
บทความบนเว็บไซต์ของทำเนียบขาวในวันคุ้มครองโลก(Earth Day) ดูแวบแรกนึกว่าเป็นข่าวปลอม(misinformation) ปรากฎกว่า Trump ใช้วัน Earth Day ได้แยบยลมาก อาจเรียกว่าต้องทำให้วุฒิสมาชิกเกย์ลอร์ด เนลสัน (Gaylord Nelson) ซึ่งถือว่าเป็นผู้ก่อตั้ง Earth Day ขึ้นในปี 1970 ต้องสะดุ้งกันเลยทีเดียว
Earth Day ก็ถือว่าเป็น soft power แบบอเมริกัน นับตั้งแต่ก่อตั้ง มีผู้คนนับล้านคนทั่วโลก doing something about the environment ในวันนี้
หัวข้อบทความพาดได้อย่างแยบยล “ท้ายที่สุด ในวันคุ้มครองโลก เราก็มีประธานาธิบดีผู้เดินตามวิทยาศาสตร์”
นี่คือความสุดของวาทกรรมที่เหล่านักคิดค้นเรื่อง “ฟอกเขียว” ต้องหลีกทางให้ แต่ถ้าเราอ่านระหว่างบรรทัดและค้นหา “ปีศาจ” ในรายละเอียด (devil in the details) นอกจากมันสอนบทเรียนในเรื่องวิธีการสื่อสารสาธารณะให้คนทำงานสายสิ่งแวดล้อมตัวจริงๆ ไม่อิงนิยายแล้ว เราอาจจะต้องกลับมาทบทวนการเฉลิมฉลองวันสำคัญที่เป็น Landmark ทางสิ่งแวดล้อมกันใหม่ว่า มันเป็นแค่อีเวนต์ หรือสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นจริงๆ
วาทกรรมแรก “President Trump is promoting energy innovation for a healthier future” – รัฐบาลทรัมป์สนับสนุนเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ การดักจับและกักเก็บคาร์บอน พลังงานนิวเคลียร์ และพลังงานความร้อนใต้พิภพรุ่นใหม่ เพื่อให้สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำด้านการผลิตพลังงานสะอาดและนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งยกเลิกการระงับการอนุมัติส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวที่กำหนดไว้ในยุครัฐบาลไบเดน เพื่อส่งเสริมการค้าพลังงานสะอาดกับประเทศพันธมิตร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับโลก และสร้างโอกาสการจ้างงานภายในประเทศ
ในวาทกรรมนี้ อ้างว่านวัตกรรม “ขั้นสูง” มีความย้อนแย้งอย่างยิ่ง เช่น CCS ฉากหน้าคือการดักจับและกักเก็บคาร์บอน แต่ฉากหลังคือการขยายการผลิตและการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้น โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนใต้ทะเล (Offshore CCS) จะมาพร้อมกับโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิลโครงการใหม่ เช่น การผลิตไฮโดรเจนจากฟอสซิล เป็นต้น นอกจากนี้ อุตสาหกรรมฟอสซิลยังใช้เทคโนโลยี CCS มาเป็นข้ออ้างในการขุดเจาะแหล่งน้ำมันและก๊าซแห่งใหม่ที่มีคาร์บอนเข้มข้น
ส่วนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ที่กำลังมาแรง นอกเหนือจากประเด็นถกเถียงในเรื่องของความคุ้มของขนาด(economies of scale) การจัดการและกำจัดกากนิวเคลียร์ก็เป็นคำถาม : งานวิจัยในปี 2022 ที่นำโดยศูนย์ความมั่นคงระหว่างประเทศและความร่วมมือแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ระบุว่า SMR ยิ่งทำให้ความท้าทายในการจัดการและกำจัดกากนิวเคลียร์รุนแรงขึ้น และแบบเตาปฏิกรณ์ SMR ส่วนใหญ่จะเพิ่มปริมาณกากนิวเคลียร์ที่ต้องจัดการและกำจัดมากกว่าปฏิกรณ์แบบดั้งเดิมถึง 2 ถึง 30 เท่า
ส่วนการที่สหรัฐอเมริกาจะส่งออกก๊าซฟอสซิล นักวิเคราะห์ด้านสภาพภูมิอากาศระบุว่า การปล่อยก๊าซมีเทนที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทาน(ตั้งแต่การขุดเจาะ การขนส่ง แปรสภาพ และการเผาไหม้) ของก๊าซฟอสซิลสร้างความเสียหายต่อสภาพภูมิอากาศมากกว่าที่เคยประเมินมาก่อน การวิจัยของ Environmental Defend Fund พบว่า การรั่วไหลของก๊าซมีเทนตลอดห่วงโซ่อุปทานก๊าซฟอสซิลในสหรัฐอเมริกามีมากกว่าที่องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา(USEPA) ประเมินในปี 2553 ถึง 60% ก๊าซมีเทนมีศักยภาพก่อให้เกิดโลกร้อนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 86 เท่า และ 34 เท่า เมื่อพิจารณาตามกรอบเวลา 20 ปี และ 100 ปี ตามลำดับ ในการขนส่งก๊าซฟอสซิลโดยเรือเดินสมุทรจากผู้ผลิตไปยังผู้ใช้ ก๊าซจะถูกอัดให้เป็นของเหลวด้วยอุณหภูมิติดลบ 162 องศาเซลเซียส ซึ่งต้องใช้พลังงานมหาศาลราว 10% ของก๊าซฟอสซิลที่จ่ายเข้าไป และต้องใช้สารทำความเย็นที่ทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศ การประเมินของ The Natural Resources Defense Council ระบุว่า กระบวนการทำให้ก๊าซฟอสซิลเป็นของเหลว(liquefaction) การขนส่งทางเรือและการแปรสภาพก๊าซฟอสซิลเหลว(regasification) จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น 8% ถึง 21% ในช่วงกรอบเวลา 20 ปี
