Taragraphies — Header Component
สรุปความจาก Why tackling global warming is a challenge without precedent https://www.economist.com/schools-brief/2020/04/23/why-tackling-global-warming-is-a-challenge-without-precedent
from The Economist

ในเดือนมิถุนายน 2531 นักวิทยาศาสตร์ นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและนักการเมืองมารวมตัวกันที่เมืองโตรอนโต แคนาดา เพื่อเข้าร่วม “การประชุมโลกว่าด้วยบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลง(World Conference on the Changing Atmosphere)” ประเด็นที่ทําให้พวกเขาตื่นตระหนกมากที่สุดคือการสะสมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจก ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 เมื่อการตรวจสอบระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศอย่างเป็นระบบเริ่มขึ้น ความเข้มข้นอยู่ที่ประมาณ 315 ส่วนในล้านส่วน (ppm) ในช่วงฤดูร้อนของปี 2531 นั้น ความเข้มข้นคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศสูงถึง 350 ส่วนในล้านส่วน —และคลื่นความร้อนทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกสูงเป็นประวัติการณ์ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของอเมริกาเหนือ

สัปดาห์ก่อนการประชุมโตรอนโต เจมส์ แฮนเซน นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศที่องค์การนาซ่าระบุถึงคลื่นความร้อนเมื่อบอกกับวุฒิสภา สหรัฐฯ ว่า “ถึงเวลาแล้วที่จะหยุดพล่าม…และพูดว่าหลักฐานค่อนข้างแน่ชัดว่าปรากฎการณ์เรือนกระจกอยู่ที่นี่” การประชุมโตรอนโตมีมุมมองที่คล้ายกัน โดยเรียกร้องให้มีความพยายามระหว่างประเทศในการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกลง 20% ภายในปี 2548

น่าเสียดายที่ความตกลงระดับโลกเพื่อลงมือทำไม่เหมือนกับการลงมือทำระดับโลก เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นรากฐานของสังคมอุตสาหกรรม แม้ว่าทางเลือกของพลังงานหมุนเวียนจะเป็นไปได้มากขึ้นตั้งแต่ปี 2531 แต่การถอยห่างออกจากฟอสซิลอย่างเด็ดขาดยังคงหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่บีบคั้นและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

สำหรับนักสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก การเปลี่ยนแปลงนั้นดูเหมือนจะคุ้มค่าในตัวเองอย่างเห็นได้ชัด การเปลี่ยนแปลงนั้นเหมาะกับอุดมการณ์ที่ผูกมัดพวกเขาต่อการใช้ชีวิตที่มีผลกระทบต่อโลกธรรมชาติน้อยกว่า แต่เมื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเต็มใจของแต่ละบุคคลที่จะเสียสละผลพวงของวิถีชีวิตที่ใช้พลังงานสูงนั้นไม่เพียงพอ ผู้คนและประเทศที่ไม่สนใจกับแรงจูงใจดังกล่าวก็ต้องลงมือทำด้วย

ความท้าทายทางการเมืองด้านสภาพภูมิอากาศ คือ การเอาชนะความแตกต่างดังกล่าวนี้โดยการเจรจาไปในแนวทางที่นำไปสู่ข้อตกลงแบบรวมๆ แม้ว่าผ่านไปหลายปี ความท้าทายดังกล่าวก็ยังไม่บรรลุ แทนที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2548 จะลดลง 20% เมื่อเทียบกับปี 2531 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลับสูงขึ้น 34% จนถึงปี 2560 ก็ยังคงสูงขึ้นอีก 22%

คิดระดับโลก ลงมือทำระดับโลก

ผู้เข้าร่วมการประชุมโตรอนโตเชื่อว่าความตกลงระหว่างประเทศสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ ส่วนหนึ่งมาจากความตกลงที่บรรลุเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้านี้เพื่อจํากัดการผลิตสารเคมีที่ทําลายชั้นโอโซน ที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มสารเคมีทำลายชั้นโอโซนคือคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (cfcs) ที่ใช้ในตู้เย็นและกระป๋องสเปรย์ พิธีสารมอนทรีออลนั้นดูเหมือนเป็นตัวแบบในสองแนวทาง

อย่างแรกคือการเป็นความตกลงระดับโลก ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1960 ขบวนการด้านสิ่งแวดล้อมได้ให้ความสําคัญกับ “การคุ้มครองโลก” มากขึ้นเรื่อยๆ แต่การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในทางปฏิบัติ เช่น กฎหมายอากาศสะอาดเกือบทั้งหมดทํางานบนพื้นฐานระดับชาติหรือระดับภูมิภาค เนื่องจากคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (cfcs)บนโลกผสมกันอย่างทั่วถึงก่อนที่จะขึ้นไปถึงชั้นโอโซนของสตราโตสเฟียร์ พิธีสารมอนทรีออลจึงต้องมีความเป็นสากลอย่างแท้จริง และสร้างสมดุลระหว่างความต้องการของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วและกลุ่มประเทศกําลังพัฒนา

