
พลังงานนิวเคลียร์กลับมาสู่ความสนใจของสาธารณชนอีกครั้งภายใต้ชื่อ “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors – SMRs)” ในการประชุม COP28 ที่ดูไบ สหรัฐอาหรับอิมิเรสต์ กว่า 20 ประเทศให้คำมั่นว่าจะร่วมกันผลักดันการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าภายในปี พ.ศ. 2593[i] โดยถือเป็นครั้งแรกที่การเร่งรัดใช้พลังงานนิวเคลียร์ถูกยอมรับว่าเป็นแนวทางในการบรรลุการลดคาร์บอนในการประเมินภาพรวมการทบทวนสถานการณ์และการดำเนินงานระดับโลก(Global Stocktake)[ii] ขณะเดียวกัน ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA] อ้างว่าจนถึงปี พ.ศ.2568 มีกลุ่มประเทศน้องใหม่ด้านพลังงานนิวเคลียร์กว่า 25 ประเทศอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กมาใช้งาน [iii] และย้ำว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างรวดเร็วและลดลงให้มากที่สุดโดยเฉพาะในภาคส่วนที่ยากต่อการลดการปล่อย เช่น ภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น นั้นไม่อาจเกิดขึ้นหากไม่เพิ่มขีดความสามารถในการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์อย่างมีนัยสำคัญ นักวิจัยของ Yusof Ishak Institute มองว่า การที่เทคโนโลยีนิวเคลียร์ถูกรวมเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิ (Net Zero) แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทัศนคติอย่างชัดเจนอันเกิดจากความเร่งด่วนในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก ดังนั้น ความพยายามของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อศึกษาและใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์พลเรือนจึงมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น [iv] โดยมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors – SMRs) เป็นหมุดหมายหลัก
ในประเทศไทย (ร่าง) แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan : PDP) กำหนดให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กภายในปี พ.ศ.2580 [v] แผนวิสาหกิจปี พ.ศ.2568-2572 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยระบุว่า ปี พ.ศ.2568 จะมีการเตรียมการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น คัดเลือกสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้า คัดเลือกเทคโนโลยีที่เป็นไปได้ รวมถึงการเตรียมบุคลากร และปี พ.ศ.2570 จะเริ่มเข้าสู่การ Go Nuclear โดยจะศึกษาถึงผลกระทบต่อสุขภาพ ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ นำรายงานผลการศึกษาขออนุมัติต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำผลสรุปขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีหลังจากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการสรรหาผู้รับเหมาตามการจัดทำข้อกำหนดเงื่อนไขของงาน [vi]
บทความนี้พิจารณาถึงคำจำกัดความและสถานะของ Small Modular Reactors หรือ “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก” และข้อถกเถียงที่ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กนั้นสะอาดและปลอดภัยจริงหรือไม่?
คำจำกัดความและสถานะของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก(Small Modular Reactors)
เมื่อพิจารณาจากนิยามของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) “Small Modular Reactors (SMRs) คือเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขั้นสูงที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ต่อเครื่องหรือประมาณหนึ่งในสามของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดใหญ่ทั่วไป SMRs ซึ่งผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำมีลักษณะดังนี้ (1) Small – มีขนาดทางกายภาพเล็กกว่ามากเมื่อเทียบกับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบดั้งเดิม (2) Modular – สามารถประกอบชิ้นส่วนและระบบต่างๆ ในโรงงานและขนส่งไปยังสถานที่ก่อสร้างแบบสำเร็จรูป (3) Reactor– ใช้ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชันสร้างความร้อนเพื่อผลิตไฟฟ้า
ในหนังสือคู่มือแนะนำ Small Modular Reactors[vii] ชี้ให้เห็นว่า Small Modular Reactors ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีนิวเคลียร์ใหม่และมีการพัฒนาโดยผู้ผลิตหลายรายมาตั้งแต่ช่วงคริสตทศวรรษ 1950s เริ่มต้นจากเครื่องปฏิกรณ์ Shippingport ขนาด 60 เมกะวัตต์ไฟฟ้า (MWe) ซึ่งเป็นเครื่องปฏิกรณ์รุ่นที่ 1 ออกแบบโดยห้องปฏิบัติการ Bettis Naval Atomic Power Laboratory ที่ดำเนินการโดยบริษัท Westinghouse จนถึงปี พ.ศ.2567 มีแบบ SMR กว่า 80 แบบที่อยู่ระหว่างการพัฒนาใน 19 ประเทศ[viii] รวมถึงสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น แคนาดา จีน อาร์เจนตินาและรัสเซีย เป็นต้น ในปี พ.ศ.2563 มีโครงการ SMR จำนวน 71 โครงการ โดยมีเพียง 3 โครงการที่เปิดดำเนินการอยู่ (ตั้งอยู่ในรัสเซีย จีน และอินเดีย) และอีก 3 โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ส่วนที่เหลือยังคงอยู่ในขั้นตอนการออกแบบ[ix] เครื่องปฏิกรณ์เหล่านี้ส่วนใหญ่มีขนาดกำลังผลิตอยู่ระหว่าง 100 ถึง 300 เมกะวัตต์
การดำเนินการติดตั้ง Small Modular Reactors ใหม่หยุดชะงักมาหลายปี รายงานของ IAEA ประมาณว่า Small Modular Reactors ใหม่ไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ก่อนปี พ.ศ.2573 เนื่องจากไม่มีมาตรฐานกลางและกระบวนการออกแบบและการขอใบอนุญาตขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละประเทศ [x]
ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2566 สมาคมพลังงานนิวเคลียร์โลกได้ปรับปรุงรายชื่อSmall Modular Reactors ทั่วโลก โดยครอบคลุมทั้งเครื่องปฏิกรณ์ที่กำลังดำเนินการอยู่ แบบที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และ Small Modular Reactors ที่เตรียมพร้อมสำหรับการนำมาใช้งานในอนาคตอันใกล้ — รวมถึงแบบที่อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาขั้นสูง แต่บางโครงการก็ถูกระงับหรือยกเลิกไปแล้ว[xi] ใน SMR Dashboard 2024 องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา–สำนักงานพลังงานนิวเคลียร์ (OECD-NEA) จัดทำรายชื่อแบบเครื่องปฏิกรณ์ทั้งหมด 56 แบบ พร้อมทั้งระบุว่า มีอีก 7 แบบ ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและอีก 35 แบบที่ในขณะนี้ยังไม่มีการพัฒนา[xii]