วาทกรรมที่สอง “President Trump is championing sound forest management”
– นโยบายการจัดการป่าไม้อย่างเชิงรุกของรัฐบาลทรัมป์มีเป้าหมายเพื่อปกป้องผืนป่าของสหรัฐฯ ลดความรุนแรงของไฟป่าครั้งใหญ่ และส่งเสริมการใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน โดยการปรับลดข้อบังคับที่ซับซ้อนและขยายการทำไม้ที่มีความรับผิดชอบ ประธานาธิบดีทรัมป์จึงสามารถปกป้องพื้นที่ป่านับล้านเอเคอร์ ฟื้นฟูถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และสนับสนุนเศรษฐกิจในพื้นที่ชนบทไปพร้อมกัน
อันนี้เห็นได้ชัดว่า Trump โกหกหน้าด้านๆ ถ้าย้อนกลับไปดูหัวข้อบทความ “…We Finally Have a President Who Follows Science” การขยายการทำไม้ที่มีความรับผิดชอบในนิยามของ Trump คือการเร่งการผลิตไม้ซุงจากการปลูกป่าเพื่อส่งออกขายและนำเงินเข้าประเทศ ส่วนการลดความรุนแรงของไฟป่านั้นเป็นเพียงโวหารเพราะถ้าไม่สนใจวิทยาศาสตร์ว่าด้วยสภาพภูมิอากาศก็ไม่มีทางลดไฟป่าได้
มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเหตุการณ์ไฟป่ารุนแรงที่ตีพิมพ์ในเดือนมิถุนายนในวารสาร Nature Ecology & Evolution พบว่าตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา มี 6 ปีจาก 7 ปีที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ปี 2003 ในช่วงเวลาเดียวกัน ปริมาณความร้อนที่เกิดจากไฟป่า 20 ครั้งที่เลวร้ายที่สุดในแต่ละปีเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า นักวิจัยระบุว่า แม้เคยมีคำถามว่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศจะเป็นปัจจัยที่นำไปสู่ไฟป่าที่รุนแรงขึ้นหรือไม่อย่างไร หลักฐานจากการวิจัยแสดงให้เห็นแล้วว่ามีความเชื่อมโยงกัน การศึกษาแบบ “Attribution” (การวิเคราะห์สาเหตุ) มุ่งค้นหาความเชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์เหล่านี้กับภาวะโลกร้อนที่สามัญสำนึกชี้ว่าอาจเกี่ยวข้อง นักวิจัยใช้แบบจำลองสภาพภูมิอากาศเพื่อวิเคราะห์ว่าเหตุการณ์เฉพาะเจาะจงนั้นรุนแรงขึ้นหรือมีโอกาสเกิดขึ้นมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือไม่ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นอย่างชัดเจน ไฟป่า Black Summer ในออสเตรเลียมีโอกาสเกิดขึ้นเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 30% คลื่นความร้อนในฤดูใบไม้ผลิที่ทำให้ไฟป่าในไซบีเรียกลับมาปะทุอีกครั้งในปี 2020 จะเป็นเรื่อง “เกือบเป็นไปไม่ได้” หากโลกไม่มีภาวะโลกร้อน จากข้อมูลของ World Weather Attribution ซึ่งเป็นความร่วมมือด้านการสร้างแบบจำลองระดับนานาชาติ ส่วนคลื่นความร้อนในแคนาดาเมื่อเดือนมิถุนายน 2023 ทีมนักวิชาการนานาชาติสรุปในเดือนสิงหาคมว่า เหตุการณ์นี้มีโอกาสเกิดขึ้นเพิ่มขึ้นประมาณสามเท่าเนื่องจากภาวะโลกร้อน
วาทกรรมที่สาม President Trump is ending the forced use of paper straws ไม่เพียงแต่คำสั่งบังคับใช้หลอดกระดาษจะมีข้อบกพร่องในด้านหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้อ้างอิงเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อมอีกด้วย จากรายงานล่าสุดพบว่า หลอดกระดาษมีสารเคมี PFAS ซึ่งเป็น “สารเคมีชั่วนิรันดร์” ที่เชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพระยะยาวและสามารถปนเปื้อนแหล่งน้ำ นอกจากนี้ งานวิจัยยังชี้ว่ากระบวนการผลิตหลอดกระดาษอาจปล่อยคาร์บอนมากกว่า และใช้น้ำมากกว่าหลอดพลาสติก ทั้งที่แทบไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมเลย
วาทกรรมนี้ ทีมสื่อสารของ Trump ใช้การอ้างอิงข้อมูลงานวิจัย โดยโยนโจทย์ใหญ่ของทางเลือกระหว่าง “กระดาษ” และ “พลาสติก” และใช้ประเด็นสารเคมีชั่วนิรันดร์ (forever chemicals) มาสนับสนุน ความฉลาดแกมโกงของการสร้างวาทกรรมเรื่องนี้คือการตีไปที่ “หลอดกระดาษ” และ “หลอดพลาสติก” ขณะที่ไม่แตะบริบทที่ใหญ่ขึ้นไม่ว่าจะเป็น break free from plastics act หรือการเจราจาสนธิสัญญาพลาสติกโลก รวมถึงวิกฤตมลพิษพลาสติกในสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศและร่างกายมนุษย์ จะว่าไปแล้วสารเคมีชั่วนิรันดร์ (forever chemicals)นอกจากมาจากการผลิตกระดาษ ก็ยังมาจากการผลิตพลาสติกด้วย