ประการที่สองคือพิธีสารมอนทรีออลต้องการความเชื่อมั่นทางวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง ต่างจากการควบคุมมลพิษส่วนใหญ่ซึ่งพยายามลดอันตรายที่เกิดความเสียหายขึ้นแล้ว พิธีสารมอนทรีออลเรียกร้องให้มีปฏิบัติการที่มีราคาแพงเพื่อจัดการกับปัญหาซึ่งแม้ว่าจะมีการค้นพบที่ตื่นตาตื่นใจของรูโหว่โอโซนในแอนตาร์กติกในปี 2528 แต่ก็ยังไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้คน พิธีสารมอนทรีออลอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ของหายนะภัยในอนาคต

นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศตระหนักว่าข้อตกลงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจําเป็นต้องมีฉันทามติที่แข็งแกร่งในเรื่องผลกระทบที่เป็นอันตราย สิ่งนี้นําไปสู่การตั้งคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ipcc) ในช่วงปลายปี 2531 รวมถึงนักวิจัยจากรัฐบาล สถาบันการศึกษา อุตสาหกรรม และองค์กรพัฒนาเอกชน กระบวนการของ ipcc กําหนดให้รัฐบาลต้องลงนามในข้อสรุป เพื่อลดโอกาสที่ผู้กำหนดนโยบายจะเพิกเฉย

การประเมินวิทยาศาสตร์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งแรกของ ipcc ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2533 คาดการณ์ว่าหากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างไม่แยแส โลกจะร้อนขึ้น 0.2-0.5 °C (0.4-0.9 °F) ทุกๆ ทศวรรษตลอดช่วงศตวรรษที่ 21 และระดับน้ําทะเลจะเพิ่มขึ้น 3-10 ซม. ต่อทศวรรษ การเปลี่ยนแปลงในช่วงสามทศวรรษนับจากนั้นสอดคล้องกับการคาดการณ์ดังกล่าว

สองปีต่อมา ณ “เอิร์ธซัมมิต” ที่รีโอเดจาเนโร ประเทศสมาชิกสหประชาชาติตกลงกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (unfccc) ซึ่งให้คํามั่นว่าจะ “รักษาเสถียรภาพของความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจก…ในระดับที่จะป้องกันการล่มสลายของระบบภูมิอากาศจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์”

แม้ว่าข้อเท็จจริงที่ว่าการรักษาเสถียรภาพดังกล่าวบ่งบอกถึงการลดการปล่อยเรือนกระจกที่น่าประทับใจ แต่กรอบอนุสัญญาไม่ได้กําหนดเป้าหมายการลด 20% ภายในปี 2548 ตามแนวทางของการประชุมโตรอนโต มีการตั้งเป้าหมายการลดในเวลาต่อมา การเจรจาเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ครอบงําการอภิปรายระหว่างฝ่ายต่างๆ ในกรอบอนุสัญญา โดยกีดกันคําถามสําคัญว่าจะช่วยเหลือประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประเทศที่ยากจนเพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

5 ปี หลังจากนั้น มีความตกลงเรื่องเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉพาะเจาะจงที่กรุงเกียวโต ขอบเขตของความตกลงไม่ได้เป็นในระดับโลก โดยใช้เฉพาะกับกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนใหญ่ ความตกลงก็ไม่ได้ทะเยอทะยานด้วย และพิธีสารเกียวโตไม่เคยได้รับการรับรองจากสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดในโลก

หลักปฏิบัติของสหประชาติเปิดให้ unfccc มีความชอบธรรมแบบครอบคลุม แต่การสร้างอนุสัญญาที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้นั้นหมายถึงการผลิตอนุสัญญาที่มีพลังในทางปฏิบัติเพียงเล็กน้อย unfccc ขาดกลไกใดๆ ในการทําให้ประเทศต่างๆ มุ่งมั่นที่จะดําเนินการอย่างทะเยอทะยาน นับประสาอะไรกับการผูกมัดประเทศภาคีกับคํามั่นสัญญาดังกล่าว

หากทุกประเทศมีความสนใจเร่งด่วนในการลงมือทำ ข้อบกพร่องเหล่านั้นคงไม่สําคัญ แต่กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมมักจะลดลงในบางประเทศ โดยทั่วไปคือกลุ่มประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ส่วนการเมืองสิ่งแวดล้อมระดับประเทศ ความคืบหน้ามักขึ้นอยู่กับการเอาอกเอาใจกลุ่มผู้ก่อมลพิษเหล่านั้นในขณะที่เพิ่มความกระตือรือร้นในการดําเนินการกับกลุ่มอื่นๆ และสาธารณชน

หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเจาะจงเพียงไม่กี่บริษัทหรือภาคเศรษฐกิจ คล้ายๆ กับเรื่อง cfcs และมลพิษทางอากาศที่จัดการโดยกฎหมายอากาศสะอาด การ trade-off ดังกล่าวอาจเป็นไปได้ในระดับโลก แต่การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลแทรกซึมในทุกส่วนของเศรษฐกิจที่ร่ำรวย กลุ่มประเทศเหล่านั้นรู้ดีว่าค่าใช้จ่ายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้นมหาศาล—และผลประโยชน์ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับผู้คนในประเทศอื่นๆ และในอนาคต