จากคำจำกัดความ Small Modular Reactors ข้างต้น David Toke ผู้เขียนหนังสือ “Energy Revolutions : Profiteering versus Democracy” ให้ความเห็นว่า ไม่มีสิ่งใดเลยที่ถือว่า “ใหม่” หรือเป็นนวัตกรรมที่ไม่เคยทำมาก่อนในอดีต คำว่า “ขั้นสูง” (advanced) ก็เป็นคำกว้างๆ คลุมเครือ และไม่ได้ลบภาพเดิมๆ ที่เคยล้มเหลวออกไปแต่อย่างใด ที่สำคัญคือคำว่า “โมดูลาร์” (modular) ในทางปฏิบัติกลับสร้างความเข้าใจผิด เพราะในความเป็นจริง การออกแบบเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ให้เล็กลงยิ่งไปลดโอกาสในการผลิตชิ้นส่วนในโรงไฟฟ้าให้มีขนาดเหมาะสมได้จริง
David Toke เพิ่มเติมอีกว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีข่าวสารมากมายที่มีเนื้อหาในเชิงบวกเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก(SMRs) และ “การแข่งขัน” เพื่อพัฒนาแบบ แต่ในความเป็นจริง SMR เป็นเพียงคำศัพท์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้ดูเหมือนว่ามีนวัตกรรมใหม่ในวงการพลังงานนิวเคลียร์ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีอะไรใหม่เลย เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เรียกว่า Small Modular Reactors นั้นแทบไม่อาจแยกออกจากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงคริสตทศวรรษ 1940 ถึง 1960 ได้เลย และนิยามของ Small Modular Reactors ก็ไม่ได้เป็นแนวคิดที่เป็นประโยชน์หรือมีความชัดเจนแต่อย่างใด แม้แต่ตัวอย่างของ Small Modular Reactors รุ่นใหม่ที่เรียกกันในปัจจุบันก็แทบไม่มีโครงการใดที่ถูกสร้างและดำเนินการจริงในระดับโลก แต่มีการ “ปั่นกระแส” อย่างมหาศาล และดูเหมือนว่า ยิ่งไม่มีโครงการ Small Modular Reactors รุ่นใหม่ใดๆ สร้างเสร็จ กระแสโฆษณาเกินจริงก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย[xiii]
ในบทวิเคราะห์ของ Steve Thomas ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านนโยบายพลังงานแห่งมหาวิทยาลัยกรีนิช สหราชอาณาจักร[xiv] แม้ว่า Small Modular Reactors ซึ่งถือเป็นความหวังใหม่ของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ในปัจจุบันครอบคลุมเทคโนโลยี การใช้งาน และขนาดที่หลากหลายโดยอาศัยจุดขายของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นที่ 3+ และรุ่นที่ 4 (Gen III+ และ Gen IV)[xv] โดยเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กที่สุดออกแบบมาเพื่อใช้ในชุมชนห่างไกล เหมืองแร่ หรือการผลิตไฮโดรเจน ส่วนเครื่องปฏิกรณ์ขนาดใหญ่กว่าจะเน้นไปที่การผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบสายส่ง แต่ในแง่ของคำจำกัดความก็มีความย้อนแย้ง ตัวอย่างเช่น การออกแบบ Small Modular Reactors ของบริษัท Rolls Royce โดยใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบน้ำอัดความดัน(pressurized water reactor – PWR) ขนาด 470 เมกะวัตต์ กลับมีขนาดใหญ่กว่าเครื่องปฏิกรณ์บางหน่วยที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะในญี่ปุ่นที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสึนามิในปี 2554
Steve Thomas ชี้ให้เห็นว่า การออกแบบเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูงเหล่านี้ไม่ได้เป็นของใหม่ เทคโนโลยี Small Modular Reactors มีตั้งแต่การย่อส่วนของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบเดิมที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบน้ำอัดความดัน(pressurized water reactor – PWR) และเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบน้ำเดือด(Boiling Water Reactor-BWR)[xvi] ไปจนถึงเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นที่ 4 (Gen IV) ที่ยังไม่พร้อมใช้งานในเชิงพาณิชย์ ตัวอย่างเช่น เครื่องปฏิกรณ์แบบ Sodium Cooled Fast Reactors เครื่องปฏิกรณ์แบบ Lead-cooled Fast Reactors-LFRs และเครื่องปฏิกรณ์แบบ Very High Temperature Reactors[xvii] เคยถูกสร้างเป็นต้นแบบตั้งแต่ช่วงคริสตทศวรรษ 1950s และ 1960s แต่ความพยายามสร้างโรงไฟฟ้าสาธิตในเวลาต่อมาที่อ้างว่าเครื่องปฏิกรณ์เหล่านี้จะใช้เชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการเกิดของเสีย เป็นมิตรต่อเศรษฐกิจและมีมาตรฐานด้านความปลอดภัยสูงและการป้องกันการแพร่หลายของอาวุธนิวเคลียร์นั้นกลับล้มเหลวอย่างรวดเร็วและไม่ยั่งยืน จึงเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จึงจะประสบความสำเร็จในปัจจุบันทั้งที่มีประวัติการล้มเหลวในอดีต
Steve Thomas ยกตัวอย่างให้เห็นว่า ผลลัพธ์จากคำสั่งสร้างเครื่องปฏิกรณ์รุ่นที่ 3+ เพียงไม่กี่แห่งกลับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง โดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทุกแห่งสร้างเสร็จล่าช้ากว่ากำหนดและใช้งบประมาณเกินกว่าที่คาดไว้ ตัวอย่างที่ร้ายแรงที่สุดคือโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Olkiluoto ในฟินแลนด์ และ Flamanville ในฝรั่งเศส ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 18 ปี และมีต้นทุนสูงกว่าที่ประมาณไว้ถึง 3–4 เท่า ส่วนเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นที่ 4 เองก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะถูกนำมาใช้ได้จริงแม้จะถูกพูดถึงมานานกว่า 20 ปีแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยี Small Modular Reactors แบบอื่นๆ ที่พูดถึงกันมานานหลายทศวรรษ จากการประเมินของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ในปี 2565 มี Small Modular Reactors มากกว่า 80 แบบที่อยู่ในขั้นตอนการพัฒนา โดย Steve Thomas วิเคราะห์ว่า แบบทั้งหลายเหล่านี้ยังไม่ถูกสร้างเป็นเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ต้นแบบเพื่อผลิตไฟฟ้าเลยด้วยซ้ำ
นิวเคลียร์เป็นพลังงานสะอาด?
การพิจารณาว่านิวเคลียร์เป็นพลังงานสะอาดหรือไม่อย่างไรนั้นคือใจกลางของการถกเถียงว่าด้วยวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะในเรื่องของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังที่เรามักจะได้ยินคำว่า นิวเคลียร์เป็นพลังงานคาร์บอนต่ำ(Nuclear is low carbon) สมาคมนิวเคลียร์โลก(World Nuclear Association) อ้างว่า “…โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระหว่างการเดินเครื่อง และเมื่อพิจารณาตลอดวงจรชีวิตแล้ว โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อหน่วยไฟฟ้าประมาณเท่ากับพลังงานลม และปล่อยเพียงหนึ่งในสามของปริมาณการปล่อยต่อหน่วยไฟฟ้าเมื่อเทียบกับพลังงานแสงอาทิตย์…”[xviii]
สมาคมนิวเคลียร์โลก(World Nuclear Association) ยังระบุอีกว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 พลังงานนิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้าป้อนเข้าสู่ระบบโดยเฉลี่ยปีละ 2,500 เทราวัตต์ชั่วโมงทั่วโลก โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในปัจจุบันผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนราวร้อยละ 10 ของไฟฟ้าทั้งหมด และราว 1 ใน 4 ของไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดและคาร์บอนต่ำทั้งหมด ความต้องการไฟฟ้าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าภายในปี พ.ศ.2593 พลังงานนิวเคลียร์จำเป็นต้องเติบโตเร็วกว่านี้ และย้ำว่า “…โลกของเราจำเป็นต้องใช้พลังงานนิวเคลียร์และเพื่อรับมือกับความท้าทายของวันนี้และบรรลุเป้าหมายของวันพรุ่งนี้ เราจำเป็นต้องขยายการใช้พลังงานนิวเคลียร์มากขึ้น…”
ในฉากทัศน์ของ Project Drawndown[xix] ซึ่งเป็นโครงการจัดทำแผนงานที่ครอบคลุมโดยมีการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์รองรับเพื่อช่วยลดความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศและบรรลุจุดที่เรียกว่า “drawdown” – ซึ่งเป็นจุดที่ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกเริ่มลดลง ระบุว่า สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าทั่วโลกจากพลังงานนิวเคลียร์จะเปลี่ยนแปลงจากร้อยละ 10.5 เป็นร้อยละ 9-14 ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การผลิตไฟฟ้าโดยรวม เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าฟอสซิล โรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า ทำให้ต้องเพิ่มโรงไฟฟ้าที่ต้องติดตั้งน้อยลง ต้นทุนการก่อสร้างรวมสุทธิอาจอยู่ที่ 176.92 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะมีต้นทุนการติดตั้งสูงถึง 8,330 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ ตลอดอายุการใช้งาน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์อาจช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสุทธิสูงถึง 332.88 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ฉากทัศน์นี้จะสามารถหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 3.17–3.64 กิกะตัน ภายในปี 2593
จุดขายหลักของพลังงานนิวเคลียร์รวมถึง Small Modular Reactors ในแง่ของการเป็นพลังงานสะอาดคือนโยบายของประเทศต่างๆ ในการมุ่งไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์(Net Zero) ผลจาก COP28 COP28 ที่ดูไบ สหรัฐอาหรับอิมิเรสต์ สมาคมพลังงานนิวเคลียร์โลก (World Nuclear Association) ริเริ่มให้มีแพลตฟอร์ม Net Zero Nuclear (NZN)[xx] ซึ่งเป็น “…โครงการเปลี่ยนผ่านสำคัญที่เรียกร้องให้เกิดความร่วมมืออย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนระหว่างภาครัฐและอุตสาหกรรม เพื่อเปิดทางสู่การกำหนดนโยบายที่มุ่งเน้นพลังงานนิวเคลียร์โดยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ทั่วโลกอย่างน้อย 3 เท่า และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี พ.ศ.2593…” สมาคมพลังงานนิวเคลียร์โลกมุ่งใช้แพลตฟอร์ม Net Zero Nuclear เป็นพื้นที่เจรจาต่อรองเพื่อทำให้ประเด็นพลังงานนิวเคลียร์ยังคงอยู่ในลำดับต้นๆ ของวาระการประชุมในการประชุมพลังงานสำคัญๆ การเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลก รวมถึง COP30 ที่ประเทศบราซิลในอีกเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่จะมาถึง
อย่างไรก็ตาม Project Drawndown ชี้ให้เห็นว่าพลังงานนิวเคลียร์เป็นประเด็นที่เต็มไปด้วยข้อขัดแย้งระหว่างผู้สนับสนุนและผู้คัดค้านซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างมีเหตุผลที่น่าสนใจ ซับซ้อน และขั้วตรงข้ามอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น คำถามที่ว่า—ตามที่ผู้สนับสนุนบางคนยืนกราน—“หากไม่ใช้พลังงานนิวเคลียร์เพิ่มมากกว่านี้ โลกอาจเผชิญกับหายนะด้านสภาพภูมิอากาศอย่างสมบูรณ์?” และคำถามที่ว่า “การเพิ่มจำนวนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซึ่งเต็มไปด้วยข้อบกพร่องและความเสี่ยงที่เลี่ยงไม่ได้นั้นจะคุ้มค่ากับความเสี่ยงหรือไม่?
ความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก
แม้ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้าที่เชื่อถือได้(base load) และปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับต่ำ แต่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ต้องผลิตกากนิวเคลียร์ที่ต้องจัดการแยกจากสิ่งแวดล้อมเป็นเวลาหลายแสนปี ยังไม่นับว่าค่าใช้จ่ายในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่อาจอยู่ที่หลายหมื่นล้านดอลลาร์
เพื่อจัดการกับความท้าทายเหล่านี้ อุตสาหกรรมนิวเคลียร์จึงพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กที่ผลิตไฟฟ้าน้อยกว่า 300 เมกะวัตต์ และสามารถประกอบในโรงงานได้ นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมอ้างว่าการออกแบบโมดูลาร์ขั้นสูงเหล่านี้มีราคาถูกกว่า และเกิดกัมมันตรังสีน้อยกว่าเตาปฏิกรณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ทั่วไป นักวิเคราะห์บางคนยืนยันว่า Small Modular Reactor จะช่วยลดมวลของเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้วอย่างมีนัยสําคัญเมื่อเทียบกับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั่วไปที่ใหญ่กว่ามาก
การศึกษาเรื่อง Nuclear waste from small modular reactors ที่ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2566 ใน Proceedings of the National Academy of Sciences[xxi] ได้ข้อสรุปที่ตรงกันข้าม Lindsay Krall หัวหน้าทีมวิจัย อดีต MacArthur Postdoctoral Fellow ที่ศูนย์ความมั่นคงและความร่วมมือระหว่างประเทศ (CISAC) ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดกล่าวว่า “ผลจากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการออกแบบ small modular reactor ส่วนใหญ่จะเพิ่มปริมาณของเสียนิวเคลียร์ที่ต้องนำไปจัดการและกําจัดมากกว่า 2 ถึง 30 เท่า
Lindsay Krall ซึ่งปัจจุบันเป็นนักวิทยาศาสตร์ของบริษัทจัดการเชื้อเพลิงนิวเคลียร์และของเสียของสวีเดนระบุว่ามีการศึกษาเพียงไม่กี่ชิ้นที่วิเคราะห์การจัดการและการกําจัดของเสียนิวเคลียร์จาก small modular reactor ยังไม่นับว่า มีการออกแบบ Small Modular Reactors หลายสิบแบบ ทีมวิจัยซึ่งรวมถึง Allison M. Macfarlane จาก School of Public Policy and Global Affairs มหาวิทยาลัย British Columbia แวนคูเวอร์ แคนาดา และ Rodney Ewing ผู้อํานวยการร่วมของศูนย์ความมั่นคงและความร่วมมือระหว่างประเทศ (CISAC) ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดได้วิเคราะห์กากนิวเคลียร์จาก Small Modular Reactors ที่พัฒนาโดย Toshiba, NuScale และ Terrestrial Energy แต่ละบริษัทใช้การออกแบบที่แตกต่างกัน พวกเขาบอกว่า “การวิเคราะห์เป็นเรื่องยาก เพราะ small modular reactor เหล่านี้ยังไม่ได้ใช้งาน ตัวแบบ Small Modular Reactors บางเครื่องยังเป็นกรรมสิทธิ์ เป็นอุปสรรคเพิ่มขึ้นในการวิจัย”[xxii]
พลังงานที่ผลิตจากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เกิดขึ้นเมื่อนิวตรอนแยกอะตอมยูเรเนียมในแกนเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ในเครื่องปฏิกรณ์ นิวตรอนที่สร้างเพิ่มเติมจะไปแยกอะตอมยูเรเนียมอื่นๆ ทําให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ แต่นิวตรอนบางตัวหลุดออกจากแกนเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ เรียกว่าการรั่วไหลของนิวตรอน และชนกับวัสดุโครงสร้างโดยรอบ เช่น เหล็กและคอนกรีต วัสดุเหล่านี้กลายเป็นกัมมันตรังสีเมื่อกระตุ้นโดยนิวตรอนที่หลุดออกจากแกนเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ การศึกษา Nuclear waste from small modular reactors พบว่า เนื่องจากขนาดที่เล็กกว่า Small Modular Reactors จะมีการรั่วไหลของนิวตรอนมากกว่าเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วไป การรั่วไหลที่เพิ่มขึ้นนี้ส่งผลต่อปริมาณและองค์ประกอบของกากของเสีย กล่าวคือ ยิ่งมีนิวตรอนรั่วไหลมากเท่าใด ปริมาณกัมมันตรังสีที่เกิดจากกระบวนการกระตุ้นของนิวตรอนก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ทีมวิจัยพบว่า Small Modular Reactors จะมีเหล็กที่ถูกกระตุ้นโดยนิวตรอนมากกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วไปอย่างน้อย 9 เท่า วัสดุกัมมันตรังสีเหล่านี้ต้องได้รับการจัดการอย่างรอบคอบก่อนการกําจัดซึ่งต้นทุนสูงมาก
การศึกษายังพบว่าเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ใช้แล้วจาก Small Modular Reactors จะถูกปล่อยออกมาในปริมาณที่มากขึ้นต่อหน่วยพลังงานที่ได้ และอาจซับซ้อนกว่าเชื้อเพลิงที่ใช้แล้วที่ปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วไป Allison Macfarlane ศาสตราจารย์และผู้อํานวยการศูนย์นโยบายสาธารณะและกิจการโลกที่มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย หนึ่งในทีมวิจัยระบุว่าการออกแบบ small modular reactor ต้องมีเชื้อเพลิงและสารหล่อเย็นที่มีความแปลกใหม่ทางเคมีซึ่งจะผลิตของเสียที่ยากต่อการจัดการและนำไปกําจัด เชื้อเพลิงและสารเคมีหล่อเย็นที่แปลกใหม่เหล่านี้ต้องใช้วิธีการบําบัดทางเคมีที่มีราคาแพงก่อนนำไปกําจัด
ความเป็นพิษทางรังสีจากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ใช้แล้วคืออีกปัญหาหนึ่งของ Small Modular Reactors ทีมวิจัยประเมินว่าหลังจาก 10,000 ปี ความเป็นพิษทางกัมมันตรังสีของพลูโทเนียมในเชื้อเพลิงที่ใช้แล้วที่ปล่อยออกมาจาก Small Modular Reactors ทั้ง 3 แบบ ที่พัฒนาโดย Toshiba, NuScale และ Terrestrial Energy จะสูงกว่าพลูโทเนียมในเชื้อเพลิงที่ใช้แล้วต่อหน่วยพลังงานที่สกัดได้อย่างน้อยร้อยละ 50
เนื่องจากความเป็นพิษทางรังสีในระดับสูง ทีมวิจัยมีข้อเสนอแนะว่า จะต้องเลือกพื้นที่จัดเก็บกากนิวเคลียร์ที่เกิดจาก Small Modular Reactors อย่างระมัดระวังและระบุสถานที่อย่างละเอียด ผู้ออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ หน่วยงานกํากับดูแล ผู้ขายเทคโนโลยี ผู้ที่เสนอโครงการและได้เงินสนับสนุนจากรัฐบาลในการพัฒนา Small Modular Reactors ต้องตระหนักถึงอันตรายจากกากนิวเคลียร์ และการวิจัยใดๆ ที่มีขึ้นโดยอุตสาหกรรมนิวเคลียร์จะต้องโปร่งใสตรวจสอบได้โดยสาธารณะชน และที่สำคัญไม่แพ้กันคือวัฏจักรเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ของ Small Modular Reactors ในส่วนท้ายที่ว่าด้วยการจัดการกากนิวเคลียร์นั้นคือต้นทุนที่ซ่อนเร้นอยู่
Small Modular Reactors ถูกจริงหรือ
ผู้สนับสนุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กในหลายๆ ประเทศรวมถึงประเทศไทยอ้างว่า แม้ต้นทุนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กยังไม่ชัดเจน เช่น เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าก๊าซขนาดใหญ่ซึ่งมีต้นทุนราว 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กจะมีต้นทุนราว 7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งถือว่าถูกกว่าในแง่ของต้นทุนการสร้าง ดังนั้น การพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์นี้ควรได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมต่อไปในอนาคต[xxiii]
นี่คือตัวอย่างของการนำเสนอต่อสาธารณะในทำนองที่ว่า การออกแบบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กพร้อมที่จะก่อสร้าง เทคโนโลยีได้รับการพิสูจน์แล้ว ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ชัดเจน และสิ่งเดียวที่ขัดขวางอยู่คือความล่าช้าของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์จริงในประเทศที่พยายามพัฒนาออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ตั้งแต่แนวคิดจนสามารถใช้งานเชิงพาณิชย์เป็นกระบวนการที่ใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง การวิเคราะห์ของ Steve Thomas ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านนโยบายพลังงานแห่งมหาวิทยาลัยกรีนิช สหราชอาณาจักร[xxiv] ชี้ให้เห็นว่า อาจใช้เวลามากกว่าทศวรรษและมีต้นทุนเกินกว่า 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ที่ผ่านมา การออกแบบเครื่องปฏิกรณ์รุ่นที่ 3+ ผ่านการพัฒนาออกแบบอย่างเข้มข้นแต่สุดท้ายกลับไม่สามารถขายได้ และต้นทุนที่ลงทุนไปต้องถูกตัดขาดทุนทั้งหมด
หนึ่งในกรณีศึกษาต้นทุนของ Small Modular Reactors คือ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบน้ำอัดความดัน(pressurized water reactor – PWR) ขนาด 77 เมกะวัตต์ของบริษัท NuScale Power Corp. จากสหรัฐฯ โดยเป็น Small Modular Reactors เพียงแบบเดียวที่ใกล้เคียงกับการผ่านเกณฑ์การออกแบบให้ใช้งานเชิงพาณิชย์[xxv] บริษัท NuScale ทำการพัฒนาออกแบบมานานกว่า 20 ปี ก่อนได้รับการประเมินและอนุมัติจากคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ (US NRC)
ความท้าทายหลักคือ เดิม NuScale ออกแบบเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ให้เป็น 12 ชุดโดยแต่ละชุดมีกำลัง 35 เมกะวัตต์ ต่อมามีการปรับเพิ่มกำลังขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์มากขึ้น โดยขยับเป็น 40 เมกะวัตต์ 50 เมกะวัตต์ 60 เมกะวัตต์ และล่าสุดเป็น 77 เมกะวัตต์ ซึ่งจัดวางในรูปแบบกลุ่มละ 4 หรือ 6 ชุด การอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล(US NRC) เกิดขึ้นในปี 2564 สำหรับการออกแบบขนาด 50 เมกะวัตต์ ซึ่งมีการปรับไปแล้วถึง 2 ครั้ง และเมื่อการออกแบบ 50 เมกะวัตต์ ไม่ได้นำมาก่อสร้างจริงจึงไม่มีการพิจารณาอย่างจริงจังถึงปัญหาทางเทคนิคหลายประการ ต่อมาปลายปี พ.ศ.2565 มีการยื่นขออนุมัติต้นแบบ small modular reactor ขนาด 77 เมกะวัตต์ ซึ่งเพิ่มกำลังร้อยละ 50 จากต้นแบบเดิม การประเมินครั้งใหม่เพื่อพิจารณาอนุมัติจึงต้องเริ่มต้นกระบวนการใหม่ทั้งหมด
ในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2565 สำนักข่าว Bloomberg พาดหัวข่าว “โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแห่งแรกในสหรัฐฯ ถูกยกเลิกหลังต้นทุนพุ่ง 53%”[xxvi] บริษัท NuScale Power Corp. ประกาศยกเลิกแผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สำหรับผู้ให้บริการในรัฐยูทาห์ หลังจากต้นทุนโครงการพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ในเวลาเดียวกัน The New York Times รายงานว่า บริษัท NuScale Power Corp. ไม่สามารถหาผู้ซื้อไฟฟ้าได้เพียงพอที่จะเดินหน้าโครงการ Carbon-Free Power Project ซึ่งมีแผนจะติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ SMR ขนาด 77 เมกะวัตต์ของบริษัทจำนวน 6 เครื่อง แม้ว่าจะมีบริษัทสาธารณูปโภคด้านไฟฟ้ามากกว่า 112 แห่งลงนามแสดงความจำนงจะซื้อไฟฟ้าแต่จำนวนดังกล่าวยังไม่เพียงพอต่อเงื่อนไขที่ NuScale กำหนดไว้สำหรับการเดินหน้าโครงการ[xxvii]
บริษัท NuScale Power Corp. ประเมินว่าต้นทุนพลังงานจากโครงการ Carbon-Free Power Project จะอยู่ที่ 89 ดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) ตามต้นทุนดำเนินงาน แต่การประเมินนี้รวมเงินอุดหนุน 1.4 พันล้านดอลลาร์จากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) และเงินอุดหนุนเพิ่มเติมจากกฎหมายลดอัตราเงินเฟ้อ(The Inflation Reduction Act: IRA) ประมาณ 30 ดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง หากไม่มีเงินอุดหนุน ต้นทุนไฟฟ้าของโครงการ CFPP จะสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าต้นทุนพลังงานจากกังหันลมบนบก (Onshore Wind) และพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดสาธารณูปโภค (Utility-Scale Solar) ที่ 24 ดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง[xxviii] การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ของเทคโนโลยีที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องว่าเป็น “ยุคใหม่” ของพลังงานนิวเคลียร์
กรณีศึกษา NuScale ข้างต้น ยังชี้ให้เห็นถึงข้อโต้แย้งของผู้สนับสนุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กที่ว่าจะ สามารถชดเชยการสูญเสียประโยชน์จากขนาดด้วย “เศรษฐศาสตร์ของตัวคูณ” (economy of multiples) เช่นการลดต้นทุนจากการใช้ระบบโมดูลาร์และการผลิตจำนวนมาก ซึ่งข้อกล่าวอ้างเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ในกรณีของการประหยัดจากขนาด (Economies of Scale) การศึกษาหลายฉบับ[xxix] ระบุว่า การลดขนาดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จาก 1,000 เมกะวัตต์ลงมาเป็น SMRs จะทำให้สูญเสียประโยชน์จากขนาด (scale economies) ส่งผลให้ต้นทุนค่าก่อสร้างล่วงหน้า (overnight cost) และต้นทุนดำเนินงานและบำรุงรักษา (operation and maintenance costs) เพิ่มสูงขึ้น อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ไม่เคยประสบความสำเร็จในการลดต้นทุนด้วยวิธีนี้จากโครงการหรือเครื่องปฏิกรณ์ใดๆ ในอดี
ศาสตราจารย์กิตติคุณ Steve Thomas จากมหาวิทยาลัยกรีนิช สหราชอาณาจักรเสนอว่า หากต้องการทดสอบความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของ Small Modular Reactors ต้นแบบตัวแรกจะต้องถูกสร้างด้วยสายการผลิตจริงและเมื่อสายการผลิตเริ่มต้นขึ้นก็ต้องมีการผลิตอย่างต่อเนื่อง ในกรณีของบริษัท Rolls Royce ซึ่งรัฐบาลสหราชอาณาจักรจัดสรรงบประมาณ 18 ล้านปอนด์ให้กับโครงการ Rolls Royce SMR เพื่อใช้พัฒนาต้นแบบเครื่องปฏิกรณ์ ประเมินว่าสายการผลิตของตนจะผลิตเครื่องปฏิกรณ์ได้ 2 เครื่องต่อปีและต้นทุนจะไม่ลดลงสู่ระดับเป้าหมายจนกว่าจะถึงเครื่องที่ 5 ดังนั้น หากสมมติว่าเครื่องแรกใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี จะมีเครื่องอีก 9 เครื่องอยู่ระหว่างการก่อสร้างในช่วงเวลานั้นทั้งที่ยังไม่มีการผลิตไฟฟ้าจากเครื่องแรก และยังไม่ได้ทดสอบความคุ้มค่าทางเทคนิคและเศรษฐกิจจริงเลย และอาจมีเครื่องอีกประมาณ 15 เครื่องอยู่ในขั้นตอนต่างๆ ของการก่อสร้าง ก่อนที่จะได้เห็นต้นทุนที่มีเสถียรภาพและแท้จริง รัฐบาลจึงอาจถูกกดดันให้สั่งซื้อ Small Modular Reactors เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าแบบแผนดังกล่าวคุ้มค่าหรือเชื่อถือได้ เพียงเพื่อไม่ให้สายการผลิตต้องหยุดชะงัก
แต่ Small Modular Reactors ไม่อาจอ้างว่าถูกหรือแพงเมื่อเทียบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่เท่านั้น ในโลกของการเปรียบเทียบทางเศรษฐศาสตร์ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่มีต้นทุนที่สูงกว่ามากเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนต่างๆ เช่น พลังงานลมหรือแสงอาทิตย์ หรือแม้แต่โครงการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน (energy efficiency) ดังนั้น Small Modular Reactors จะต้องแข่งขันกับเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ได้ด้วย
ในกรณีของ Rolls Royce บริษัทยังเรียกร้องให้รัฐบาลเลือกเทคโนโลยี Small Modular Reactors เพียงแบบเดียวในสหราชอาณาจักร และหากเลือกเทคโนโลยีจากต่างประเทศก็ต้องมี Rolls Royce เป็นพันธมิตรด้วย ต่อมามีรายงานว่า Rolls Royce ลดข้อเรียกร้องลงเหลือเพียงการขอให้รัฐบาลรับประกันคำสั่งซื้อ Small Modular Reactors 4 เครื่อง โดยเสริมด้วยคำสั่งซื้อเพื่อส่งออกเพิ่มเติม แต่เป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่าลูกค้าต่างประเทศจะสั่งซื้อเครื่องก่อนที่เทคโนโลยีดังกล่าวจะได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจนในสหราชอาณาจักร[xxx] การให้โรลส์-รอยซ์มีสิทธิ์ผูกขาดในตลาดสหราชอาณาจักรอย่างเดียวก็ไม่อาจเป็นที่ยอมรับในเชิงการเมือง ถึงกระนั้น โรลส์-รอยซ์ก็ยังคงเร่งทำกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณชนว่าต้นแบบ Small Modular Reactors ของตนพร้อมใช้งานแล้ว โดยอ้างว่าหากมีการลงทุน จะสามารถสร้างงานจำนวนมหาศาลทั้งในพื้นที่ก่อสร้างและในพื้นที่ติดตั้งสายการผลิต รวมถึงเปิดโอกาสให้ขยายตลาดส่งออกขนาดใหญ่อีกด้วย จนถึงต้นปี 2566 รัฐบาลสหราชอาณาจักรก็ยังไม่ได้ตอบตกลงตามข้อเรียกร้องของ Rolls Royce ในการรับประกันคำสั่งซื้อ
ภาพรวม Small Modular Reactors ในประเทศไทย
ในช่วงปลายปี 2567 ที่ผ่านมา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)และหน่วยงานพร้อมสื่อมวลชนเดินทางไปดูงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR Linglong One ในมณฑลไห่หนานของจีน[xxxi] อาจมีนัยยะถึงการสำรวจเพื่อชิมลาง Small Modular Reactor ที่ใช้เทคโนโลยีน้ำอัดแรงดัน (pressurized water reactor ; PWR) รายงานข่าวด้านพลังงานระบุว่า คาดว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก Linglong One ขนาด 125 เมกะวัตต์จะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ.2569 และจะเป็น Small Modular Reactor บนบกเชิงพาณิชย์แห่งแรกของโลก[xxxii] อย่างไรก็ตาม ตามข้อมูลของบริษัท China National Nuclear Corporation(CNNC) ต้นทุนการก่อสร้างต่อกิโลวัตต์ของเครื่องปฏิกรณ์ Linglong จะสูงกว่าของเครื่องปฏิกรณ์ขนาดใหญ่ถึง 2 เท่า และต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยการผลิตไฟฟ้า (Levelised Cost) จะสูงกว่าของเครื่องปฏิกรณ์ขนาดใหญ่ประมาณ 50 %[xxxiii]
ควรต้องกล่าวในที่นี้ด้วยว่า ในกรณี Small Modular Reactor ของจีน[xxxiv] การก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์แบบอุณหภูมิสูงสองแบบซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Linglong One เริ่มขึ้นในปี พ.ศ.2555 โดยแบบแรกเชื่อมต่อเข้ากับระบบสายส่งในเดือนธันวาคม พ.ศ.2564 ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนดเดิมเกือบ 5 ปี และตามรายงานไม่มีหน่วยใดผลิตกระแสไฟฟ้าได้อีกเลยนับจากนั้นโดยไม่มีการเปิดเผยสาเหตุอย่างชัดเจน ส่วนการก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ACP100 หรือ Linglong One เริ่มต้นในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2564 ล่าช้าจากแผนเดิมถึง 6 ปี
ดังนั้น คำถามต่อการดำเนินโครงการพัฒนา Small Modular Reactor ของไทยซึ่งรวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 19 ด้าน รวมถึงด้านความปลอดภัย การจัดหาแหล่งเงินทุน กฎหมายและระเบียบต่าง ๆ โครงข่ายไฟฟ้า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียนั้น สอดคล้องกับแผนวิสาหกิจปี 2568-2572 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยที่ระบุว่าปี พ.ศ.2570 จะเริ่มเข้าสู่การ Go Nuclear มากน้อยเพียงใด หากมีอะไรผิดพลาดไปจากแผนที่ว่านี้ เราควรจะต้องมาถึงบทสรุปที่ว่า แผน Go Nuclear โดยมี Small Modular Reactor เป็นหัวหอกคือ “เดิมพันสุดท้าย” ของผู้สนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์ในประเทศไทย เพราะความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่ว่าจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Small Modular Reactor จำนวนมากถูกสร้างขึ้น (ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้น) แต่ความเสี่ยงที่แท้จริง คือ ความพยายามที่ไร้ผลในการผลักดัน Small Modular Reactor ซึ่งบั่นทอนทรัพยากร(งบประมาณ/บุคคลากร)ของประเทศที่มีอยู่จำกัดเพื่อลงทุนกับทางเลือกต่างๆ ที่มีต้นทุนต่ำกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า มีความเสี่ยงน้อยกว่า และสร้างความมั่นคงทางพลังงานและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่า
จุดขายหลักของ Small Modular Reactor คือ การเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่ปล่อยคาร์บอนต่ำเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิล และสามารถทดแทนการผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิลที่มีสัดส่วนสูงของระบบพลังงานไทยได้ แต่เมื่อพิจารณาอย่างจริงจังแล้ว จนกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กจะนำมาใช้งานในการผลิตไฟฟ้าในปริมาณที่มีนัยสำคัญสำหรับประเทศไทยอย่างเร็วที่สุดหลังจากปี พ.ศ.2580 ซึ่งสายเกินไปและน้อยเกินไปในการมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภาคการผลิตไฟฟ้าเป็นภาคที่ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ง่ายที่สุด และหากทิศทางเศรษฐกิจโดยรวมของไทยต้องบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ.2608 ภาคการผลิตไฟฟ้าจะต้องบรรลุเป้าหมายนี้ก่อนกำหนดโดยเร็ว
แม้ว่าการผลักดันพลังงานนิวเคลียร์ในประเทศไทยประสบความล้มเหลวมาโดยตลอด[xxxv] แต่รัฐบาลไทยทุกยุคทุกสมัยยังคงปรารถนาที่จะให้โอกาสแก่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์อีกครั้ง แม้ว่าความกังขาของสาธารณชนจะเพิ่มขึ้น การผลักดันโครงการนิวเคลียร์ขนาดเล็กต้องอาศัยการค้ำประกันทางการเงินจำนวนมหาศาลซึ่งมาจากผู้บริโภคและผู้เสียภาษี ยังคงต้องจับตาดูว่ารัฐบาลไทยจะตัดสินใจในทางการเมืองเพื่อเดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ต่อไป หรือจะยอมรับว่าความเสี่ยงด้านงบประมาณสาธารณะที่สูงเกินไป
หากใครที่ติดตามอุตสาหกรรมนิวเคลียร์มาอย่างยาวนานก็จะคุ้นเคยกับข้ออ้างกล่าวอ้างเหล่านี้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องต้นทุนของพลังงานนิวเคลียร์จะลดลงอย่างมาก เวลาก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะสั้นลง ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์จะเพิ่มขึ้น ไม่มีปัญหาทางเทคนิคสำคัญที่ต้องแก้ไข และพลังงานนิวเคลียร์จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างระบบพลังงานของเรา ข้อกล่าวอ้างเหล่านี้ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นความคาดหวังที่เกินความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง และไม่มีเหตุผลใดที่จะเชื่อว่าสถานการณ์จะแตกต่างออกไป
[i] COP28 ได้ออก “ปฏิญญาระดับรัฐมนตรี” และ “คำมั่นภาคอุตสาหกรรม” ซึ่งทั้งสองสนับสนุนเป้าหมายการเพิ่มกำลังการผลิตนิวเคลียร์สามเท่าภายในปี ค.ศ.2050 คำมั่นภาคอุตสาหกรรมได้รับการรับรองจากบริษัทกว่า 120 แห่ง ที่มีสำนักงานใหญ่ใน 25 ประเทศ และดำเนินงานในกว่า 140 ประเทศทั่วโลก https://world-nuclear.org/general/net-zero-nuclear
[ii] World Nuclear Association, “COP28 Agreement Recognizes Accelerating Nuclear Energy as Part of the Solution”, 13 May 2024.
[iii] https://www-pub.iaea.org/MTCD/Publications/PDF/p15790-PUB9062_web.pdf
[iv] https://www.iseas.edu.sg/wp-content/uploads/2025/06/TRS14_25.pdf
[v] https://www.prachachat.net/economy/news-1799342
[vi] https://www.egat.co.th/home/strategic-plan/
[vii] Todreas, N. (2020). Small modular reactors (SMRs) for producing nuclear energy: An introduction. In Handbook of Small Modular Nuclear Reactors: Second Edition (pp.3–27). Elsevier. https://doi.org/10.1016/B978-0-12-823916-2.00001-1
[viii] IAEA. (2023a). IAEA ups support for SMRs - Nuclear Engineering International. Retrieved May 16, 2023, from https://www.neimagazine.com/features/featureiaea-ups-support-for-smrs-10528638/
[ix] Energy Monitor. (2022). Global number of small modular reactor (SMR) projects in 2022, by power generation capacity and development status. Statista. Statista Inc.. https://www.statista.com/statistics/1334632/number-of-small-modular-reactor-projects-worldwide/
[x] IEA (2022). Global number of small modular reactor projects by status of development. IEA, Paris https://www.iea.org/data-and-statistics/charts/global-number-of-small-modular-reactor-projects-by-status-of-development-2022, IEA. Licence: CC BY 4.0
[xi] World Nuclear Association (2023b) Small nuclear power reactors. https://www.world-nuclear.org/information-library/nuclear-fuel-cycle/nuclear-power-reactors/small-nuclear-power-reactors.aspx
[xii] https://www.oecd-nea.org/jcms/pl_73678/nea-small-modular-reactor-smr-dashboard
[xiii] https://davidtoke.substack.com/p/why-small-modular-reactors-do-not
[xiv] https://www.sgr.org.uk/resources/small-modular-reactors-last-chance-saloon-nuclear-industry
[xv] https://nst.or.th/academics/โรงไฟฟ้านิวเคลียร์รุ่น/
[xvi] https://ned.egat.co.th/index.php/component/sppagebuilder/?view=page&id=41
[xvii] โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบ Sodium-Cooled Fast Reactor System (SFR) ใช้นิวตรอนย่านพลังงานสูงเป็นตัวทำปฏิกิริยาฟิชชันและปฏิกิริยาลูกโซ่ เชื้อเพลิงที่ใช้เป็นออกไซด์ของยูเรเนียมและพลูโทเนียม และใช้วัฏจักรของเชื้อเพลิงเป็นแบบปิด มีโซเดียมเหลวเป็นตัวระบายความร้อน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบ Lead-cooled Fast Reactors-LFRs ใช้นิวตรอนในย่านพลังงานสูง และใช้วัฏจักรของเชื้อเพลิงเป็นแบบปิด มีสารละลายตะกั่วเป็นตัวระบายความร้อน ซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดกลืนและหน่วงนิวตรอนต่ำ ไม่เกิดปฏิกิริยารุนแรงกับน้ำและอากาศ มีจุดเดือดที่ 1700 องศาเซลเซียส ส่วนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบ Very High Temperature Reactors เป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใช้นิวตรอนย่านพลังงานต่ำ ใช้กราไฟต์เป็นสารหน่วงนิวตรอน เชื้อเพลิงเป็นยูเรเนียมเสริมสมรรถนะและวัฏจักรของเชื้อเพลิงเป็นแบบเปิด ใช้ฮีเลียมเป็นตัวระบายความร้อน http://www.thailandindustry.com/indust_newweb/articles_preview.php?cid=7367
[xviii] https://world-nuclear.org/nuclear-essentials/how-can-nuclear-combat-climate-change
[xix] https://drawdown.org/solutions/nuclear-power
[xx] https://netzeronuclear.org/
[xxi] https://www.pnas.org/doi/full/10.1073/pnas.2111833119
[xxii] https://news.stanford.edu/2022/05/30/small-modular-reactors-produce-high-levels-nuclear-waste/
[xxiii] https://www.bangkokbiznews.com/environment/1171584
[xxiv] https://www.sgr.org.uk/resources/small-modular-reactors-last-chance-saloon-nuclear-industry
[xxv] ขั้นตอนสำคัญที่จำเป็นในการนำการออกแบบเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ประกอบด้วย (1) พัฒนาการออกแบบจากแนวคิดกว้างๆ ไปสู่ระดับรายละเอียดที่เพียงพอให้หน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยสามารถประเมินได้ (2) สร้างห่วงโซ่อุปทานรวมถึงสายการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ อย่างครบวงจร อย่างไรก็ตาม ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา มีการสั่งสร้างเครื่องปฏิกรณ์น้อยมากทั่วโลกทำให้จำนวนผู้ผลิตที่ได้รับการรับรองและสามารถผลิตชิ้นส่วนตามมาตรฐานคุณภาพที่เข้มงวดลดลงอย่างมาก อีกทั้งผู้ผลิตจำนวนมากไม่พร้อมจะลงทุนตั้งสายการผลิตเว้นแต่จะมีคำสั่งซื้อที่ชัดเจนรองรับ (3) ลูกค้าสำหรับการสร้างต้นแบบเครื่องแรก ปัจจุบันไม่ใช่ยุคที่ผู้ให้บริการระบบไฟฟ้าจะสามารถสั่งซื้อเครื่องปฏิกรณ์แบบที่ยังไม่เคยทดสอบได้ โดยมั่นใจว่าจะสามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้อีกต่อไป (4) บริษัทพลังงานต้องใช้เงินทุนของตนเอง และจะต้องการเห็นโรงงานต้นแบบที่ใช้งานได้จริงในประเทศต้นทางของผู้ขาย ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน (4) พันธมิตรที่เป็นบริษัทวิศวกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งมีประสบการณ์ในการบูรณาการออกแบบเครื่องปฏิกรณ์เข้ากับระบบโรงไฟฟ้าทั้งระบบ และสามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้อย่างครบวงจร
[xxvi] https://www.bloomberg.com/news/articles/2023-11-08/first-us-small-nuclear-project-canceled-after-costs-climb-53#xj4y7vzkg
[xxvii] https://www.nytimes.com/2023/11/08/business/energy-environment/nuclear-energy-idaho-nuscale.html
[xxviii] https://www.nrdc.org/sites/default/files/2023-12/small-modular-nuclear-reactors-ib.pdf
[xxix] Fatih Aydogan et al., “Quantitative and Qualitative Comparison of Light Water and Advanced Small Modular Reactors,” Journal of Nuclear Engineering and Radiation Science 1, no. 041001 (September 16, 2015), https://doi.org/10.1115/1.4031098
[xxx] https://www.constructionnews.co.uk/government/treasury-red-tape-blamed-for-delay-in-smrrollout-09-09-2022/
[xxxi] https://thaipublica.org/2024/11/egat-smr-hainan1/
[xxxii] https://www.power-technology.com/news/chinas-linglong-smr-internals-put-in-place/?cf-view
[xxxiii] ในกรณีของโครงการสาธิต ACP100 ราคามีค่าสูงกว่าราคาของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ (Large NPP) ประมาณ 1.5 เท่า อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึง “ผลจากการผลิตต่อเนื่อง (series effect)”, “การผลิตแบบโมดูลาร์ (modular manufacturing)” และ “การใช้ประโยชน์ร่วมกัน (co-generation)” ราคาดังกล่าวมีแนวโน้มลดลงในอนาคตและในสถานการณ์การใช้งานที่แตกต่างกัน ส่วนต้นทุนการก่อสร้างในปัจจุบันนั้นสูงกว่าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ประมาณ 2 เท่า https://nucleus.iaea.org/sites/INPRO/df17/IV.1.-DanrongSong-ACP100.pdf
[xxxiv] https://nuclear.foe.org.au/wp-content/uploads/SMR-BRIEFING-PAPER-FOE-AUSTRALIA-2023.pdf
[xxxv] https://justpow.co/article-nuclear-pdp/