วาทกรรมที่สี่ President Trump is cutting wasteful regulations that stifle innovation and raise costs โดยระบุว่า มาตรการต่าง ๆ เช่น การชะลอข้อกำหนดด้านการปล่อยมลพิษที่เข้มงวดสำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหิน และการปรับปรุงการบังคับใช้พระราชบัญญัตินโยบายสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (NEPA) ช่วยเร่งรัดโครงการด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่มีความรับผิดชอบ โดยยังคงรักษามาตรฐานสิ่งแวดล้อมในระดับสูง พร้อมทั้งช่วยให้ครอบครัวอเมริกันประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้หลายพันดอลลาร์ต่อปี แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจที่เข้มแข็งสามารถเดินควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อมที่ดีได้
วาทกรรมนี้ตรงไปตรงมา เผยโฉมหน้าของ Trump ว่าเป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอก(hypocrite) เป็นอย่างดี แท้ที่จริงแล้ว การยุติการใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นทางออกที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งปกป้องชีวิตและส่งเสริมสุขภาพของผู้คนในปัจจุบันจากยกระดับคุณภาพอากาศ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมีนัยสำคัญเพื่อปกป้องสภาพภูมิอากาศของเราและของลูกหลานในอนาคต ท่ามกลางมลพิษทางอากาศที่ปกคลุมเมืองในหลายภูมิภาคทั่วโลก และความจำเป็นเร่งด่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมหาศาล นโยบายนี้ถือเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดทั้งด้านสุขภาพและสภาพภูมิอากาศ
วาทกรรมที่ห้า President Trump is protecting public lands รัฐบาลทรัมป์ให้ความสำคัญกับการเปิดให้เข้าถึงที่ดินของรัฐบาลกลางเพื่อการพัฒนาพลังงานควบคู่กับการจัดการอย่างมีความรับผิดชอบ โดยการเปิดพื้นที่แผ่นดินและน่านน้ำของรัฐเพิ่มเติมเพื่อการสกัดน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และแร่ธาตุสำคัญ สหรัฐฯ จึงสามารถเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและลดการพึ่งพาทรัพยากรจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็มีการลงทุนด้านการอนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง เช่น การลงทุน 38,000 ล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำสะอาดในช่วงวาระแรกของประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อปกป้องมรดกธรรมชาติของอเมริกาไว้สำหรับคนรุ่นต่อไป
ในเรื่องนี้ เราอาจย้อนหลังกลับไปดูว่าในช่วงเวลาเพียงสี่เดือนหลังจากที่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง เขาประกาศสถานการณ์วิกฤตพลังงานในสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากความตกลงปารีสเป็นครั้งที่สอง เพิ่มการผลิตไม้ในพื้นที่คุ้มครอง และขยายการทำเหมืองและการใช้ถ่านหินภายในประเทศ รัฐบาลทรัมป์ทบทวนหรือยกเลิกข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมหลายสิบฉบับของ USEPA ที่มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งปลดพนักงานหลายร้อยคนจากสำนักงานบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA) และลบเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศออกจากเว็บไซต์สาธารณะหลายแห่ง
ท่าทีที่สหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ใช้ต่อประเทศคู่ค้า เช่น การกล่าวโทษจีนในฐานะผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ที่สุด และการตั้งคำถามต่อการปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศกำลังพัฒนา สะท้อนนโยบาย “เลือกปฏิบัติ” ที่ยึดผลประโยชน์ของตนเป็นหลัก ส่งผลกระทบเชิงลบต่อความพยายามระดับโลกในการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
แค่นี้ก็เพียงพอที่จะสรุปได้ว่า ในวันคุ้มครองโลก เราก็มีประธานาธิบดีผู้เดินตามวิทยาศาสตร์จริงหรือไม่อย่างไร