สถานการณ์ที่ยากลําบากเหล่านี้ขยายเพิ่มขึ้นจากความพยายามสลายพลังสาธารณชนในการเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลและพันธมิตรทางการเมืองของพวกเขาเข้าใจดีว่าฉันทามติทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับหายนะภัยในอนาคตนั้นมีความสําคัญต่อการลงมือทำเพื่อปกป้องสภาพภูมิอากาศอย่างไร ผลคือการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อทำให้วิทยาศาสตร์ดูน่าสงสัยที่สุด และที่แย่ที่สุดคือการฉ้อฉล ซึ่งไปไกลกว่าการสังเกตว่านักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมหลายคนเป็นนักสิ่งแวดล้อมที่มุ่งมั่นและชี้ให้เห็นคําถามที่เปิดกว้างอย่างแท้จริง (ความไม่แน่นอนที่หลากหลายในรายงาน ipcc ฉบับแรกนั้นก็ถูกตั้งคำถามด้วย) ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อของอุตสาหกรรมฟอสซิลนี้ ได้สร้างสภาพแวดล้อมที่นักการเมืองฝ่ายขวาบางคนรู้สึกว่าสามารถโต้กลับนโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดได้ โดยประสบความสําเร็จอย่างโดดเด่นในอเมริกาและออสเตรเลีย

เป้าหมายในอนาคตปะทะกับปฏิบัติการปัจจุบัน

แหล่งที่มาของการต้านทานการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกประการหนึ่งคือการผงาดขึ้นของจีน จีดีพีของจีน ซึ่งวัดที่อำนาจในการซื้อตามเวลาจริงเพิ่มขึ้น 7 เท่าในช่วง 20 ปีหลังจาก earth summit ที่ริโอ จีนปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นกว่าสามเท่าจาก 2.7 พันล้านเป็น 9.6 พันล้านตัน จีนไม่แสดงความสนใจอย่างแท้จริงในการควบคุมผลข้างเคียงที่เปลี่ยนแปลงโลกนี้ และเนื่องจากเป็นประเทศกําลังพัฒนา จึงไม่จําเป็นต้องทําเช่นนั้นตามพิธีสารเกียวโตด้วยซ้ำ แม้ว่าข้อเท็จจริงที่ว่าก่อนที่พิธีสารนั้นจะมีอายุสิบปี จีนเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าอเมริกา ความขุ่นเคืองต่อเรื่องนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศไม่พอใจกับคํามั่นสัญญาของพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ ความไม่เต็มใจของจีนที่จะเสนอการปฏิบัติการที่แท้จริงมีส่วนทําให้ความพยายามที่จะไปพ้นจากกรอบพิธีสารเกียวโตในการประชุมสุดยอดโลกร้อนที่กรุงโคเปนเฮเกนในปี 2552 นั้นไม่เป็นผล

อย่างไรก็ตาม 6 ปีหลังจากการเจรจาโลกร้อนที่โคเปนเฮเกน กระบวนการของ un ก้าวไปข้างหน้าครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ริโอ นั่นคือ ความตกลงปารีส ซึ่งในที่สุดได้กําหนดเป้าหมายระดับโลกที่เฉพาะเจาะจง ระดับก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศจะคงที่ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษนี้ในระดับที่จะเห็นการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกต่ํากว่า 2°C ด้วยความพยายามอย่างยิ่งยวดที่คงให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เพิ่มมากไปกว่า 1.5°C เมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ประเทศที่พัฒนาแล้วและกําลังพัฒนาทุกประเทศที่ลงนามจําเป็นต้องให้คํามั่นในการดําเนินการภายในประเทศเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น

มีเหตุผลหลายประการของความสำเร็จนี้ : การเจรจาที่มีมาก่อนระหว่างอเมริกาและจีน ; ความเชี่ยวชาญด้านการทูตของฝรั่งเศส ; การเจรจาที่ชาญฉลาดโดยกลุ่มประเทศกําลังพัฒนา นอกจากนี้ สิ่งที่สําคัญที่สุดคือต้นทุนที่ลดลงอย่างรวดเร็วของพลังงานหมุนเวียนและการลงทุนในสาขานี้กําลังเฟื่องฟู การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขณะที่ยังคงแบบแผนการดําเนินชีวิตที่ใช้พลังงานสูงต่อไปได้นั้นเป็นความเป็นไปได้อย่างใหม่

บางที อาจจะเป็นเช่นนั้น แต่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ประเทศต่างๆ เสนอที่กรุงปารีสนั้นน้อยเกินไปที่จะบรรลุเป้าหมาย 2°C ช่องว่างดังกล่าวทําให้นักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศรุ่นใหม่ต้องการความมุ่งมั่นมากขึ้นในการประชุม unfccc ครั้งใหญ่ครั้งต่อไป จากกลาสโกว์(สหราชอาณาจักร)ในปี 2564 (เลื่อนจากเดิมเนื่องจากการระบาดใหญ่ของควิด-19) มาจนถึงชาร์ม เอล ชีค(อียิปต์) 2565 ดูไบ(สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์) 2566 และบากู(อาเซอร์ไบจาน)ในปี 2567 นี้

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading