้อนให้เห็นจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกาตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตรรัสเซียและเยอรมนีระงับการรับรองโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ Nord Stream 2 ความกังวลถึงขอบเขตของการพึ่งพารัสเซียในด้านพลังงานของยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับก๊าซฟอสซิล รวมถึงถ่านหินและน้ำมัน กำลังเพิ่มขึ้นเมื่อความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น Anne-Sophie Corbeau นักวิชาการด้านการวิจัยระดับโลกทำงานที่ Center on Global Energy Policy ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับการพึ่งพารัสเซียของยุโรปนั้นลึกซึ้งอย่างไร และความสัมพันธ์ที่ไม่พึงประสงค์นี้พัฒนาขึ้นได้อย่างไร ยุโรปพึ่งพาก๊าซฟอสซิลจากรัสเซียแค่ไหน ในปี 2563 ยุโรป [1] รวมถึงตุรกีนำเข้าก๊าซฟอสซิลจากรัสเซียราว 185 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) : แบ่งเป็นจากท่อส่งก๊าซ 168 bcm และจากการนำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลว(LNG) 17 bcm [2] คิดเป็น 36 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการใช้ก๊าซฟอสซิลทั้งหมดของยุโรปซึ่งมีปริมาณ 512 bmc ในปี […]

รัสเซียและพันธนากรแห่งภูมิศาสตร์

วิจารณ์หนังสือ Prisoners of Geography : Ten Maps That Explain Everything About The World เขียนโดย Tim Marshall Tim Marshall ผู้เขียน เคยทำงานเป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศของสถานีโทรทัศน์ Sky News ของสหราชอาณาจักร เขารายงานข่าวจาก 30 ประเทศทั่วโลก รวมถึงเขตสงคราม 6 พื้นที่ หลังจากทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชนแนวหน้ามา 25 ปี ปัจจุบันเขาเป็นบรรณาธิการเว็บไซต์ TheWhatAndTheWhy.com และอาศัยอยู่ในลอนดอน หนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนวิเคราะห์ทั้งมิติการเมืองและประวัติศาสตร์อย่างมีชีวิตชีวาในทุกบทตอน เขาเริ่มต้นเล่าเรื่องจาก (1) รัสเซีย (2) จีน (3)สหรัฐอเมริกา (4) ยุโรปตะวันตก (5) แอฟริกา (6) ตะวันออกกลาง (7) อินเดีย-ปากีสถาน (8) เกาหลี-ญี่ปุ่น (9) อเมริกาใต้ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings